[Review] Xiaomi Mi 9 เรือธงราคาดี สเปคเต็มสูบ พร้อมกล้องหลัง 3 ตัว

โดย RingRangRung | 25 มีนาคม 2562 เมื่อ 18:18 น. | อ่าน 101

ตลาดสมาร์ทโฟนไทยในปัจจุบันมีรุ่นระดับเรือธงให้เลือกหากันมากมาย โดยที่ผู้ผลิตแต่ละค่ายก็พยายามนำเสนอนวัตกรรมพร้อมด้วยสารพัดลูกเล่นมาดูดเงินในกระเป๋าผู้บริโภค แม้ในความเป็นจริงแล้วบางฟีเจอร์ที่ยัดมาจะไม่ได้ถูกนำมาใช้กันบ่อยๆก็ตาม

แต่สำหรับใครที่กำลังมองหาตัวเลือกสมาร์ทโฟนระดับเรือธงที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของคำว่า “อัดแน่นแต่พอดี เรียบง่ายแต่ทันสมัย” ก็อยากให้ลองสัมผัสกับ Xiaomi Mi 9 เรือธงรุ่นล่าสุดจากแบรนด์มาแรง Xiaomi ที่ตอนนี้ก็ได้เปิดตัวในไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สเปค Xiaomi Mi 9

  • สัดส่วนเครื่อง 157.5 x 7 x 7.6มม. หนัก 173 กรัม
  • จอ AMOLED ขนาด 6.39 นิ้ว ความละเอียด 1080×2340 พิกเซล อัตราส่วน 19.5:9 รองรับการแสดงผล HDR10
  • ชิปเซต Qualcomm SDM855 Snapdragon 855 (Octa-core (1×84GHz Kryo 485 & 3×2.42GHz Kryo 485 & 4×1.8GHz Kryo 485)
  • GPU Adreno 640
  • สเปค RAM 6GB + ROM 128GB
  • กล้องหลัง 3 ตัว เรียงกัน
    •  เลนส์ Telephoto 12MP (f/2.2, 54mm, 1/3.6″, 1.0µm, Laser/PDAF, 2 x Optical zoom)
    •  เลนส์ Wide Angle 48MP (f/1.8, 1/2″, 0.8µm, Laser/PDAF)
    •  เลนส์ Ultra Wide Angle 16MP (f/2.2, 13mm, 1/3.0″, 1.0µm, Laser/PDAF)
  • กล้องหน้า 20MP (f/0,0.9µm)
  • รองรับ Bluetooth 0, A2DP, LE, aptX HD
  • รองรับการทำงานสองซิม (DualSIM Slot)
  • สัญญาณเครือข่ายที่รองรับ
    • 4G: LTE FDD: B1/2/3/4/5/7/8/12/20/28
    • LTE TDD: B38/B39/B40
    • 3G: WCDMA: B1/B2/B4/B5/B8
    • TDSCDMA: B34/B39
    • CDMA EVDO BC0
    • 2G: GSM: B2/B3/B5/B8
    • CDMA 1X: BC0
    • สนับสนุน 4×4 MIMO | HPUE | HO RxD
  • Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, Wi-Fi Direct, DLNA, hotspot
  • มีเทคโนโลยี dual-band A-GPS
  • มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ
  • แบตเตอรี่ 3300mAh รองรับชาร์จไว Quick Charge 4+ กำลัง 27W และชาร์จไร้สาย Fast wireless charging 20W
  • รันกับ Android 0 (Pie) คลุมด้วย MIUI 10
  • สีที่เปิดตัว Ocean Blue และ Piano Black

ดีไซน์หรู เรียบง่ายที่ลงตัว

บอดี้ของ Mi 9 เป็นกระจกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง หน้าจอใช้เป็นกระจกรุ่นล่าสุด Gorilla Glass 6 ส่วนด้านหลังเป็น Gorilla Glass 5 ตัวขอบเป็นโลหะอลูมิเนียมซีรีส์ 7000 และมีการทำให้โค้งมนรับกับอุ้งมือ สัมผัสไม่สะดุด

ดีไซน์ของฝาหลังรุ่นนี้เป็นแบบ Holographic ที่เป็นกระบวนการเคลือบสีด้วยการยิงเลเซอร์ในระดับนาโน พร้อมเคลือบผิวสัมผัสแบบ Double-layer Coating ช่วยให้ตัวเครื่องมีความเงางามและยังสะท้อนเล่นเฉดสี ซึ่งเครื่องในมือตอนนี้เป็นตัวสีคลาสสิค ดำ (Piano Black) แต่ถ้าใครอยากได้เด่นๆ ก็จัด น้ำเงิน (Ocean Blue) ไปได้เลย

หน้าจอของ Mi 9 เป็นแบบ Dot drop Full Screen Display มีรอยบาก (Notch) ขนาดเล็กใช้แผงจอชนิด AMOLED จาก Samsung ขนาด 6.39 นิ้ว ความละเอียด 1080×2340 พิกเซล อัตราส่วน 19.5:9 โดยมีพื้นที่แสดงผลสูง 90.7%

ตัวจอรองรับการแสดงผล HDR10 ด้วยอัตรา  Contrast ratio 60000:1 มีขอบเขตของสี (color gamut) แบบ DCI-P3 ความสว่างได้ 600nits ความสดของสี NTSC 103.8%

ขณะเดียวกันที่จอก็ยังใส่ซอฟท์แวร์ด้านการแสดงผลอย่าง Sunlight Mode 2.0 เพื่อปรับปรุงความคมชัดและความสว่างเมื่อใช้สมาร์ทโฟนกลางแจ้ง, Reading Mode 2.0 เพื่อปรับอุณหภูมิสีบนจอให้เหมาะสำหรับการอ่านตัวหนังสือ, Dark mode ที่จะเปลี่ยนพื้นหลังระบบบางส่วนให้เป็นสีดำ เพื่อให้สบายตา ประหยัดพลังงาน และมี Always-on Display ที่มีแบล็คกราวน์ให้เลือกได้หลายแบบ

พื้นที่ด้านบนของจอเหนือรอยบากจะเป็นช่องสำหรับลำโพงสนทนาที่หลบอยู่ตรงขอบเช่นเดียวกันกับระบบเซ็นเซอร์และไฟ LED ขณะที่ Navigation Bar เป็นแบบ On-Screen บนจอ

พลิกมาด้านหลังจะเจอกับกล้องหลัง 3 ตัว (Triple-Camera) ที่วางเรียกเป็นแนวตั้งชิดมุมซ้ายบน นูนขึ้นมาจากด้านหลังเครื่องเล็กน้อย และที่พิเศษคือใช้เลนส์ที่เป็นกระจกแซฟไฟร์ ทนทานต่อรอยขีดข่วน เพิ่มวงแหวน Halo ที่เลนส์ Telephoto เพื่อเพิ่มความโดดเด่นของกล้องถ่ายภาพ ขณะที่ถัดจากกล้องลงไปเป็นไฟแฟลชแบบ 2 ดวง

ปุ่มปรับระดับเสียง กับปุ่ม Power อยู่ขอบเครื่องด้านซ้าย ขณะที่ปุ่มด้านขวาเป็นปุ่มเรียกระบบผู้ช่วยอัจฉริยะที่ Global Version เป็น Google assistant พร้อมด้วยช่องใส่ซิมแบบ DualSIM

ด้านบนมีช่องไมโครโฟนตัดเสียงรบกวนกับตัว IR Blaster สำหรับใช้สมาร์ทโฟนสั่งงานเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านแทนรีโมทด้านล่างเป็นพอร์ต USB-C ที่มีสาย Type-C to 3.5mm แถมมาให้ในกล้อง พร้อมด้วยลำโพงหลัก และไมโครโฟน

ตัวแพ็คเกจของ Xiaomi Mi 9 เป็นกล่องสีเงินนอกจากสมาร์ทโฟนแล้ว ก็ยังมีอุปกรณ์อย่าง อะแดปเตอร์ชาร์จไฟ 18W, สาย USB-C, สาย Type-C to 3.5mm, เข็มจิ้มถาดซิม, เคสซิลิโคนอ่อน และใบคู่มือ/ใบรับประกันเครื่อง

สเปคเรือธง ฟีเจอร์ครบเครื่อง

Xiaomi Mi 9 มีระบบปฏิบัติการเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด MIUI 10 อยู่บนพื้นฐาน Android 9.0 Pie ตัวชิปเซตเป็นระดับไฮเอนด์ Qualcomm Snapdragon 855 ประมวลผลแบบ Octa-core (1×2.84GHz Kryo 485 & 3×2.42GHz Kryo 485 & 4×1.8GHz Kryo 485) มี GPU Adreno 640

ชิปเซตรุ่นนี้ใช้สถาปัตยกรรมการผลิตระดับ 7 นาโนเมตร ให้สปีดเพิ่มขึ้นจากตัว SD845 ที่ 45% และมี GPU แรงกว่า 20% ขณะที่สเปค RAM เป็นชนิด LPDDR4x 2133MHz Dual Channel ความจุที่เข้าไทย 6GB มี ROM ชนิด UFS 2.1 ในความจุ 128GB

ด้วยชิปเซตใหม่นอกจากกำลังประมวลผลที่แรงขึ้นแล้วการใช้พลังงานเองก็ลดลง ส่งผลให้ Mi 9 สามารถลดขนาดแบตเตอรี่เพื่อแลกกับเครื่องที่บางลงได้ โดยที่รุ่นนี้ใส่มา 3,330mAh รองรับชาร์จเร็ว Quick Charge 4+ ในกำลัง 27W ขณะที่ในกล่องจะให้หัวชาร์จ 18W มา และที่พิเศษสุดๆคือมีเทคโนโลยีชาร์จไวแบบไร้สายด้วยกำลังไฟ 20W ซึ่งทางแบรนด์เคลมว่าสามารถชาร์จเต็ม 70% ได้ในเวลาครึ่งชั่วโมง และชาร์จเต็ม 100% ในเวลาชั่วโมงเดียว เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ทุกนาทีมีค่า

ระบบเครือข่ายของ Mi 9 รองรับการทำงานสองซิมชนิด nanoSIM สามารถตั้งเป็นซิมหลักรองรับสัญญาณ 4G+ ได้ทั้งคู่ และยังรองรับ VoLTE HD ทั้งสองซิม มีเทคโนโลยีการระบุพิกัดแบบแม่นยำอย่าง  Dual Frequency GPS สามารถรับคลื่นสัญญาณได้ทั้ง L1 Band และ L5 Band ทำให้มีค่าความแม่นยำของตำแหน่งในระยะ 30 เซนติเมตร ถึง 4 เมตร

ตัวระบบรักษาความปลอดภัยนอกจากการสแกนใบหน้าแล้ว ในรุ่นนี้ก็มีเทคโนโลยีสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ (In-Display fingerprint sensor) แบบออปติคัล ซึ่งพัฒนามาเป็นรุ่นที่ 5 สแกนได้ไวกว่ารุ่นก่อน 25% พร้อมด้วยลูกเล่นกราฟฟิกขณะสแกน

ด้านปุ่ม AI เองนอกจากจะใช้กดเรียกผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าง Google Assistant ได้แล้ว ก็ยังสามารถตั้งค่าใช้เป็นทางลัดเข้าถึงฟังค์ชั่นต่างๆในเครื่องได้ด้วย

เรื่องของฟีเจอร์ลูกเล่นต่างๆที่จำเป็นต่อการใช้งาน Xiaomi Mi 9 ก็ใส่มาให้ครบ ทั้ง Game speed booster สำหรับจัดการระบบประมวลผลของเครื่องให้เล่นเกมได้อย่างลื่นไหลพร้อมทั้งจัดการการแจ้งเตือนไม่ให้มารบกวน, Security ระบบจัดการข้อมูลต่างๆภายในเครื่อง, Dual apps เพื่อให้เล่นโซเชียลได้สองบัญชีในเครื่องเดียว หรือ Split screen แบ่งหน้าจอ เป็นต้น

ในส่วนของเซ็นเซอร์ตามที่เปิดดูด้วยแอปฯ Sensor Box ใส่มาให้ทั้ง

  • Accelerometer Sensor : เซ็นเซอร์จับลักษณะการเคลื่อนไหวของสมาร์ทโฟน การเอียงเครื่อง
  • Light Sensor : เซ็นเซอร์วัดสภาพแสง เพื่อปรับการแสดงผลหน้าจอ
  • Orientation Sensor : เซ็นเซอร์ปรับมุมมองหน้าจอ
  • Proximity Sensor : เซ็นเซอร์ตรวจจับระยะห่างระหว่างผู้ใช้กับเครื่องสมาร์ทโฟน
  • Gyroscope Sensor : เซ็นเซอร์ตรวจจับลักษณะการหมุนของสมาร์ทโฟน
  • Sound Sensor : เซ็นเซอร์ตรวจจับเสียง
  • Magnetic Sensor : เซ็นเซอร์ตรวจจับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (เข็มทิศดิจิตอล)

เรื่องการเล่นเกม Mi 9 ทำได้ดีไม่มีปัญหาโดยที่เกม ROV เปิดโหมด High Frame Rate ได้ตัวเลขก็จะอยู่ที่ราว 58-60fps ขณะที่ PUBG ค่ามาตรฐานที่ตัวเกมแนะนำคือ High แต่เราสามารถตั้งค่าได้ถึง Ultra-HDR และเล่นได้ลื่นไหลไม่สะดุด แถมยังสู้กันสะใจด้วยเทคโนโลยีเสียง Mi Sound ที่ช่วยเพิ่มอรรถรสในการเล่น

ด้านคะแนนประมวลผลจากแพลตฟอร์ม Benchmark ต่างๆมีดังนี้

  • PCMark for Android (Work 2.0) = 9201คะแนน

  • Geekbench 4 Pro = Single-core : 3486คะแนน / Multi-core : 10950คะแนน

  • AuTuTu Benchmark v1.4 = 371788 คะแนน

สุดยอดการถ่ายภาพด้วยกล้องหลัง 3 ตัว

Xiaomi Mi 9 เป็นเรือธงอีกรุ่นที่ติดอันดับต้นๆด้านประสิทธิภาพกล้องอ้างอิงจากผลทดสอบของ DxOMark ที่ให้คะแนนภาพรวมไป 107 คะแนน แบ่งเป็นภาพนิ่ง 112 คะแนน และภาพวีดีโอ 99 คะแนน

กล้องหลังของรุ่นนี้เป็น 3 เลนส์ (Triple Camera) ประกอบด้วย

  • เลนส์ Telephoto เซนเซอร์ Samsung S5K3M5 ใช้ชิ้นเลนส์ 6 ชั้น มีความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2 ขนาดพิกเซล 1.0um สามารถ Zoom Optical ได้ 2 เท่า
  • เลนส์หลักเซนเซอร์ Sony IMX586 ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/75 ขนาดพิกเซล 1.0um
  • เลนส์มุมกว้าง Super Wide-Angle มุมมองภาพ 117 องศา ที่ใช้ถ่ายมาโครในระยะ 4 ซม.ได้เซนเซอร์ Sony IMX481 ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2 ขนาดพิกเซล 1.0um

ตัวเซ็นเซอร์หลักที่ให้มาถึง 48 ล้านพิกเซล ทำให้เก็บรายละเอียดในภาพได้มากกว่าเดิมและมีเทคโนโลยีการรวมเม็ดพิกเซล 4 in 1 Super Pixel ที่จะช่วยเก็บรายละเอียดและลดนอยส์ในภาพเมื่อถ่ายในที่แสงน้อย

สำหรับตัวเลนส์ไวด์เองนอกจากจะช่วยให้เก็บภาพบรรยากาศต่างๆได้อย่างครบถ้วนแล้ว ก็ยังถูกนำมาผสมผสานกับการถ่ายรูปแบบ Portrait ซึ่งเลือกได้ว่าจะเป็นการถ่ายแบบปกติหรือ Wide-Portrait ที่เก็บฉากหลังได้มากกว่าเดิม

ขณะเลนส์ Tele นอกจากจะเอามาใช้ถ่ายภาพบุคคลแบบหน้าชัดหลังเบลอแล้ว ที่ตัวกล้องยังมีความสามารถในการถ่ายมาโครได้ในระยะ 4 ซม.

เรื่องความสามารถของ AI ก็มีทั้งฟีเจอร์ AI Portrait แยกภาพวัตถุหรือบุคคล ออกจากภาพพื้นหลัง ซึ่งภาพที่ถ่ายจากโหมดนี้ก็สามารถนำเข้ากระบวนการปรับแต่งวางจุดโฟกัสใหม่, ปรับค่ารูรับแสง เพิ่ม-ลด ความเบลอ

นอกจากนี้ยังมีให้ปรับ Light tralls เลือกลักษณะโบเก้ที่ต้องการได้ เช่นเดียวกันกับระบบจัดแสงแบบสตูดิโอ AI Studio Light ที่เลือกได้ 7 แบบ แต่ที่เป็นของใหม่คือ Figure ที่จะเป็นการปรับหุ่นของแบบให้สวยขึ้น โดยแยกส่วนได้ตั้งแต่ เอว,ไหล่ หรือ ขา

เรื่อง AI scene recognition ที่สามารถแยกรูปแบบของวัตถุ และสภาพแวดล้อมต่าง ๆ จากนั้นทำการปรับค่ากล้องให้เหมาะกับสถานการณ์นั้นๆ ก็ยังมีให้ใช้เหมือนเดิม พร้อมทั้งมีโหมดถ่ายกลางคืนด้วยฟีเจอร์ “Handheld Super Night” ที่กล้องจะถ่ายรูปในระดับความสว่างที่ต่างกันแล้วนำมารวมกันเพื่อดึงรายละเอียดต่างๆให้ออกมาคมชัดโดยที่ไม่ต้องพึ่งพาขาตั้งกล้อง

ด้าน Manual mode ก็มีให้เลือกปรับแต่งตั้งแต่ค่า White Balance,ระยะโฟกัส, Speed shutter (1/1000s-32s), ISO (100-3200) และการสลับเลนส์ได้ถึง 3 แบบ

สำหรับกล้องหน้ามีให้มา 20 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 ขนาดเม็ดพิกเซล 0.9um มีฟีเจอร์ AI Portrait และ AI scene detection รวมถึงการใช้งานในโหมด AI Studio Light

ส่วนใครที่อยากหน้าเนียนใสในรุ่นนี้ก็มี AI Beautify ตรวจจับใบหน้าเป็นโมเดลแบบ 3 มิติ และให้ระบบ AI วิเคราะห์ปรับแต่งโดยแบ่งเป็นจุดสำคัญๆอย่าง โครงหน้า, ดวงตา, จมูก. ลักยิ้ม, ริมฝีปาก และคาง ซึ่งปรับได้ 5 ระดับ หรือจะปรับเองเฉพาะจุดก็ได้ รวมถึงลูกเล่นการเติม Makeup ให้กับใบหน้า

ตัวอย่างภาพจากกล้องของ Xiaomi Mi 9

อีกหนึ่งความสามารถที่จะเป็นเทรนด์ของปีนี้คือการถ่ายวีดีโอ ซึ่ง Mi 9 ก็รองรับได้ถึง UHD4K@60fps มีโหมด Slow Motion ที่จัดไปได้ถึง 960fps แถมมีฟีเจอร์ AI Music เลือกเพลงประกอบให้กับเข้าวีดีโอที่ถ่ายอัตโนมัติ

หรือใครที่อยากจะถ่ายคลิปสั้นๆเพื่อแชร์ลงโซเชียลในก็ทำได้ผ่านโหมด Shot Video ที่สามารถปรับแต่งใส่ฟิลเตอร์เพิ่มเพลงประกอบได้

สุดท้ายเรื่องของราคาและการวางจำหน่าย Xiaomi Mi 9 สนนราคาในไทยที่ 16,999 บาท มาพร้อมประกันเครื่อง 15 เดือน และพิเศษสุดๆกับการจับมือทำโปรฯ AIS HOT DEAL มอบส่วนลดค่าเครื่องสูงสุดถึง 4,500 บาท เหลือเพียง 12,499 บาท เมื่อสมัครแพ็กเกจ 899 บาทขึ้นไป และชำระค่าบริการล่วงหน้า 2,000 บาท พร้อมรับชมคอนเทนต์ฟรี! ตลอด 6 เดือนเต็ม บนแอปฯ AIS PLAY และแพ็กแกจเสริม PLAY MOVIES

ใครที่สนใจสามารถพรีออเดอร์ Xiaomi Mi 9 ล่วงหน้าได้ทาง AIS Online Store ตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2562 เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป และจะได้รับเครื่องตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2562เป็นต้นไป

พิเศษยิ่งกว่า! สำหรับลูกค้าเอไอเอสรายเดือน 500 คนแรกที่สั่งจอง รับฟรี Mi Exclusive Gadget Set  มูลค่า 2,288 บาท ประกอบด้วย

  • 20W Wireless Charger ที่ชาร์จไร้สาย
  • Mi Car Charger Pro 18W ที่ชาร์จเร็วในรถยนต์
  • Mi Compact Bluetooth Speaker 2 ลำโพงเสียงทรงพลังขนาดพกพา

สำหรับลูกค้าเอไอเอสที่จองเป็นคนที่ 501 – 1,000 รับ Mi Compact Bluetooth Speaker2 มูลค่า 299 บาท

ลูกค้าทั่วไปสามารถซื้อได้ทุกช่องทางวันที่ 23 เมษายน 2562 เป็นต้นไป

จากภาพรวม Xiaomi Mi 9 ถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนระดับเรือธงของปี 2019 ที่มีความครบเครื่อง ตั้งแต่ประสิทธิภาพ งานดีไซน์ และความสามารถด้านการถ่าย โดยที่ตัวราคาเองก็สมเหตุสมผลตอบโจทย์คนที่อยากใช้รุ่นเรือธงแต่ไม่ได้ต้องการสารพัดฟีเจอร์ที่เยอะเกินจำเป็น และถ้าหากได้มีโอกาสลองสัมผัสดูจะรู้ว่าสิ่งที่เราพูดมาไม่ได้มากเกินความเป็นจริงเลย

About Author

RingRangRung

RingRangRung

Partners