[Review] Xiaomi Mi 9T ดีไซน์หรู จอเต็ม กล้องเทพ ในราคาที่สัมผัสได้

โดย RingRangRung | 10 กรกฎาคม 2562 เมื่อ 11:00 น. | อ่าน 799

Xiaomi สานต่อกับความสำเร็จของตระกูล Mi 9 ด้วยการส่ง Mi 9T เข้ามาขายในไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งแน่นอนว่ามากับสเปคฟีเจอร์ที่ครบเครื่องในระดับเรือธง แต่ราคาก็ต้องบอกเลยว่าคุ้มค่าเพราะเคาะเริ่มต้นมาที่ 11,990 บาท เท่านั้น

สำหรับใครที่ยังไม่ทราบ Xiaomi Mi 9T ได้มีการเปิดตัวเป็นครั้งแรกที่ประเทศจีนตั้งแต่เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาในชื่อ Redmi K20 ก่อนจะเริ่มนำออกมาวางจำหน่ายในระดับสากลโดยเปลี่ยนชื่อเป็น Mi 9T ด้วยเหตุผลด้านการตลาด ซึ่งชื่อของ Redmi เองจะมีฐานแฟนคลับที่แข็งแกร่งมากๆในฝั่งของประเทศจีนและอินเดีย แต่ถ้าเป็นระดับสากลรวมถึงในไทยทางผู้ผลิตเองจะเน้นผลักดันตัวแบรนด์ Mi มากกว่า

ตัว T ที่ลงท้ายชื่อเองก็สามารถนำไปตีความได้อย่างหลากหลายไม่ว่าจะเป็นการสื่อถึง กล้องหลัง 3 ตัว (Triple Camera), ฟีเจอร์ Turbo 2.0 หรือจะเป็นคำว่า Tailored ที่เป็นการบอกว่ารุ่นนี้ถูกผลิตออกมาให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ เหมือนกับการสั่งตัดเสื้อผ้าที่จะต้องออกมาพอดีตัวคนใส่

สเปคของ Xiaomi Mi 9T

  • สัดส่วนตัวเครื่อง 156.7×74.3×8.8มม หนัก 191 กรัม
  • หน้าจอ Full Screen Display AMOLED ขนาด 6.39 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2340×1080 พิกเซล) 403ppi รองรับ HDR
  • ชิปประมวลผล Qualcomm SDM730 Snapdragon 730 CPU Octa-core (2×2.2 GHz Kryo 470 Gold & 6×1.8 GHz Kryo 470 Silver) ใช้ GPU Adreno 618
  • สเปค RAM 6GB + ROM 64/128GB
  • กล้องหลัง 3 ตัว
    • เซ็นเซอร์หลัก Sony IMX582 เลนส์ไวด์ 48MP, f/1.8, ขนาดเซ็นเซอร์ 1/2″, ขนาดพิกเซล 0.8µm,PDAF
    • เลนส์ Telephoto 8MP, f/2.4, ขนาดเซ็นเซอร์ 1/4″, ขนาดพิกเซล 1.12µm, PDAF, รองรับ 2x Optical Zoom
    • เลนส์ Ultra-wide 124.8 องศา 13MP, f/2.4, ขนาดเซ็นเซอร์ 1/3″, 1.12µm
  • กล้องหน้าป็อปอัพ 20MP, f/2.2, 0.8µm
  • รองรับการทำงานสองซิมด้วยถาด Dual Nano-SIM Slot รองรับ VoLTE HD และมีระบบเครือข่ายที่รองรับ
    • LTE FDD: B1/B2/B3/B4/B5/B7/B8/B20/B28
    • LTE TDD: B38/B40
    • WCDMA: B1/B2/B4/B5/B8
    • GSM: B2/B3/B5/B8
  • รองรับ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot
  • รองรับ Bluetooth 5.0
  • ใช้เทคโนโลยีระบุพิกัด A-GPS, GLONASS, GALILEO, BDS
  • มีสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ
  • ระบบปฏิบัติการ Android 9.0 (Pie) คลุมด้วย MIUI 10
  • แบตเตอรี่ 4000mAh รองรับชาร์จไว 18W
  • สีที่วางขาย Carbon Black / Flame Red /Glacier Blue

ดีไซน์ของ Mi 9T เรียกว่าแตกต่างจากพี่น้องร่วมตระกูลโดยที่หน้าจอดีไซน์แบบ Full Screen Display ไร้ขอบ ไร้ติ่ง ลดพื้นที่ขอบจอให้บางเฉียบจนเหลือเพียง 3.8มม. เท่านั้นโดยให้พื้นที่การแสดงผลที่มากถึง 91.9% คลุมทับด้วยกระจก Corning Gorilla Glass 5

ตัวจอใช้แผง AMOLED ขนาด 6.39 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2340×1080 พิกเซล) มีความหนาแน่นพิกเซล 403ppi มีค่า Contrast Ratio 60000:1 โดยที่รองรับการแสดงผลแบบ HDR และสามารถปรับอุณหภูมิสีของจอได้และผ่านการรับรองมาตรฐานลดแสงสีฟ้าเพื่อการถนอมสายตา

หน้าจอของรุ่นนี้มีโหมดการแสดงผล Sunlight mode 2.0 เพื่อการใช้งานกลางแจ้งที่มีคุณภาพโดยที่สามารถขับความสว่างบนหน้าจอได้ถึง 600nit และมี Always-on Display ที่มีแบล็คกราวน์ให้เลือกได้หลายแบบ

บริเวณพื้นที่ขอบจอด้านบนจะมีช่องลำโพงสนทนาเล็กๆ ใช้เทคโนโลยีการซ่อนเซ็นเซอร์ไว้ใต้แผงหน้า จอขณะที่ Navigation Bar เป็นแบบ On-Screen

Xiaomi Mi 9T มีบอดี้เป็นกระจกประกบหน้าหลัง ตัวฝาหลังเป็นขอบโค้ง 3D โดดเด่นงามสง่าด้วยการไล่เฉดสีจากเข้มตรงกลางไปสว่างที่ด้านข้างพร้อมทำลวดลายแบบโฮโลแกรมเล่นกับแสงให้เหมือนกับเปลวไฟซึ่งจะเห็นได้จากสี Flame Red และ Glacier Blue ขณะที่ Carbon Black ก็จะเป็นสีดำคลาสสิคที่ความนิยมไม่เคยตก

การจัดวางกล้องหลัง 3 ตัวของรุ่นนี้จะเป็นแนวตั้งอยู่ตรงกึ่งกลางเครื่องโดยแยกตัวกล้องเซ็นเซอร์หลักออกมาจากตัวที่เป็นเลนส์ Telephoto และ Ultra wide ซึ่งมีการทำไฮไลท์ด้วยวงแหวน Halo ขณะที่ใต้กล้องเป็นแฟลช LED กับเซ็นเซอร์โฟกัส

จุดไฮไลท์ของ Mi 9T คือการมีกล้องหน้าแบบป็อปอัพซึ่งตัวกล้องก็ไม่ได้เลื่อนขึ้นลงธรรมดา แต่ยังมีลูกเล่นเป็นสีสันอย่างไฟ LED ด้านข้างกล้องพร้อมระบบเสียงเอฟเฟคเวลาที่เลื่อนขึ้น-ลง ที่มีให้เลือกหลายแบบ

ตัวกล้องหน้าของรุ่นนี้ได้รับการเคลมด้านความทนทานจากการทดสอบระบบในห้องปฏิบัติการกว่า 300,000 ครั้ง แถมยังมีระบบตรวจจับการตกซึ่งเครื่องจะดึงกล้องเก็บได้เองอย่างรวดเร็ว ขณะที่ตัวหน้าเลนส์คลุมด้วยกระจกแซฟไฟร์ที่สามารถกันรอยได้ดี

นอกจากกล้องหน้าแล้วที่ขอบเครื่องด้านบนก็ยังมีช่องเสียบหูฟัง 3.5มม. และไมโครโฟนตัดเสียงรบกวน

ฐานเครื่องด้านล่างเป็นช่องใส่ซิมการ์ดแบบ Dual Nano-SIM Slot, พอร์ต USB-C, ไมโครโฟน และ ลำโพงหลัก

สำหรับปุ่มต่างๆทั้ง ปุ่ม Power และปุ่มปรับระดับเสียงจะอยู่ตรงขอบเครื่องด้านขวา

ด้านแพ็คเกจของ Xiaomi Mi 9T ก็มาแบบเข้มๆ สีดำ ภายในก็มีอุปกรณ์ทั้ง อะแดปเตอร์ชาร์จไฟ, สาย USB-C, เคสสมาร์ทโฟน, เข็มจิ้มถาดซิม และใบคู่มือการใช้งาน+ใบรับประกัน

ด้านสเปคภายในของ Mi 9T ก็จัดได้ว่าเป็นรุ่นระดับกลางที่ค่อนข้างแรง โดยใช้ชิปเซต Snapdragon 730 ชิปรุ่นท็อปของระดับกลางที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

ชิปรุ่นนี้ใช้สถาปัตยกรรมการผลิตระดับ 8 นาโนเมตร มีตัวประมวลผลแบบ Octa-core กำลังสูงสุดที่ 2.2GHz ทำงานร่วมกับ GPU Adreno 618 ซึ่งรุ่นนี้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพการประมวลผลให้ดีขึ้นกว่ารุ่นก่อน 35% ลดการใช้พลังงานลง 10% ขณะที่สเปคหน่วยความจำ RAM ติดมา 6GB ความจำตัวเครื่องที่เข้าไทยสูงสุดที่ 128GB ไม่รองรับหน่วยความจำเสริม

ตัวระบบปฏิบัติการก็เป็นของใหม่ EMUI 10 Global version อยู่บนพื้นฐาน Android 9.0 Pieซึ่งแน่นอนว่าใช้ง่ายฟีเจอร์ครบทั้งสำหรับ Mi Fans เองหรือจะเป็นคนที่เพิ่งใช้สมาร์ทโฟน Xiaomi เป็นครั้งแรก

ขณะเดียวกันใน Mi 9T เองก็ยังมีเทคโนโลยี Dual Turbo acceleration เพื่อการใช้งานที่ลื่นไหลโดยแบ่งเป็น Mi Turbo ที่จะช่วยลดการแตกไฟล์ทำให้เครื่องยังคงใช้งานได้ลื่นไหลเหมือนใหม่แม้จะใช้มานาน กับ Game Turbo สำหรับจัดการระบบประมวลผลของเครื่องให้เล่นเกมได้อย่างลื่นไหลพร้อมทั้งจัดการการแจ้งเตือนไม่ให้มารบกวนขณะเล่น

ด้านแบตเตอรี่จัดให้พอใช้งานทั้งวันด้วยขนาด 4,000 mAh รองรับระบบ Quick Charge 4.0 ในกำลังไฟ 18W ซึ่งในกล่องก็แถมอะแดปเตอร์ที่รองรับมาให้ด้วย

ตัวระบบรักษาความปลอดภัยในรุ่นนี้ก็มีเทคโนโลยีสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ (In-Display fingerprint sensor) แบบออปติคัล ซึ่งพัฒนามาเป็นรุ่นที่ 5 สแกนได้ไวกว่ารุ่นก่อน 25% พร้อมด้วยลูกเล่นกราฟฟิกขณะสแกน

ในส่วนของเซ็นเซอร์ตามที่เปิดดูด้วยแอปฯ Sensor Box ใส่มาให้ทั้ง

  • Accelerometer Sensor : เซ็นเซอร์จับลักษณะการเคลื่อนไหวของสมาร์ทโฟน การเอียงเครื่อง
  • Light Sensor : เซ็นเซอร์วัดสภาพแสง เพื่อปรับการแสดงผลหน้าจอ
  • Orientation Sensor : เซ็นเซอร์ปรับมุมมองหน้าจอ
  • Proximity Sensor : เซ็นเซอร์ตรวจจับระยะห่างระหว่างผู้ใช้กับเครื่องสมาร์ทโฟน
  • Gyroscope Sensor : เซ็นเซอร์ตรวจจับลักษณะการหมุนของสมาร์ทโฟน
  • Sound Sensor : เซ็นเซอร์ตรวจจับเสียง
  • Magnetic Sensor : เซ็นเซอร์ตรวจจับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (เข็มทิศดิจิตอล)

เรื่องของการเล่นเกมรุ่นนี้จัดว่าหายห่วงจากการทดสอบกับเกมยอดนิยมอย่าง ROV สามารถเล่นโหมด High Frame Rate ได้ โดยตัวเลขก็จะอยู่ที่ราว 58-60fps ขณะที่ PUBG ค่ามาตรฐานที่ตัวเกมแนะนำคือ High แต่เราสามารถตั้งค่าได้ถึง High-HD

ด้านคะแนนประมวลผลจากแพลตฟอร์ม Benchmark ต่างๆด้วยเครื่อง ROM 128GB มีดังนี้ PCMark for Android (Work 2.0) = 7258 คะแนน, Geekbench 4 Pro = Single-core : 2543 คะแนน / Multi-core : 6850คะแนน และ AuTuTu Benchmark v7.2.2 = 212994 คะแนน

เรื่องการถ่ายภาพ Mi 9T ก็จัดว่าโดดเด่นด้วยกล้องหลัง 3 ตัวเหมือนกับรุ่นร่วมตระกูลมีจุดแข็งที่กล้องหลักเซ็นเซอร์ Sony IMX586 ซึ่งให้ความละเอียดสูงถึง 48 ล้านพิกเซล พร้อมด้วยเซ็นเซอร์รับภาพขนาด 1/2 นิ้ว ช่วยเพิ่มความสามารถในการรับแสงให้กับกล้อง แถมยังมีระยะเลนส์ที่รองรับการถ่ายภาพที่หลากหลาย

องค์ประกอบของกล้องหลังทั้ง 3 ตัวมีดังนี้

  • เซ็นเซอร์หลัก Sony IMX582 เลนส์ไวด์ 48MP, f/1.8, ขนาดเซ็นเซอร์ 1/2″, ขนาดพิกเซล 0.8µm,PDAF
  • เลนส์ Telephoto 8MP, f/2.4, ขนาดเซ็นเซอร์ 1/4″, ขนาดพิกเซล 1.12µm, PDAF, รองรับ 2x Optical Zoom
  • เลนส์ Ultra-wide 124.8 องศา 13MP, f/2.4, ขนาดเซ็นเซอร์ 1/3″, 1.12µm

ในฟังค์ชั่นการถ่ายภาพแบบปกติกล้องของ Mi 9T จะให้ความละเอียดที่ 12 ล้านพิกเซล แต่ถ้าต้องการความละเอียดที่เพิ่มขึ้นก็สามารถเข้าโหมดถ่ายแบบ 48 ล้านพิกเซลได้ และแน่นอนว่าภาพที่ถ่ายจากกล้อง 48 ล้านพิกเซลย่อมให้รายละเอียดได้มากกว่าโดยเฉพาะเมื่อมีการครอบตัดภาพ

ขณะที่เลนส์ Ultra-wide เองก็มีมุมมองรับภาพกว้างถึง 124.8 องศา เก็บทุกบรรยากาศได้ตามที่ตาเห็น เรื่องของ Portrait mode ก็มีเลนส์ Telephoto ที่ถ่ายแบบหน้าชัดหลังเบลอได้เป็นอย่างดี แถมยังเลือกได้ว่าจะถ่ายในระยะปกติหรือจะเป็น Full body Portrait ที่เก็บพื้นที่ตัวแบบและฉากหลังในระยะที่กว้างกว่าเดิม

ตัวโหมด Portrait ก็สามารถแยกภาพวัตถุหรือบุคคล ออกจากภาพพื้นหลัง ได้ค่อนข้างเนียน สามารถนำไปปรับจุดโฟกัสใหม่, เพิ่ม-ลดค่ารูรับแสง, ปรับ Light trails เลือกลักษณะโบเก้ที่ต้องการได้ เช่นเดียวกันกับระบบจัดแสงแบบสตูดิโอ AI Studio Light ที่เลือกได้ 7 แบบ หรือจะเป็นโหมด Figure ที่จะเป็นการปรับหุ่นของแบบให้สวยขึ้น ขณะที่โหมด AI Beautify เองก็มีให้ใช้เช่นเดิม

AI scene detection ในตัว Mi 9T สามารถแยกรูปแบบของวัตถุและสภาพแวดล้อมต่าง ๆ จากนั้นก็ทำการปรับตั้งค่ากล้องให้เหมาะกับสถานการณ์นั้น หรือถ้าอยากถ่ายภาพกลางคืนก็มีตัว Night mode ให้ใช้

ด้าน Pro mode ก็มีให้เลือกปรับแต่งตั้งแต่ค่า White Balance,ระยะโฟกัส, Speed shutter (1/1000s-32s), ISO (100-3200) และการสลับเลนส์ได้ถึง 3 แบบ รวมถึงการถ่ายในความละเอียด 48 ล้านพิกเซลด้วยเลนส์ Wide เรื่องการถ่ายวีดีโอทำได้สูงสุด 1080P@60fps ถ่ายแบบ Super Slow motion ได้สูงสุดถึง 960fps

ขณะที่กล้องหน้าเป็นแบบป็อปอัพ 20 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 มีพิกเซลไซส์ 0.8µm โดยที่มี AI Beautify ที่ปรับแบบออโต้ได้ 5 ระดับ หรือจะปรับแบบละเอียดตั้งแต่โครงสร้างใบหน้า, ดวงตา, จมูก, ลักยิ้ม, ริมฝีปาก และคาง รวมถึงการใส่เมคอัพต่างๆ เรื่องของโหมดในการถ่ายก็มีทั้ง HDR, AI Portrait และ AI scene detection รวมถึงการใช้งานในโหมด AI Studio Light ด้วยกล้องหน้า และมี Panorama Selfie

ตัวอย่างภาพจากกล้องของ Xiaomi Mi 9T

Xiaomi Mi 9T มีราคาเปิดตัวในไทยที่ 11,990 บาท ในรุ่น RAM 6GB+64GB และราคา 12,990 บาท ในรุ่น 128GB

ในรุ่นนี้ก็แน่นอนว่ายังมีการทำโปรโมชั่นกับฝั่งของ AIS โดยที่จอง Mi 9T สเปค 128GB ตั้งแต่วันนี้ถึง 17 กรกฏาคม พร้อมแพ็คเกจ 4G Hot deal Maxx Speed รับส่วนลดสูงสุด 25% จ่ายเริ่มต้นที่ 9,490 บาท พร้อมของแถมเป็นนาฬิกา Mi Smart Band 4

สำหรับ Mi 9T สเปค 64GB ทำโปรฯกับ JD Central จองตั้งแต่วันนี้ถึง 17 กรกฏาคม รับของแถมเป็น Mi Smart Band 4, Mi Mini Sport Bluetooth Earphones และ Cooling Gamepad  แถมสิทธิเข้าร่วมกิจกรรม LUCKY “9” Gift

ด้านการวางจำหน่ายจะเปิดแบบเอ็กซ์คลูซีฟกับ Mi Store, AIS, JD Centreal, TG Fone, Banana และ BKK ในวันที่ 25 กรกฏาคมเป็นต้นไป ขณะที่ร้านค้าอื่นๆจะเปิดวางขายในช่วงเดือนสิงหาคม

จากการทดสอบสังเกตได้ว่าสมาร์ทโฟนรุ่นนี้มีความเป็นลูกผสมระหว่างความเป็นเรือธงกับรุ่นกลางบน ด้วยงานดีไซน์ที่จัดว่าเกินหน้าเกินตารุ่นร่วมตระกูล รวมถึงตัวสเปคกล้อง ขณะที่ชิปประมวลผลก็นับว่าดีที่สุดเท่าที่เรทราคานี้จะให้ได้ ใครที่สนใจก็สามารถไปลองเล่นดูกันได้ ตามตัวแทนจำหน่ายของแบรนด์ทั่วประเทศ

About Author

RingRangRung

RingRangRung

Partners