รีวิว vivo X70 Series ก้าวไปอีกขั้นกับมาตรฐานเลนส์ ZEISS บนมือถือ

โดย oatciiz | 7 ตุลาคม 2564 เมื่อ 18:51 น. | อ่าน 330
รีวิว vivo X70 Series ก้าวไปอีกขั้นกับมาตรฐานเลนส์ ZEISS บนมือถือ

ปี 2021 นี้ vivo มาแรงมาก ช่วงต้นปีที่ผ่านมา vivo X60 Series ได้เปิดตัวในประเทศไทย ซึ่งตอนนั้นทางโอ๊ตก็ได้รีวิวและพูดถึงประสบการณ์การใช้งานว่าเรื่องกล้องเป็นเรื่องที่เด่นมากๆกับ X Series เวลาผ่านไปยังไม่ถึงปี vivo X70 Series ก็เข้ามาในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ นั่นสะท้อนถึงความสำเร็จได้เป็นอย่างดีว่า vivo เดินมาถูกทาง

vivo X70 Series ที่เปิดตัวในประเทศไทยมาด้วยกัน 2 รุ่นคือ vivo X70 Pro 5G และ vivo X70 5G ทั้ง 2 รุ่นมากับเลนส์ที่ร่วมพัฒนากับ ZEISS เช่นเคยและต้องบอกว่าดีกว่ารุ่นก่อนขึ้นไปอีก

หัวข้อรีวิว

ดีไซน์ vivo X70 Pro 5G/ vivo X70 5G

กล้อง vivo X70 Series อีกขั้นของการร่วมมือกับ ZEISS

ประสิทธิภาพและการใช้งานทั่วไปของ vivo X70 Series

ราคาเปิดตัว vivo X70 Pro 5G / vivo X70 5G

ดีไซน์ vivo X70 Pro 5G/ vivo X70 5G

ในเรื่องของดีไซน์ต้องแยกออกเป็น 2 ส่วนนะครับ ส่วนแรกเราจะมาพูดถึง vivo X70 Pro 5G กันก่อน ตัวนี้เป็นรุ่นท็อปสุดในซีรีย์มากับฝาหลังที่ส่วนตัวชื่นชอบเพราะเป็นแบบผิวเนื้อทราย สัมผัสนุ่มนวลและไม่ติดลายนิ้วมือ ซึ่งทาง vivo เขาพัฒนาและเรียกฝาหลังแบบนี้ว่า fluorite AG 

ตัวเครื่องที่เราได้มาเป็นสี Aurora Dawn สีเหมือนแสงเหนือในยามเช้า ทางแบรนด์บอกว่าเป็นโมเม้นในช่วงขณะหนึ่งที่สวยงาม 

มีความหนา 8.08 มม. และน้ำหนัก 184 กรัม ซึ่งต่างจากสี Cosmic Black ที่มีความหนา 7.99 มม. และน้ำหนัก 183 กรัม ส่วนด้านล่างของฝาหลังนั้นจะเป็นตำแหน่งของโลโก้ vivo

โมดูลกล้องก็คิดมาแล้วเป็นการจัดวางที่ถูกเรียกว่า Cloud Valley นูนออกมาจากตัวเครื่องชัดเจนแต่ก็มาพร้อมความสวยงามด้วย มองด้วยตาเปล่าจะเห็นได้ว่ามีฐานสีเงิน 1 เลเยอร์และตามมากับกระจกสีดำอีกหนึ่งเลเยอร์ ในนั้นประกอบด้วยเลนส์ Quad Camera เลนส์หลักใช้เซ็นเซอร์ Sony IMX766V ความละเอียด 50MP + เลนส์ Ultrawide ความละเอียด 12MP + เลนส์ Telephoto ความละเอียด 12MP + เลนส์ Periscope 8MP โดยที่ชุดเลนส์จะเคลือบ ZEISS T* ซึ่งช่วยปรับปรุงคุณภาพของภาพอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ค่าสีได้อย่างแม่นยำ ทำให้ทุกภาพที่คุณถ่าย มีสีสันสดใสยิ่งขึ้น นอกจากนี้การเคลือบ ZEISS T* ยังช่วยลดการเกิด Ghosting และ Stray light ในเวลากลางคืนได้ด้วย

พลิกกลับมาที่จอแสดงผล จอของ vivo X70 Pro 5G เป็นจอ AMOLED ขนาด 6.56 นิ้ว ความละเอียด FHD+ โดยในรุ่นนี้เป็นจอ 120Hz รองรับเทคโนโลยี HDR10+ อีกทั้งยังตอบสนองเร็ว ตอนแรกที่ลองใช้งานนึกในใจว่าทำไมจอ vivo X70 Pro 5G สวยจัง สุดท้ายมาอ๋อตรงที่จอของรุ่นนี้ได้รับการรับรอง SGS Eye Care Display และ SGS Seamless จอแสดงผลก็เลยชัดเจนและสบายตา และดีไซน์กล้องหน้ามาแบบเจาะรูบริเวณตรงกลางหน้าจอด้านบน

ด้านขวาของตัวเครื่อง มีปุ่ม Power และปุ่มปรับระดับเสียง ส่วนด้านบนเป็นตำแหน่งของ Infrared Remote Control ใช้ควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้านที่รองรับ โดยที่ข้างกันเป็นโชคเกอร์มีตัวหนังสือเขียนว่า Professional Photography และด้านล่างจะเป็นตำแหน่งของถาดซิม, ไมโครโฟน, พอร์ตชาร์จ Type-C และลำโพง

ที่เล่ามาทั้งหมดเป็นดีไซน์ของ vivo X70 Pro 5G แต่ vivo X70 5G ก็ไม่น้อยหน้า ทั้งหมดคล้ายกันจะแตกต่างกันแค่บางจุดเท่านั้น สีที่เราได้มาเป็นสี Cosmic Black ตัวเครื่องบางเพียง 7.55 มม. และน้ำหนัก 181 กรัม สีนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากท้องฟ้าในยามค่ำคืนที่มีแสงดวงดาวระยิบระยับ ส่วนวัสดุฝาหลังนั้นเหมือนกันกับรุ่นโปรคือ fluorite AG 

ดีไซน์โมดูลกล้องก็เหมือนกันแตกต่างกันที่เลนส์ให้มาแบบ Triple Camera ตัดเลนส์ Periscope ออกและลดความละเอียดเลนส์หลักลงเล็กน้อย เลนส์หลักใช้ Sony IMX766V ความละเอียด 40MP มากับเลนส์ Ultrawide และเลนส์ Telephoto ความละเอียด 12MP เท่ากัน

อีกส่วนที่ต่างอย่างชัดเจนคือจอ ในเรื่องคุณภาพเหมือนกันทุกอย่างแต่จะเปลี่ยนดีไซน์เล็กน้อยนั่นก็คือ vivo X70 Pro 5G จะใช้จอโค้งแต่ vivo X70 5G จะเป็นจอแบนธรรมดา 

สุดท้ายอุปกรณ์ภายในกล่องที่ให้มาของทั้ง 2 รุ่นประกอบด้วย สายชาร์จ Type-C, อแดปเตอร์ชาร์จ 44W, ซอฟต์เคส, หูฟัง, เข็มสำหรับแกะถาดซิม, คู่มือการใช้งานและสายแปลง Type-C to Audio Jack 3.5 มม.

กล้อง vivo X70 Series อีกขั้นของการร่วมมือกับ ZEISS

กล้องเป็นเรื่องราวดีๆที่เราจะเล่ากันในบทความนี้ เพราะ vivo ได้ทำงานร่วมกับเลนส์ ZEISS เลนส์ระดับโลกมาระยะหนึ่งแล้ว นับเป็นการยกระดับให้แบรนด์ก้าวขึ้นมาเป็นสมาร์ทโฟนกล้องเทพได้อย่างสมศักดิ์ศรี

อย่างที่เล่าไปแล้วว่า vivo X70 Pro 5G และ vivo X70 5G มีการเคลือบ ZEISS T*  มาให้ แต่ DNA ความเป็นเลนส์ระดับโลกยังไม่หมด เพราะเมื่อใช้งานภายในจะพบกับประสบการณ์การถ่ายภาพที่ทำให้ร้องว้าวกันเลยทีเดียว

ZEISS ได้ถูกบรรจุอยู่ในสไตล์การถ่ายภาพบุคคลด้วยกล้องหลัง ประกอบด้วย ZIESS Biotar, ZEISS Sonnar, ZEISS Plana และ ZEISS Distagon จากทั้งหมดที่กล่าวมาสามารถดูได้จากภาพที่เรานำมาเป็นตัวอย่าง อันที่จริงเป้นการเบลอฉากหลังหรือ Portrair Mode ที่ถูกยกระดับขึ้น เปลี่ยนจากการเบลอแบบเดิมๆให้ดูน่าสนใจขณะเดียวบุคคลในภาพก็มีความโดดเด่น มาถึงตรงนี้อย่าเพิ่งคิดว่านี่เป็นการทำงานด้วยซอฟต์แวร์เพียงอย่างเดียวในด้านของฮาร์ดแวร์หรือชิ้นเลนส์เองก็เต็มไปด้วยคุณภาพด้วยเช่นกัน ท้ายที่สุดที่ทำให้ได้ภาพในลักษณะนี้คือการจัดองค์ประกอบด้วยตัวเอง เพราะการเบลอในแต่ละรูปจะมีความแตกต่างกันตามสภาพแสง

นอกจากสไตล์การถ่ายภาพที่ร่วมพัฒนากับ ZEISS แล้ว เราได้มีการทดสอบสไตล์การถ่ายภาพโดย vivo ซึ่งก็สวยงาม มีทั้งโหมด ธรรมชาติ, ภาพยนตร์, เฟรนช์อิมเพรสชั่น, ภาพบุคคลแบบใช้แฟลชและปาร์ตี้

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ต้องพูดถึงก็คือ Gimbal Stabilization 3.0 หรือกันสั่นเวอร์ชั่น 3.0 ที่ทาง vivo ใส่มาให้ ถ้าใครจำได้ว่า vivo X60 Pro 5G กันสั่นดีแล้ว vivo X70 Series ในครั้งนี้กันสั่นได้ดีขึ้นไปอีก จากการทดลองใช้งานเราจะสามารถใช้งานกันสั่นเมื่อถ่าย VDO ได้ 2 รูปแบบคือ การกันสั่นแบบมาตรฐานและการกันสั่นพิเศษ

เริ่มกันที่การกันสั่นแบบมาตรฐานก่อน ในแบบแรกนี้การกันสั่นจะทำได้ในระดับดีเลยทีเดียวเพราะ vivo X 70 Series ใช้การกันสั่นแบบฮาร์ดแวร์ มีการใส่ OIS หรือ Optical Image Stabilization นั่นหมายความว่าในช่วงเวลาที่เราเคลื่อนไหว ตัวเลนส์จะมีการขยับต้านทิศทางที่เราขยับเพื่อเพิ่มความสมดุลย์ ผลคือทำให้ภาพดูนิ่งไม่สั่นสะเทือน หลักการนี้เช่นเดียวกับการใช้อุปกรณ์เสริมประเภทไม้กันสั่นนั่นแหละ

ต่อมาเป็นการกันสั่นแบบพิเศษ ขอใช้คำว่าเป็นการกันสั่นแบบดีเยี่ยม! เพราะเป็นการกันสั่นที่นิ่งขึ้นไปอีก ตัวเฟรมที่ถ่าย VDO จะโดน Crop เข้ามา ซึ่งจากการทดสอบพบว่ามันนิ่งมากๆในโหมดนี้ถือมือเปล่าถ่ายคลิปได้นิ่งสบายๆโดยไม่ต้องต่ออุปกรณ์เสริมเลย 

อธิบายเพิ่มเติมว่าการถ่ายภาพเคลื่อนไหวบน vivo X70 Pro 5G และ vivo X70 5G นั้นหากเปิดโหมดกันสั่นมาตรฐาน กันสั่นแบบมาตรฐานสามารถปรับความละเอียดได้สูงสุดที่ 4K 60fps ขณะที่เมื่อปรับเป็นกันสั่นแบบพิเศษจะถูกล็อกไว้ที่ 1080p 60fps

อีกส่วนที่ vivo X70 Series ทำได้คือ การถ่าย VDO Cinematic หรือการถ่าย VDO แบบเบลอฉากหลัง เมื่อไม่นานมานี้ Apple ก็ดูผลักดันโหมดนี้ด้วยเช่นกันและใส่มากับ iPhone 13 Series แต่นี่ไม่ใช้เรื่องใหม่สำหรับ vivo เพราะก็ทำได้แถมเปิดตัวมาก่อนที่จะเข้าไทยซะอีก

ความสามารถ Cinematic Mode ที่ vivo X70 Series ทำได้คือการปรับเบลอฉากหลังได้สุดที่ f/1.0 โหมดนี้รองรับทั้งกล้องหน้าและหลัง ผลลัพท์ที่ได้เป็นที่น่าพอใจ จากการทดสอบในสภาพแสงธรรมชาติ ถ่าย Outdoor พบว่า เมื่อเปิดโหมดนี้จะมีการล็อกโฟกัสที่หน้าของบุคคลภายในเฟรมอัตโนมัติ จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่าเรามีการเคลื่อนไหวโทรศัพท์ไปที่ใบไม้และกลับออกมาหลายครั้ง ซึ่งทุกครั้งที่กล้องจับโฟกัสใบหน้าได้ก็จะกลับมาชัดได้อย่างรวดเร็ว ข้อสังเกตคือโหมดนี้จะไม่สามารถกดเปิดกันสั่นได้และไม่สามารถเลือกโฟกัสหลังจากถ่ายได้แตกต่างจากภาพนิ่งที่ปรับหลังถ่ายได้อีกครั้ง

ประเด็นต่อมาคือการถ่ายภาพนิ่งทั่วๆไปเริ่มกันที่กล้องหลังนะครับ ตรงนี้จะทำให้เราเห็นความแตกต่างระหว่าง vivo X70 Pro 5G และ vivo X70 5G เพราะเลนส์ที่ให้มามีความแตกต่างกัน รุ่น Pro ให้ Quad Camera ขณะที่รุ่นปกติให้มาแบบ Triple Camera โดยเลนส์ที่ถูกตัดไปคือเลนส์ Periscope 8MP และมีการลดความละเอียดเลนส์หลักจาก 50MP ลงมาที่ 40MP อ่านมาถึงตรงนี้อาจจะรู้สึกเล็กๆในเรื่องของคุณภาพแต่ขอบอกเลยว่าในการใช้งานจริงๆแทบจะไม่ต่าง

vivo X70 Pro 5G

vivo X70 5G

vivo X70 Pro 5G และ vivo X70 5G ถ่ายรูปออกมาได้สวยทั้งคู่ มีโหมดการใช้งานต่างๆเหมือนกัน ทำได้เหมือนกันทุกอย่างจะไปต่างตรงระยะการซูม โดยที่รุ่น Pro ซูมออฟติคอลได้ 5x แต่รุ่นธรรมดาทำได้ที่ 2x และในกรณีที่ซูมแบบดิจิทัล รุ่น Pro ทำได้สูงสุดที่ 60x แต่รุ่นธรรมดาทำได้ที่ 20x แต่ที่จะบอกคืออย่าคาดหวังกับการซูมไกลๆแบบนี้เพราะสามารถถ่ายได้แต่ไม่ได้ชัดเป๊ะแบบระยะปกติ

มาถึงกล้องหน้ากับความละเอียด 32MP ถ่ายได้สวยทั้งโหมดปกติและ Portrait Mode มีการใส่ Beauty มาให้นิดๆพอสวยงาม ตรงนี้ก็ปรับตามใจชอบเช่นเคย หรือสำหรับคุณผู้ชายจะปิดไปเลยก็ได้เช่นกัน การปรับเบลอฉากหลังทำได้สุดที่ f/1.0

ปิดท้ายกันด้วยโหมดเสริมต่างๆที่มีมาให้ อาทิ โหมด Super Macro ก็ถ่ายเจาะได้ในระยะ 2.5 ซม. รวมทั้ง Night Mode ก็ทำได้น่าประทับใจ มีการดันแสงขึ้นมาพร้อมกับความคมชัดที่เก็บรายละเอียดได้ครบ

ประสิทธิภาพและการใช้งานทั่วไปของ vivo X70 Series

vivo 70 Pro 5G และ vivo X70 5G ใช้ชิปประมวลผลเหมือนกันคือ Dimensity 1200 ที่ออกแบบมาเพื่อรุ่นนี้โดยเฉพาะ จากผลการทดสอบ Antutu V.9 ทำคะแนนได้ถึง 720,000+ คะแนน ทั้ง 2 รุ่นมีข้อแตกต่างกันตรงที่รุ่น Pro จะให้ RAM 12GB และ ROM 256GB ขณะที่รุ่นธรรมดาให้ RAM 8GB และ ROM 128GB โดยทั้ง 2 รุ่นไม่สามารถเพิ่มหน่วยความจำเพิ่มเติมได้

vivo X70 Series รองรับการเชื่อมต่อ 5G คลื่น n1/n3/n5/n7/n28/n40/n41/n78 แบบ Dual Standby นอกจากนี้การเชื่อมต่อ WiFi 6 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

หน้าจอเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ทำให้ vivo X70 Pro 5G ไปได้สุดทาง นอกจากอัตรารีเฟรชเรท 120Hz ที่นุ่มสบายตา แถมยังรองรับ HDR10+ สิ่งนึงที่เทียบเวลาใช้งานจริงแล้วรู้สึกว่ารุ่น Pro จอสวยกว่าคือเป็นหน้าจอ E5 AMOLED ซึ่งต่างจาก vivo X70 5G ที่เป็นหน้าจอ AMOLED ธรรมดา ถ้าสังเกตไอค่อนรวมทั้งหน้าตา UI ของ vivo X70 Pro 5G และ vivo X70 5G ดูสะอาดตา ทั้งหมดรันมาบน Android 11 จากในกล่องและครอบทับด้วย Funtouch OS 12 เวอร์ชั่นล่าสุด

และประสบการร์การเล่นเกมยังเสริมฟีเจอร์ Linear Motor ซึ่งขณะเล่นเกมจะมีการสั่นเพื่อเพิ่มประสบการณ์การเล่นเกมให้สมจริงมากขึ้น ท้ายที่สุดยังมี IR หรือ Infrared Remote Control ใช้ควบคุมแทนรีโมทกับเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านได้ เช่น การใช้แทนรีโมทแอร์

สุดท้ายในเรื่องของพลังงาน vivo X70 Pro 5G ให้แบตเตอรี่มาที่ 4,450 mAh ส่วน vivo X70 5G ให้แบตเตอรี่ 4,400 mAh ใช้งานได้ยาวนานตลอดทั้งวันแม้จะเปิด 5G ตลอดเวลาก็ตาม เพราะสมาร์ทโฟนที่รองรับ 5G ถ้าแบตเตอรี่ความจุไม่สูงพออาจจะเกิดปัญหาแบตเตอรี่หมดระหว่างวันได้

ราคาเปิดตัว vivo X70 Pro 5G / vivo X70 5G

vivo X70 Pro 5G เปิดตัวมาที่ 27,999 บาท เป็นสเปค RAM 12GB + ROM 256GB ส่วน vivo X70 5G เปิดตัวมาที่ 21,999 บาท เป็นสเปค RAM 8GB + ROM 128GB ลูกค้าที่พรีออเดอร์รับฟรี หูฟัง vivo TWS 2e มูลค่า 2,499 บาท พร้อมกับ VIP Card และ X Series Premium Gift มูลค่า 12,000 บาท

บทความที่เกี่ยวข้อง

About Author

oatciiz

oatciiz

Partners