รีวิว Mi 11 Ultra เรือธง 5G จาก Xiaomi ที่สุดของนวัตกรรมกล้อง

โดย RingRangRung | 5 พฤษภาคม 2564 เมื่อ 20:00 น. | อ่าน 645

รีวิว Mi 11 Ultra ตัวท็อปของซีรีส์เรือธงรุ่นล่าสุดจาก Xiaomi ที่กำลังครองบัลลังค์ของวงการถ่ายภาพและวีดีโอในสมาร์ทโฟนอยู่ในตอนนี้ ที่ล่าสุดก็ได้เปิดตัวประกาศราคาไทยกันมาแล้ว

สเปค Mi 11 Ultra

  • ขนาดเครื่อง 164.3 x 74.6 x 8.38มม. หนัก 234 กรัม รองรับ IP68
  • หน้าจอหลัก AMOLED Quad-curved DotDisplay 6.81 นิ้ว ความละเอียด WQHD+ รีเฟรชเรท 120Hz
  • จอรองหลังเครื่อง AMOLED ขนาด 1.1 นิ้ว ความละเอียด 126×294 พิกเซล
  • ชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 888 ประมวลผล Octa-core (1×2.84GHz Kryo 680 & 3×2.42GHz Kryo 680 & 4×1.80GHz Kryo 680)
  • ใช้ GPU Adreno 660 มี 6th Gen AI Engine
  • รองรับ 5G ด้วยโมเด็ม Snapdragon X60 5G
  • หน่วยความจำที่เข้าไทย RAM 12GB+ROM 256GB (LPDDR5 + UFS 3.1)
  • กล้องหลัง 3 ตัว
    • เลนส์หลัก Wide 50MP, f/2.0, 1/1.12″, 1.4µm, Dual Pixel PDAF, Laser AF, OIS
    • เลนส์ Ultrawide 48MP, f/2.2, มุมมองภาพ 128˚, 1/2.0″, 0.8µm, PDAF
    • เลนส์ Telephoto 48MP, f/4.1, 1/2.0″, 0.8µm, PDAF, OIS, 5x Optical Zoom
  • กล้องหน้า 20MP, f/2.2, 1/3.4″, 0.8µm
  • รองรับการถ่ายวีดีโอความละเอียดสูงสุด 8K@24fps
  • สามารถทำงานสองซิม (Dual 5G stanby) โดยรองรับคลื่นสัญญาณ
    • 5G: n1 / n3 / n5/ n7 /n8/ n20/ n28/ n38/ n40 /n41 /n77 / n78 / n79
    • 4G: FDD-LTE :B1 / B2 / B3 / B4 / B5 / B7 / B8 / B12 / B17 / B20 / B28/ B32 /B66
    • 4G: TDD-LTE:B38 / B40 / B41 / B42
    • 3G: WCDMA:B1 / B2 / B4 / B5 / B8 / B19
    • 2G: GSM:850 900 1800 MHz
  • เทคโนโลยีระบุตำแหน่ง GPS: L1+L5| Galileo E1 + E5a| Glonass G1 | Beidou
  • รองรับการเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth 5.2, Wi-Fi 6E / Wi-Fi 65, IR blaster, NFC
  • เทคโนโลยีเสียง Hi-Res & Hi-Res Wireless Audio มีลำโพงคู่ปรับจูนเสียงโดย Harman Kardon
  • มีสแกนลายลายนิ้วมือบนหน้าจอและ AI Face Unlock
  • แบตเตอรี่ 5000mAh รองรับชาร์จไว Turbo Charging 67W, ชาร์จไวไร้สาย Turbo Charging 67W และ Reverse wireless charging 10W
  • ระบบปฏิบัติการ MIUI 12 บนพื้นฐาน Android 11
  • สีที่จำหน่ายในไทย Ceramic White / Ceramic Black
  • ราคาเปิดตัว บาท

แกะกล่อง

มาเริ่มกันตั้งแต่แกะกล่อง Mi 11 Ultra มากับแพ็คเกจสีดำ ด้านหน้ามีตัวอักษรสีทองบอกชื่อรุ่นขณะที่อุปกรณ์ภายในประกอบด้วย

  • เครื่อง Mi 11 Ultra ที่ติดฟิลม์กันรอยหน้าจอมาแล้ว
  • อะแดปเตอร์ชาร์จไฟรองรับชาร์จไว 67W
  • เคส TPU ใส
  • สาย USB Type-C
  • หัวแปลง Type-C to 3.5mm
  • เข็มจิ้มถาดซิม
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น+ใบรับประกัน

ดีไซน์ที่แตกต่าง

ฟีลลิ่งแรกที่สัมผัสได้คือเรื่องของน้ำหนักโดยที่วัสดุฝาหลังของเครื่องเป็นเซรามิก กรอบอลูมิเนียม ด้านหน้าคลุมด้วยกระจก Gorilla Glass Victus น้ำหนักของเครื่องอยู่ที่ 234 กรัม มากกว่า Mi 11 Pro ที่หนัก 208 กรัมอย่างชัดเจน

ตัววัสดุเมื่อเจอกับคราบมันหรือเหงื่อจากมือ แล้วยิ่งรวมกับน้ำหนักเครื่องก็จะอาจจะทำให้ลื่นหลุดมือได้ง่ายใครที่จะใช้งานแนะนำให้ใส่เคสไว้จะอุ่นใจกว่า

ในโมเดล Ultra เป็นรุ่นที่มากับมาตรฐานกันน้ำ IP68 หรือทนต่อการจมน้ำจืดระดับความลึก 1.5 เมตร เป็นเวลา 30 นาที สำหรับระบบแจ้งเตือนความชื้นที่พอร์ตประจุไฟ สำหรับ Mi 11 Ultra เครื่อง รีวิว ที่ได้มาเป็นสีขาว Ceramic White ส่วนอีกสีที่ขายเป็น ดำ Ceramic Black ซึ่งเป็นสองสีคลาสสิคของวงการสมาร์ทโฟน

หน้าจอรุ่นนี้เป็นแบบขอบโค้งดีไซน์แบบ DotDisplay มีเจาะรูมุมซ้ายบนพาแนลที่ใช้เป็น AMOLED ความละเอียด WQHD+ (3200×1440 พิกเซล) ขนาด 6.81 นิ้ว ผลิตจากวัสดุแบบ E4 อัตราส่วนแสดงผล 20:9 ค่าความหนาแน่นของพิกเซล 515PPI

ตัวจอได้รับเกรด A+ จากการทดสอบของ DisplayMate โดยที่สามารถให้ความสว่างได้สูงสุด 1,700nits แสดงผลสีได้ 1.07 พันล้านสี มีค่าความแม่นยำสี JNCD≈0.38 และ Delta E≈0.41 รองรับทั้งเทคโนโลยี Dolby Vision® และ HDR10+ ด้วย Contrast ration : 5,000,000:1 เสพหนังดู ซีรีส์ กันแบบสะใจ เก็บรายละเอียดได้ครบๆ พร้อมถนอมดวงตาโดยผ่านการรับรองจาก SGS Eye Care

เรื่องรีเฟรชเรทในฐานะรุ่นเรือธงก็คงจะน้อยหน้าแบรนด์อื่นไม่ได้ โดยที่รุ่นนี้มีจอรีเฟรชเรทสูงสุด 120Hz แสดงผลความเคลื่อนไหวของอนิเมชั่นต่างๆ ได้อย่างลื่นไหล พร้อมเทคโนโลยี AdaptiveSync ปรับระดับรีเฟรชเรทให้เหมาะสมกับการใช้งานหรือคอนเทนท์ที่แสดงโดยแบ่งเป็น 30Hz, 60Hz, 90Hz และ 120Hz ขณะที่อัตราการตอบสนองต่อการสัมผัสหน้าจออยู่ที่ 480Hz

สัดส่วนขอบจอเรียกว่าบางเฉียบซึ่งพื้นที่ขอบด้านบนจอมีการซ่อนลำโพงสนทนาและเซ็นเซอร์ต่างๆ ไว้อย่างแนบเนียน

พลิกมาด้านหลังจะเจอกับสิ่งที่โดดเด่น กระแทกตา และน่าจะเป็นต้นเหตุของน้ำหนักเครื่องที่เพิ่มขึ้นซึ่งได้แก่ส่วนของกล้องหลังที่กินพื้นที่ไปเกือบ 1 ใน 3 ของฝาหลังเครื่อง และยังนูนที่พอๆ กับความหนาของเหรียญ 5 บาทสองเหรียญ

ในพื้นที่ดังกล่าวจะประกอบไปด้วยเลนส์กล้องขนาดใหญ่ 2 ตัว ด้านล่างเป็นกล้อง Tele ดีไซน์เลนส์แบบ Periscope ฝั่งขวามือของกล้องเป็นเซ็นเซอร์กับแฟลช LED

ถัดมาจากกล้องจะเป็นจุดไฮไลท์อย่างจอ AOD พาแนล AMOLED ขนาด 1.1 นิ้ว ความละเอียด 126×294 พิกเซล ซึ่งจอนี้เป็นจอชนิดเดียวกันกับจอของ Mi Band 5 ตัวจอนี้จะทำหน้าที่เป็นเหมือนจอรองแสดงผลข้อมูลต่างๆ อย่าง นาฬิกา, การแจ้งเตือน, ข้อความ-รูปภาพ และใช้เป็นจอพรีวิวในกรณีที่ใช้กล้องหลังถ่ายภาพ

สำหรับขอบเครื่องปุ่มกดต่างๆ อย่างปุ่มปรับระดับเสียง และ ปุ่มพาวเวอร์จะอยู่ฝั่งขวา

ลำโพงเครื่องจะมีสองจุดที่ขอบด้านบนและด้านล่าง เช่นเดียวกันกับไมโครโฟนที่มีทั้งไมค์หลักและไมค์ตัดเสียงรบกวน นอกจากที่ขอบด้านบนยังมีพอร์ต IR blaster ส่วนพอร์ต USB Type-C อยู่ที่ด้านล่าง ข้างๆ เป็นช่องใส่ซิมซึ่งรุ่นนี้รองรับการทำงานสองซิมโดยใช้ถาดแบบ dual-SIM Slot ไม่รองรับหน่วยความจำเสริม

ที่สุดของขุมพลัง

Mi 11 Ultra มาพร้อมระบบปฏิบัติการ MIUI 12 บนพื้นฐาน Android 11 ที่มีลูกเล่นและฟีเจอร์ใหม่มากมาย หน้าตา UI เน้นความเรียบง่ายและเป็นมิตรกับผู้ใช้ ขณะที่ระบบความปลอดภัยใส่มาทั้งสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ และ AI Face Unlock

ขุมพลังจัดตัวท็อปฝั่ง Qualcomm อย่าง Snapdragon 888 5G เทคโนโลยีการผลิต 5 นาโนเมตรประมวลผล Octa-core กำลังสูงสุด 2.84GHz มี GPU Adreno 660 มี Qualcomm AI Engine รุ่นที่ 6 และโมเด็ม Snapdragon X60 5G รองรับการใช้งาน 5G ในไทยตั้งแต่ซื้อเครื่อง

สำหรับหน่วยความจำที่เข้าไทยมีแค่สเปคเดียวคือ RAM 12GB + ROM 256GB โดยใช้ LPDDR5 RAM กับ ROM UFS 3.1

ด้านคะแนนทดสอบ BenchMark จากสำนักต่างๆ ทำได้ดังนี้

  • PCMark for Android (Work 2.0) =13665 คะแนน
  • Geekbench 5 = Single-core : 1114 คะแนน / Multi-core : 3450 คะแนน
  • AuTuTu Benchmark v9.0.3 (OB) = 788982 คะแนน
  • AITuTu Benchmark = 877801 คะแนน

ใครที่เป็นสายเกมก็หมดห่วงด้วยฟีเจอร์ Game Turbo 4.0 ทำให้ประสบการณ์ในการเล่นเกมดีขึ้นพร้อมด้วยระบบระบายความร้อน 3 เฟส (Three-Phase Cooling Technology) ทำให้สามารถดันกำลังประมวลผลได้อย่างคงที่

สำหรับการทดสอบเล่นเกมโดยเอาตัวชี้วัดเป็น Genshi Impact ที่น่าจะเป็นเกมที่กินมือถือสเปคที่สุดในปัจจุบัน รุ่นนี้ถ้าตั้งกราฟฟิกแบบ Highest เฟรมเรท 60fps ตอนเล่นจะมีอาการกระตุกเฟรมเรทตกนิดๆ ถ้าเป็นตั้งเป็น High จะเล่นแบบ 60fps ได้ลื่นขึ้น

สำหรับเกมอื่นๆ อย่าง Call Of Duty Mobile, PUBG Mobile, ROV หรือ SMASH LEGENDS ไม่พบปัญหาขณะเล่นแม้จะเซ็ตอัพกราฟฟิกเต็มสูบ

ระบบเสียงขณะเล่นเกม หรือดูหนังดูซีรีส์ ก็ถึงใจเนื่องจากรุ่นนี้มีลำโพงคู่ ปรับจูนเสียงโดย Harman Kardon ซึ่งเป็นลำโพง 1216P แบบ Super-Linear มีค่าแอมพลิจูดสูงสุดที่ 0.8 มิลลิเมตร

แบตเตอรี่ใส่มาให้ 5000mAh รองรับชาร์จไวทั้งแบบมีสายและไร้สาย Turbo Charging กำลัง 67W ชาร์จเต็ม 100% ได้ใน 36 นาที พร้อม Reverse wireless charging กำลัง 10W โดยที่มีอะแดปเตอร์ 67W แถมมาให้ไม่ต้องไปซื้อเพิ่ม

ตัวจริงเรื่องกล้อง

เรื่องประสิทธิภาพของกล้อง Mi 11 Ultra ได้รับการการันตีตั้งแต่วันที่เปิดตัวโดย DxOMark สำนักทดสอบคุณภาพกล้องระดับโลก ซึ่งรุ่นนี้ทำคะแนนภาพรวม 143 คะแนน เป็นอันดับ 1 ของตารางคะแนน โดยแบ่งออกเป็นภาพนิ่ง 148 คะแนน, ประสิทธิภาพการซูม 100 คะแนน และคะแนนวีดีโอ 117 คะแนน

โมเดล Ultra มีทีเด็ดที่กล้องหลังด้วยสุดยอดเซ็นเซอร์รับภาพทั้ง Samsung GN2 ขนาด 1.12 นิ้ว ความละเอียด 50 ล้านพิกเซลในกล้องหลัก พร้อมรูรับแสง f/1.95 มีเลนส์ประกอบ 8 ชิ้น ขนาดพิกเซล 1.4μm และเพิ่มขนาดเป็น 2.8μm ได้ด้วยเทคโนโลยี 4-in-1 Super Pixel

ขณะที่เซ็นเซอร์อีกตัวเป็น Sony IMX586 ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล ขนาด 1/2.0 นิ้วที่ใช้งานทั้ง

  • กล้อง Ultrawide (มุมมองรับภาพ 128°,รูรับแสง f/2.2 , เลนส์ประกอบ 7 ชิ้น, ขนาดพิกเซล 0.8μm เพิ่มเป็น 1.6μm ด้วย 4-in-1 Super Pixel, มีโฟกัส PDAF, 7P lens)
  • กล้อง Telephoto (รูรับแสง f/4.1, ขนาดพิกเซล 0.8μm เพิ่มเป็น 1.6μm ด้วย 4-in-1 Super Pixel , ดีไซน์แบบ Periscope ทำระยะซูมได้สูงสุด 120 เท่า)

ส่วนกล้องหน้าเซลฟี่ 20 ล้านพิกเซล, ขนาดพิกเซล 0.8μm, Super Pixel 4-in-1 1.6μm, รูรับแสง f/2.2

ฟีเจอร์การถ่ายภาพของ Mi 11 Ultra ถือว่าโดดเด่นไล่ตั้งแต่สิ่งที่เราพูดไปถึงก่อนหน้านี้อย่างจอรอง (Rear Display) ที่สามารถทำหน้าที่เป็นจอพรีวิวสำหรับการถ่ายภาพด้วยกล้องหลังได้ หรือเท่ากับว่าเราสามารถยกกล้องหลังของรุ่นนี้คือมาได้เซลฟี่ได้เลย ซึ่งแน่นอนว่าคุณภาพของรูปถ่ายย่อมออกมาดีกว่ากล้องหน้า ติดที่ว่าปัจจุบันตัวฟีเจอร์ดังกล่าวยังล็อคให้ใช้ได้แค่กับโหมดถ่ายภาพปกติเท่านั้น

เรื่องของการซูมรุ่นนี้ทำระยะซูมได้สูงสุดถึง 120 เท่า โดยเป็น Optical Zoom 5 เท่า, Hybrid Zoom 10 เท่า และ Digital Zoom 120 เท่า ซึ่งรายละเอียดของภาพเมื่อซูมสูงสุดถือว่าค่อนข้างดี และยังมีโหมด Super Moon สำหรับถ่ายพระจันทร์โดยเฉพาะโดยที่โหมดนี้จะล็อคระยะการซูมไว้ที่ 5-60 เท่า

ด้านการถ่ายภาพกลางคืนที่กล้องหลักมีเทคโนโลยี Ultra Night Photo ซึ่งใช้เทคโนโลยีอัลกอริธึมเก็บแสงและความละเอียดของรูปเมื่อถ่ายในที่แสงน้อย แม้ว่าสภาพแวดล้อมดังกล่าวจะมีความสว่างแค่เพียง 0.02lux

ใครที่เป็นสายครีเอทก็มีโหมด Long Exposure ซึ่งเป็นการถ่ายแบบลากสปีดชัตเตอร์ให้เล่นกันโดยมีพรีเซ็ตทั้ง Moving crowd , Neon trails, Oil painting, Light painting, Starry sky, และ Star trails

ด้านการถ่ายหน้าชัดหลังเบลอในรุ่นนี้ก็มีเลเซอร์ Time-of-Flight แบบหลายจุด เพื่อช่วยคำนวณค่าความชัดลึกได้สูงสุดถึง 64 โซน

ตัวอย่างภาพจากกล้อง Mi 11 Ultra

สำหรับการถ่ายวีดีโอ Mi 11 Ultra มากับความสามารถในการถ่ายวีดีโอระดับความละเอียดสูงสุด 8K@24fps และสามารถแคปเจอร์ภาพนิ่งจากวีดีโอได้ในระดับความละเอียด 33 ล้านพิกเซล

อีกหนึ่งฟีเจอร์ถ่ายวีดีโอที่น่าสนใจคือ Multicam โหมดการบันทึกวีดีโอจากกล้อง 2 ตัวพร้อมกันโดยที่เราสามารถเลือกได้ว่าจะบันทึกจากกล้องตัวไหน ทำได้ทั้งจากกล้องหน้าและกล้องหลัง แถมยังเลือกได้อีกว่าจะถ่ายแบบ Combined ที่ภาพจากกล้องจะอยู่ในเฟรมเดียวกัน หรือ Separated ที่จะแยกการบันทึกออกมาเป็นสองไฟล์ หรือใครที่มีสองเครื่องก็สามารถเปิด Dual phone เพื่อซิงค์การทำงานจากกล้องของทั้งสองเครื่องได้ หรือเท่ากับว่าจะถ่ายวีดีโอได้ถึง 4 กล้องพร้อมกัน

โหมดถ่ายวีดีโออื่นๆ ก็มีให้เล่นไม่ว่าจะเป็น Movie Effects ฟิลเตอร์เอฟเฟคสำหรับงานวีดีโอที่มีให้เลือกทั้ง Magic Zoom, Slow Shutter, Time Freeze, Night time-lapse, และ Parallel world

ด้านโหมด VLOG แพทเทิร์นสำหรับการถ่ายวีดีโอในรูปแบบ VLOG หรือจะเป็นโหมด Slow Motion ที่ถ่ายได้ในระดับสูงสุด 1080p@1920fps

Mi 11 Ultra ราคาเปิดตัว 33,990 บาท สเปค RAM 12GB+ROM 256GB ขายผ่าน JD Central เท่านั้น ตั้งแต่ 20:00 น. ของวันที่ 5 พฤษภาคม เป็นต้นไป โปรโมชั่นของแถมเป็นหูฟัง Mi True Wirless Earphone Basic 2 มูลค่า 999 บาท, Mi Smart Band 5 มูลค่า 1190 บาท และ ลำโพง Harman/Kardon Onyx Studio 5 มูลค่า 9990 บาท พร้อมประกันเครื่อง 2 ปี แต่ที่สำคัญคือเข้าไทยแค่ 100 เครื่องเท่านั้น

ทั้งหมดนี้เป็นการ รีวิว Mi 11 Ultra จาก Xiaomi รุ่นที่แนะนำสำหรับคนที่ชอบถ่ายภาพ ถ่ายวีดีโอ แม้จะแอบขัดใจเรื่องของน้ำหนักเครื่องที่ทำให้รู้สึกจับไม่ถนัดมือแต่แก้ได้ด้วยการใส่เคส ขณะที่จอหลังที่น่าจะมีปลดล็อกให้ทำงานกับโหมดกล้องได้มากกว่านี้ ส่วนเรื่องจอแสดงผลเรียกว่ายอดเยี่ยมลื่นไหล เช่นเดียวกันกับระบบเสียงที่ดังชัดสะใจ ทำให้ในภาพรวมยังถือเป็นรุ่นที่น่าสนใจสำหรับใครที่อยากได้เรือธงในตอนนี้

HUAWEI MatePad Pro

About Author

RingRangRung

RingRangRung

HUAWEI MatePad Pro

Partners