พรีวิว Samsung Galaxy S22 Series รุ่นเรือธงยังไงก็สุด แต่ถูกจริตจริงๆ ต้อง Ultra

โดย RingRangRung | 10 กุมภาพันธ์ 2565 เมื่อ 15:34 น. | อ่าน 3,677
พรีวิว Samsung Galaxy S22 Series รุ่นเรือธงยังไงก็สุด แต่ถูกจริตจริงๆ ต้อง Ultra

เปิดตัวไปเมื่อคืน ข้ามวันมาเราก็ไม่รอช้าพามา พรีวิว จับตัวจริงของเรือธงน้องใหม่ Samsung Galaxy S22 Series ที่ตอนนี้ก็เปิดพรีออเดอร์ในไทยกันไปเป็นที่เรียบร้อย

เปิดตัว SAMSUNG GALAXY S22 ULTRA เรือธงรุ่นท็อป เรือธงผู้สืบทอดตระกูล NOTE กับราคาออกสตาร์ท 39,900 บาท
เปิดตัว SAMSUNG GALAXY S22 / S22+ เรือธง 5G ดีไซน์สวย สเปคแรง ราคาสตาร์ท 29,900 บาท

ดีไซน์

เริ่มต้นกันจาก Galaxy S22 และ Galaxy S22+ ทั้งสองรุ่นนี้มีความเหมือนกัน โดยที่เครื่องยังคงใช้ดีไซน์แบบ Contour-Cut อันเป็นเอกลักษณ์ของ S Series และมีการจัดวางส่วนต่างๆ ที่สมดุลกัน

วัสดุตัวเครื่องก็ยกระดับจากรุ่นที่ผ่านมาโดยใช้กระจก Corning Gorilla Galss Victus+ แบบเรียบประกบทั้งหน้าและหลัง โดยที่ส่วนฝาหลังมีการเคลือบสีลดการเกิดรอยนิ้วมือ เฟรมเครื่องใช้ Armor Aluminum ซึ่งเป็นอลูมิเนียมที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เคยนำมาใช้กับสมาร์ทโฟน ส่วนขนาดเครื่องรุ่น S22 อยู่ที่ 70.6 x 146.0 x 7.6มม. หนัก 168 กรัม และรุ่น S22+ ขนาด 75.8 x 157.4 x 7.6มม. หนัก 196 กรัม ทั้งคู่รองรับมาตรฐานกันน้ำ IP68

สำหรับสเปคสีรุ่นนี้เลือกใช้ฝาหลังและส่วนของกล้องเป็นโทนสีเดียวกัน ซึ่งสีที่ขายประกอบด้วย Phantom White, Phantom Black, สีใหม่ Green และ Pink Gold

ทางฝั่ง Samsung Galaxy S22 Ultra ในรุ่นนี้ต้องบอกว่าดึงเอา DNA ของตระกูล Galaxy Note มาใช้งานอย่างสมบูรณ์ วัสดุเครื่องใช้เหมือนกับกับ S22 / S22+ คือเฟรมเครื่อง Armor Aluminum ประกบหน้าหลังด้วยกระจก Gorilla Galss Victus+

เครื่องดีไซน์แบบ Round Edge ที่ฝาหลังกับขอบด้านข้างจะโค้งมนรับกันหมด ส่วนด้านบนและด้านท้ายตัดเรียบ พื้นที่ของกล้องหลังมีการออกแบบให้ต่างจากรุ่นร่วมซีรีส์โดยทำให้เป็นส่วนหนึ่งของฝาหลัง สำหรับตัวเลือกสีมี Phantom Black, Phantom White, Green และสีใหม่ Burgundy

ขนาดเครื่องรุ่นนี้จะอยู่ที่ 77.9 X 163.3 X 8.9 มม. หนัก 229 กรัม ส่วนการจัดวางปุ่มกด, ช่องลำโพง, ไมโครโฟน หรือ พอร์ตต่างๆ เหมือน S22 / S22+ แต่ที่ฐานเครื่องจะเพิ่มช่องสำหรับเสียบเก็บปากกา S Pen เข้ามา

หน้าจอ

เริ่มจากการไล่เรียงเรื่องขนาดและความละเอียดหน้าจอกันก่อน Samsung Galaxy S22 เป็น Dynamic AMOLED 2X ขนาด 6.1 นิ้ว ความละเอียด FHD+ ส่วน Galaxy S22+ ใช้ Dynamic AMOLED 2X ขนาด 6.6 นิ้ว ความละเอียด FHD+ และพี่ใหญ่สุด Galaxy S22 Ultra จอ Edge QHD+ Dynamic AMOLED 2X ขนาด 6.8 นิ้ว

ทุกรุ่นดีไซน์จอแบบ Infinity-O Display เจาะรูใส่กล้องหน้าตรงกลาง และมีสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอแบบ Ultrasonic

หน้าจอ Galaxy S22 Series มากับเทคโนโลยีอัลกอริธึมใหม่ที่เรียกว่า Vision Booster ที่จะปรับการแสดงผลของจอให้เข้ากับสภาพแสงรอบข้างขณะที่ใช้งานอยู่ รวมถึงปรับอัตราความสว่างของจอ โดยที่ S22 ดันได้สูงสุด 1,300nits ส่วน S22+ / S22 Ultra ดันได้ถึง 1,750nits

เรื่องความลื่นไหลจอ Galaxy S22 / S22+ สามารถปรับอัตรารีเฟรชเรทได้ตั้งแต่ 10-120Hz ขณะที่ Galaxy S22 Ultra จะเซฟพลังงานได้มากขึ้นเนื่องจากปรับอัตรารีเฟรชเรทได้ต่ำสุด 1Hz และสูงสุด 120Hz และทั้งสามรุ่นมี Touch Sampling Rate สูงสุด 240Hz เมื่อเปิด Game Mode

สเปค

เรือธง Galaxy S22 Series มากับชิปประมวลผลขนาด 4nm ซึ่งเป็นสเปคท็อปสุดของ Samsung เต็มประสิทธิภาพทั้งด้าน AI และ Machine Learning ซึ่งน่ายินดีที่รอบนี้รุ่นที่เข้าไทยเป็น Snapdragon 8 Gen 1

สำหรับระบบปฏิบัติการใช้ One UI 4 บนพื้นฐาน Android 12 ที่มีเป้าหมายการออกแบบมาให้รองรับทั้งการใช้งานทั่วไป, ใช้ทำงาน และเพื่อความบันเทิง รวมถึงการทำงานร่วมกับอุปกรณ์ Galaxy Devices พร้อมการปกป้องข้อมูลผู้ใช้ด้วย Samsung Knox Vault

ในส่วนของการเชื่อมต่อ Samsung Galaxy S22 Series รองรับ 5G ทุกรุ่น และสนับสนุนการเชื่อมต่อ Wi-Fi 6 ในรุ่นพื้นฐาน และ Wi-Fi 6E ในรุ่น Ultra กับรุ่น +

แบตเตอรี่รุ่น S22 อยู่ที่ 3,700mAh รองรับชาร์จไวผ่านสาย 25W ไร้สาย 15W รุ่น S22+ แบต 4,500mAh รองรับชาร์จไวผ่านสาย 45W ไร้สาย 15W และรุ่น S22 Ultra แบต 5,000mAh รองรับชาร์จไวผ่านสาย 45W ไร้สาย 15W

S Pen

เมื่อพูดถึง Galaxy S22 Ultra สิ่งที่เป็นไฮไลท์เลยคือการที่รุ่นนี้รองรับการทำงานกับปากกา S Pen แถมมีช่องเก็บปากกาในตัวเหมือนกับมือถือตระกูล Galaxy Note ไม่ต้องซื้อปากกาเพิ่มเองเหมือน S21 Ultra

ฟีเจอร์การทำงานของปากกา S Pen เวอร์ชั่นนี้บอกเลยว่าเหมือนของ Galaxy Note แถม Samsung ยังพัฒนาให้ค่าความหน่วงของการลากเส้นบนจอลดลงเหลือ 2.8ms จาก 9ms ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ใช้ AI ในการช่วยคาดเดาทิศทางของเส้นจากหัวปากกา และการอัพเกรดชิป Wacomm IC รอบความไวของการตอบสนองระหว่างหัวปากกากับหน้าจอเพิ่มขึ้นจากเดิม 360 คำสั่งต่อวินาที เป็น 480 คำสั่งต่อวินาที

นอกจากนี้ตัว S22 Ultra ยังมีโหมด Collaboration View ฟีเจอร์การทำงานแบบ Multi-device ร่วมกับอุปกรณ์อื่นๆ อาทิเช่น Galaxy Tab S8 Series ที่ผู้ใช้สามารถวาดเขียนบนหน้าจอแท็บเล็ต และใช้สมาร์ทโฟนแทนถาดเครื่องมือ (Tool box) เพื่อเปลี่ยนรูปแบบหัวปากกา หรือเปลี่ยนสีปากกาได้

กล้อง

สำหรับการถ่ายภาพในรุ่น Galaxy S22 กับ S22+ ทาง Samsung ใส่กล้องหน้ามาให้ 10 ล้านพิกเซล และ กล้องหลัง 3 ตัวเหมือนกันประกอบด้วย

  • กล้อง Ultra-wide 12MP, F/2.2, FOV120°
  • กล้อง Wide 50MP , F/1.8, Dual Pixel AF, OIS, FOV85°
  • กล้อง Telephoto 10MP , F/2.4, 3x Optical Zoom, OIS, FOV36°

ทางด้าน Galaxy S22 Ultra อัพเกรดกล้องหน้าให้ความละเอียดมาถึง 40 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องหลังมี 4 ตัว ประกอบด้วย

  • Ultra-wide 12MP, F/2.2, FOV120°
  • Wide 108MP, F/1.8, Dual Pixel AF, FOV85°
  • Telephoto 10MP Telephoto, F/2.4, 3x Optical Zoom, OIS, FOV36°
  • Telephoto 10MP, F/2.4, 10x Optical Zoom, FOV11°

ไฮไลท์ด้านการถ่ายภาพในรุ่นนี้ต้องยกให้กับ Galaxy S22 Ultra ที่มาพร้อมขนาดเซ็นเซอร์กล้องหลักที่ใหญ่กว่า S21 Ultra ถึง 1.23 เท่า และมีเทคโนโลยีการรวมพิกเซล เทคโนโลยี Nona-Binning ซึ่งจะช่วยเรื่องของ Nightography หรือการถ่ายภาพในสภาวะแสงน้อยที่ทำได้ดีกว่าเดิม และใช้งานได้กับทุกเลนส์

สำหรับผู้ใช้ที่เป็นระดับมืออาชีพก็จะได้สัมผัสการควบคุมการทำงานของกล้องอย่างเต็มรูปแบบใน Pro Mode และการใช้แอปพลิเคชั่น Expert RAW บน S22 Ultra เพื่อทำงานกับไฟล์ RAW 16bit

ฟีเจอร์ใหม่ที่น่าสนใจในกล้องของ Galaxy S22 Series คือ Auto Framing หรือการจัดเฟรมภาพอัตโนมัติโดยใช้การตรวจจับหาบุคคลในภาพภายในระยะ 5 เมตร รองรับการตรวจจับได้สูงสุด 10 คน และยังมีการความสามารถในการล็อคโฟกัสเพื่อให้กล้องติดตามจัดเฟรมเฉพาะรายคนได้ด้วย

ราคา

ทั้งหมดก็เป็นการ พรีวิว พาไปทำความรู้จักกันแบบคราวๆ ของ Samsung Galaxy S22 Series สำหรับราคาไทยในแต่ละรุ่นก็มีดังนี้

Samsung Galaxy S22

  • รุ่น 8+128GB ราคา 29,900 บาท
  • รุ่น 8+256GB ราคา 31,900 บาท

Samsung Galaxy S22+

  • รุ่น 8+128GB ราคา 34,900 บาท
  • รุ่น 8+256GB ราคา 36,900 บาท

Samsung Galaxy S22 Ultra

  • รุ่น 8+128GB ราคา 39,900 บาท
  • รุ่น 12+256GB ราคา 43,900 บาท
  • รุ่น 12+512GB ราคา 47,900 บาท

About Author

RingRangRung

RingRangRung

Partners