หมัดต่อหมัด! Samsung Galaxy S21+ 5G VS iPhone 12 Pro และ Samsung Galaxy S21 Ultra 5G VS iPhone 12 Pro Max

โดย RingRangRung | 23 กรกฎาคม 2564 เมื่อ 09:48 น. | อ่าน 3,365
หมัดต่อหมัด! Samsung Galaxy S21+ 5G VS iPhone 12 Pro และ Samsung Galaxy S21 Ultra 5G VS iPhone 12 Pro Max

การจะซื้อมือถือสักเครื่องก็ย่อมต้องพิจารณาให้รอบด้าน โดยเฉพาะรุ่นที่เป็นตัวท็อปในชั่วโมงนี้ทั้งจากฝั่ง Samsung และ Apple ที่ต่างก็มีเรือธงที่เป็น Pro Model สองรุ่นเหมือนกัน แต่ถ้าวัดกันตามเนื้อผ้าค่ายไหนที่โดดเด่นกว่าเรามาหาคำตอบไปพร้อมๆ กัน

ต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่านี้จะเป็นการนำเสนอข้อมูลเชิงเปรียบเทียบเท่านั้น เพราะเราทราบดีว่าการที่คุณจะชอบ หรือเป็นเจ้าของสมาร์ทโฟนสักเครื่องหนึ่งมันมีอะไรที่มากกว่าเรื่องของสเปค และตัวบทความนี้เราจะจับเรือธงทั้งสองค่ายมาชนกันเป็นคู่ๆ ตามแรงค์ในซีรีส์

————————————————–—————————

สารบัญ

————————————————–—————————

คู่ที่ 1 : Samsung Galaxy S21+ 5G VS iPhone 12 Pro

การถ่ายภาพ

เริ่มกันจากพี่รอง Samsung Galaxy S21+ 5G มีกล้องหลังมาให้ 3 ตัว ประกอบไปด้วย กล้องหลักเลนส์ Wide ความละเอียด 12MP รูรับแสง F/1.8 ขนาดเซ็นเซอร์ 1/1.76” มี OIS , กล้อง Ultrawide 12MP รูรับแสง F/2.2 และกล้อง Telephoto 64MP รูรับแสง F/2.0 ขนาดเซ็นเซอร์ 1/1.72” ขณะที่กล้องหน้า 10MP รูรับแสง f/2.2 มีโฟกัส Dual Pixel PDAF

ขณะที่ iPhone 12 Pro ก็มีกล้องหลัง 3 ตัวเช่นกันประกอบด้วย กล้องหลักเลนส์ Wide ความละเอียด 12MP รูรับแสง F/1.6, กล้อง Ultrawide 12MP รูรับแสง f/2.4 กับกล้อง Tele 12MP รูรับแสง f/2.0 ส่วนกล้องหน้า 12MP รูรับแสดง f/2.2 มีเซ็นเซอร์ SL 3D

ถ้าวัดกันตามตัวเลขจะเห็นว่าเรือธง Samsung ข่มคู่แข่งได้อย่างชัดเจนโดยเฉพาะเรื่องความละเอียดสูงสุดที่สามารถถ่ายได้ถึง 64MP สามารถนำไฟล์รูปที่ถ่ายไปปรับแต่งต่อยอดได้อีกมากมาย โดยที่ไม่สูญเสียความละเอียดของไฟล์ภาพขณะที่คู่แข่งไปได้สูงสุดแค่ 12MP

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของระยะซูมที่ Galaxy S21+ 5G สามารถทำระยะได้มากกว่าโดยสตาร์ทจาก Hybrid Optic Zoom ได้สูงสุด 3 เท่า และซูมดิจิตอล Super Resolution ได้สูงสุด 30 เท่า พร้อมทั้งมีเทคโนโลยีกันสั่นช่วยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ต่างจากของ 12 Pro ที่ระยะ Optical Zoom จะอยู่ที่ 2 เท่า และ Digital Zoom ได้สูงสุด 10 เท่า ถือว่าเป็นระยะที่ค่อนข้างมาตรฐานในยุคปัจจุบัน

ด้านงานวีดีโอก็เป็น Galaxy S21+ 5G ที่จัดเต็มกว่าโดยรองรับการถ่ายความละเอียดสูงสุดถึงระดับ [email protected] ในโหมดปกติ และการถ่ายแบบ HDR10+ นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีกันสั่น และระบบการบันทึกเสียงอย่าง Zoom-in Mic  โฟกัสเสียงตามโฟกัสกล้อง ขณะที่ iPhone 12 Pro บันทึกได้สูงสุดที่ [email protected] รองรับการถ่ายแบบ HDR ส่วนกันสั่นก็มีมาให้เหมือนกัน

สิ่งหนึ่งที่จะไม่พูดเลยก็ไม่ได้คือเรื่องฟีเจอร์กล้อง ในขณะที่ iPhone ยังคงยึดโหมดการถ่ายที่เป็นแบบพื้นฐานทั่วไป แต่ของ Samsung กลับมีอะไรให้เล่นมากกว่า ซึ่งตัวไฮไลท์ก็มีทั้ง Director’s View ที่ผู้ใช้จะได้เห็นมุมมองการถ่ายวีดีโอจากกล้องทั้งสี่ตัวพร้อมกัน (กล้องหน้า 1+กล้องหลัง 3) และยังมี Vlogger View ที่จากกล้องหน้าและหลังพร้อมกันได้

เรื่องการถ่ายภาพนิ่งนอกจากระบบ Scene Optimizer  ที่ใช้ AI ช่วยแต่งภาพตามลักษณะของฉากที่ถ่ายแล้ว ก็ยังมีตัว Single Take ที่แค่กดถ่ายทีเดียวก็ได้ครบทั้งภาพและวิดีโอสั้นหลากหลายรูปแบบเพื่อเอาไปแชร์ต่อได้ทันที ขณะที่ Pro Mode ก็มีให้ปรับแต่งได้ทั้งงานวีดีโอและภาพนิ่ง

สำหรับการเปรียบเทียบในเชิงลึกเราได้มีการทำบทความแยกต่างหากเอาไว้ให้แล้ว สามารถไปกดอ่านกันต่อได้ตามลิงค์ด้านล่างนี้

การแสดงผล

มือถือสมัยนี้เรื่องจอก็ต้องเด่นซึ่ง Samsung Galaxy S21+ 5G ที่เปิดตัวมาตั้งแต่ต้นปีก็เหมือนเป็นรุ่นที่ช่วยเซ็ตมาตรฐานเรือธงยุคใหม่ โดยที่ให้หน้าจอแบบขอบแบนพาแนล Dynamic AMOLED 2X ขนาด 6.7 นิ้ว ความละเอียด 2400 x 1080 พิกเซล ค่าความหนาแน่นพิกเซล 394ppi สามารถขับความสว่างได้สูงสุด 1300nits ใช้งานกลางแจ้งได้สบายๆ

ขณะที่ iPhone 12 Pro จอเล็กกว่าเล็กน้อยโดยเป็น OLED-Super Retina XDR ขนาด 6.1 นิ้ว ความละเอียด 2532 x 1170 พิกเซล แต่มีความหนาแน่นต่อพิกเซลสูงกว่าอยู่ที่ 460ppi แต่ความสว่างของจอไปได้สูงสุดที่ 800nits ( HDR 1200nits)

เรื่องเทรนด์การทำจอให้มีรีเฟรชเรทให้สูงๆ Samsung ก็ไม่ได้น้อยหน้าโดยที่ S21+ 5G มีค่ารีเฟรชเรทจอสูงถึง 120Hz ให้ฟีลลิ่งการไถหน้าจอที่สมูธเนียนตาพร้อมโหมด Motion smoothness ปรับสลับรีเฟรชเรทของจอระหว่าง 48-120Hz ตามลักษณะการใช้งานได้อัตโนมัติซึ่งช่วยเรื่องประหยัดแบตเตอรี่ ขณะที่ iPhone 12 Pro ยังยึดตามมาตรฐานคือยังเป็นจอรีเฟรชเรท 60Hz เหมือนเดิม

เรื่องการแสดงผลสีใน Galaxy S21+ รองรับการแสดงผลสีได้ 16 ล้านสี มีรองรับการแสดงผลตามมาตรฐาน HDR10+ บูสต์ความสว่างและสีสันให้มีไดนามิกที่มากขึ้น หรือใครที่ใช้งาน Netflix มือถือรุ่นนี้ก็ผ่านมาตรฐานการแสดงผลคอนเทนท์ HDR10 ของแพลตฟอร์มด้วยนะ สำหรับ iPhone 12 Pro เองก็รองรับการเล่นวีดีโอแบบ HDR 10-bit แต่เหมือนว่าจะยังไม่มีการรับรองจากทาง Netflix นะ

แบตเตอรี่

ในยุคสมัยนี้อะไรไวได้ก็ต้องไว จะมาเสียเวลากับการนั่งรอชาร์จแบตเตอรี่นานๆ ก็ใช่เรื่องซึ่ง Samsung Galaxy S21+ 5G สามารถตอบสนองต่อยุคสมัยนี้ได้เป็นอย่างดีโดยมีแบตเตอรี่ความ 4800mAh มีเทคโนโลยีชาร์จไว USB PD 3.0 กำลังไฟสูงสุด 25W แถมยังรองรับชาร์จไวแบบไร้สาย Fast Wireless Charging 2.0 กำลังไฟ 15W อีกทั้งยังใจดีมีฟีเจอร์ Reverse wireless charging 4.5W แปลงร่างเป็นแท่นชาร์จไร้สายให้กับอุปกรณ์อื่นๆ ได้ไม่จำกัดค่าย

ส่วน iPhone 12 Pro แบตเตอรี่ก้อนเล็กกว่าใส่มาให้ 2815mAh รองรับการชาร์จไวตามที่โฆษณาคือ 20W โดยที่ต้องใช้หัวชาร์จ 20W ขึ้นไป ขณะที่การชาร์จไร้สายแบบ MagSafe รองรับที่ 15W ไม่ได้มีฟีเจอร์จ่ายไฟให้กับอุปกรณ์อื่น

ประสิทธิภาพ

Galaxy S21+ 5G เครื่องที่ขายในไทยจะเป็นชิปเซต Exynos 2100 ที่ยกเครื่องสถาปัตยกรรมใหม่ใช้กระบวนการผลิตระดับ 5nm การประมวลผลเป็น Octa-core (1×2.9GHz Cortex-X1 & 3×2.80GHz Cortex-A78 & 4×2.2GHz Cortex-A55) มี GPU Mali-G78 MP14 ระบบปฏิบัติการเป็น Android 11 คลุมด้วย One UI 3.1 ได้รับการการันตีอัพเดตเวอร์ชั่น Android OS นาน 3 ปีเต็ม พร้อมรับแพทช์ความปลอดภัย (Security Update) อย่างน้อย 4 ปี (ทุกเดือน หรือทุกไตรมาส)

ส่วน iPhone 12 Pro เป็น A14 Bionic ใช้สถาปัตยกรรมการผลิตระดับ 5nm เหมือนกันมีประมวลผล Hexa-core (2×3.1GHz Firestorm + 4×1.8GHz Icestorm) และใช้ Apple GPU จำนวน 4 แกน สำหรับระบบปฏิบัติการที่ติดมาเป็น iOS 14.1  ส่วนเรื่องการอัพเดตระบบไม่ได้มีกรอบระยะเวลาที่ชัดเจน แต่ถ้าอิงข้อมูลจากรุ่นที่ผ่านมาก็ถือว่านานอยู่

เรื่องของหน่วยความจำทาง Apple จะเผยแค่ข้อมูลของ ROM โดยมีให้เลือก 128GB, 256GB และ 512GB ส่วน RAM ต้องอาศัยอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลภายนอกซึ่งน่าจะอยู่ที่ 6GB ในขณะที่ Galaxy S21+ 5G หน่วยความจำ RAM ที่ขายในไทยจะเป็นเวอร์ชั่นล่าสุด LPDDR5 ขนาด 8GB กับความจำเครื่อง 128GB และ 256GB ถ้าเป็นสเปค 512GB จะเป็นรุ่นท็อปสุดของ Galaxy S21 Ultra 5G

ทั้งสองรุ่นรองรับการเชื่อมต่อ 5G ในไทยได้เหมือนกัน ซึ่ง Samsung จะเป็นต่อกว่าเพราะรองรับการใช้งานสองซิม โดยที่สามารถตั้ง SIM 1 หรือ SIM 2 ให้เป็นซิม 5G ได้ และยังรองรับการใช้งาน 5G ในไทยทั้งแบบ NSA (5G data + 4G voice) และแบบ SA (5G ล้วน) ถือว่าซื้อไปแล้วใช้กันได้ยาวๆ ขณะที่ WiFi รองรับ WiFi 6 (802.11ax) HE80 1024-QAM และมี Ultra Wideband (UWB) รองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสริมต่างๆ ที่กำลังจะมีตามมาอีกมากมายในอนาคต

ด้านการใช้งาน 5G ใน iPhone 12 Pro เป็นเรื่องที่สาวกต้องทำใจเพราะต่อให้รองรับการใช้งานสองซิม (Nano SIM+ eSIM) ได้ แต่ถ้าเปิดใช้งานสองซิมพร้อมกันเมื่อไรระบบก็จะปรับให้เป็น 4G+4G เท่านั้น หรือเท่ากับว่าถ้าจะใช้ 5G ก็ต้องเลือกใช้แค่ซิมเดียว แถมยังรองรับแค่การเชื่อมต่อแบบ NSA เท่านั้นด้วย ขณะที่ WiFi ก็เป็น Wi‑Fi 6 (802.11ax) และมี UWB เช่นกัน

ในส่วนของระบบรักษาความปลอดภัยใน Galaxy S21+ มีทั้งฟีเจอร์สแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ และการปลดล็อคเครื่องโดยใช้ใบหน้า ขณะที่ iPhone 12 Pro มีแค่การสแกนใบหน้าเท่านั้น ซึ่งในยุคที่ต้องใส่แมสปิดหน้าปิดตากันทุกครั้งที่ออกไปข้างนอกตัวเลือกการสแกนลายนิ้วมือของ Samsung ก็น่าจะเป็นอะไรที่สะดวกที่สุดแล้ว

————————————————–—————————

คู่ที่ 2 : Samsung Galaxy S21 Ultra 5G VS iPhone 12 Pro Max

การถ่ายภาพ

มาต่อกันที่คู่เอก Samsung Galaxy S21 Ultra 5G ใช้กล้องหน้า 40 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 ขนาดเซ็นเซอร์ 1/2.8 นิ้ว มี PDAF ในส่วนของกล้องหลังมีมาให้ 4 ตัว ประกอบด้วย กล้อง Ultrawide 12MP ระบบโฟกัส Dual Pixel มุมมองรับภาพ 120 องศา รูรับแสง f/2.2, กล้องหลักเลนส์ Wide 108MP โฟกัส PDAF พร้อมกันสั่น OIS รูรับแสง f/1.8 กล้อง Tele ตัวที่ 1 10MP ระบบโฟกัส Dual Pixel มีกันสั่น OIS รูรับแสง f/2.4 และกล้อง Tele ตัวที่ 2 10MP ระบบโฟกัส Dual Pixel มีกันสั่น OIS รูรับแสง f/4.9

สำหรับ iPhone 12 Pro Max สเปคไม่ค่อยต่างจากรุ่น Pro ปกติโดยมีกล้องหลัง 3 ตัว ประกอบไปด้วย กล้องหลัก 12MP โฟกัส dual Pixel PDAF รูรับแสงกว้าง f/1.6,  กล้อง Ultrawide 12MP มุมมองรับภาพ 120 องศา รูรับแสง f/2.4 และกล้อง Tele 12MP โฟกัส PDAF รูรับแสง f/2.2 มีกันสั่น OIS เพิ่มความพิเศษด้วยเซ็นเซอร์ TOF 3D LiDAR ส่วนกล้องหน้า 12MP รูรับแสง f/2.2

ถ้าเป็นเรื่องฟีเจอร์การถ่ายภาพของ iPhone รุ่นนี้ก็บอกได้ว่าไม่มีอะไรที่พิเศษไปกว่ารุ่นพี่รองมากนัก ซึ่ง Pro Max เองจะมีการอัพสเปคระยะการซูมสูงสุด 12 เท่า ถ้าเป็น Optical Zoom จะได้ 2.5 เท่า

ในทางกลับกันฝั่ง Galaxy S21 Ultra 5G เองก็จัดสเปคให้แน่นๆ สมกับเป็นตัวท็อปไล่ตั้งแต่กล้องหลังความละเอียดสูง 108MP ซึ่งถ้าเป็นการถ่ายในโหมดปกติจะเป็นภาพ 12MP ที่มีเทคโนโลยี Nona-Binning ใช้การซ้อนทับ 9 ภาพเพื่อให้มีรายละเอียดที่ดีขึ้น แถมผู้ใช้ยังสามารถถ่ายภาพแบบ 12-bits HDR ด้วยสีสันที่คมชัดมากขึ้น รวมถึงการบันทึกไฟล์ RAW 12-bits ที่เป็นมาตรฐานกล้อง DSLR ซึ่งทำให้มีช่วงระยะการปรับแต่งภาพที่กว้างกว่าไฟล์รูปภาพปกติ

นอกจากนี้ Galaxy S21 Ultra 5G ก็ยังเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่มีระบบเลนส์เทเลคู่ (Dual-tele) สามารถทำระยะ Optical zoom ได้สูงสุด 10 เท่า และทำระยะการซูมสูงสุดที่ทางค่ายเรียกว่า Space Zoom ไปได้ 100 เท่า โดยที่ทั้งคู่ติดตั้ง Pixel (2PD) AF ที่ทำให้สามารถถ่ายภาพได้อย่างคมชัด

ทางด้านของวีดีโอ และฟีเจอร์การถ่ายภาพในรุ่นนี้ก็มีมาให้เหมือนกันกับ Galaxy S21+ 5G และถ้าเป็นการเปรียบเทียบกับ iPhone 12 Pro Max แบบเชิงลึกเราก็เตรียมบทความแยกเอาไว้ให้แล้ว

การแสดงผล

Galaxy S21 Ultra 5G มากับสเปคที่เหนือกว่าทุกรุ่นในซีรีส์โดยใช้หน้าจอขอบโค้งแบบ Dynamic AMOLED 2x ขนาด 6.8 นิ้ว ความละเอียดสูงถึง WQHD+ (3200×1440 พิกเซล) แสดงผลเต็มตาด้วยอัตราส่วน 20:9 มีค่าความหนาแน่นพิกเซล 515ppi มีค่าความสว่างของหน้าจอสูงสุดเพิ่มเป็น 1500nits สู้แดดสบายๆ

ส่วน iPhone 12 Pro Max ขนาดจอถือว่าใกล้เคียงโดยเป็น OLED-Super Retina XDR ขนาด 6.7นิ้ว ความละเอียด 2778×1284 พิกเซล มีความหนาแน่นต่อพิกเซลอยู่ที่ 458ppi ลดลงจาก 12 Pro เล็กน้อย ส่วนค่าความสว่างของจอสูงสุดที่ 800nits ( HDR 1200nits)

เรื่องของรีเฟรชเรท Samsung Galaxy S21 Ultra 5G ก็มาเหนือเพราะนอกจากจะดันได้ถึง 120Hz แล้ว ยังมีช่วงการปรับสลับรีเฟรชเรทของจอได้กว้างกว่า S21+ 5G โดยที่รุ่นนี้จะอยู่ที่ระหว่าง 10-120Hz ส่วน 12 Pro Max ก็ยังคงรีเฟรชเรทหน้าจอสูงสุดที่ 60Hz เหมือนรุ่นน้อง

สำหรับการแสดงผลสี S21 Ultra 5G ทำได้ยอดเยี่ยมไม่แพ้ S21+ 5G โดยที่มี Contrast Ratio อยู่ที่ 3,000,000:1 ซึ่งดีกว่ารุ่นก่อนหน้า 50% ขณะที่ iPhone 12 Pro Max ค่า Contrast Ratio จะอยู่ที่ 2,000,000:1 ถือว่าเป็นตัวเลขที่ห่างกันพอสมควร

แบตเตอรี่

แบตเตอรี่ของ Samsung Galaxy S21 Ultra 5G เพิ่มขึ้นจาก S21+ 5G มาเป็น 5,000mAh รองรับชาร์จไวเหมือนกันทั้ง USB PD 3.0 กำลังไฟสูงสุด 25W ชาร์จไวแบบไร้สาย Fast Wireless Charging 2.0 15W และมีฟีเจอร์ Reverse wireless charging 4.5W

ส่วน iPhone 12 Pro Max ก็ยังเล็กกว่าเมื่อเทียบกับ Samsung โดยให้มา 3,687mAh รองรับการชาร์จไวตามที่โฆษณาคือ 20W ชาร์จไร้สายแบบ MagSafe รองรับที่ 15W

ถ้าถามว่าเป็นขนาดแบตเตอรี่ที่พอสำหรับใช้งานในแต่ละวันไหม ก็บอกได้ว่าทั้งสองรุ่นอยู่รอดได้แน่นอนถ้าคุณเป็นคนใช้งานมือถือในรูปแบบปกติทั่วไป แต่การที่คุณได้ใช้เรือธงมีแบตฯ ใหญ่กว่า แถมยังชาร์จได้ไวกว่า มันก็ช่วยให้อุ่นใจได้จริงไหม

ประสิทธิภาพ

ชิปเซตของ Samsung Galaxy S21 Ultra 5G ที่ขายในไทยก็เหมือนกันกับของ S21 + 5G คือเป็น Exynos 2100 เช่นเดียวกันกับ iPhone 12 Pro Max ที่ใช้ชิป A14 Bionic เหมือน 12 Pro รวมถึงตัวเลือกหน่วยความจำของรุ่นนี้ที่ Apple มีให้เลือก 3 ตัวคือ 128GB, 256GB และ 512GB ส่วน RAM จากที่หาข้อมูลมาน่าจะเป็น 6GB เหมือนรุ่นพี่รอง

แต่สำหรับ Galaxy S21 Ultra 5G ตัวสเปคความจำจัดมาเหนือกว่าโดยมีทั้งสเปค RAM 12GB+128GB, 12GB+256GB และ 16GB+512GB ซึ่งราคาเปิดตัวของรุ่นท็อปสุดก็อยู่ที่เปิดตัว 45,900 บาท ถูกกว่ารุ่นท็อปของ iPhone 12 Pro Max ที่มีราคา 51,900 บาท ถ้าเทียบในมุมนี้ก็คงจะพอมองออกว่ารุ่นไหนที่ให้ความคุ้มค่ามากกว่า

ในแง่ของความเร็ว แรง หรือใช้งานได้ลื่นขนาดไหน ถ้าว่ากันตามหลักแล้ว RAM เยอะกว่าก็น่าจะรองรับการใช้งานแบบ Multitasking ได้ดีกว่า ซึ่งถ้าเอามุมนี้มาชี้วัดก็ต้องยกให้ Samsung Galaxy S21 Ultra 5G ที่เหนือกว่า

แต่ในความเป็นจริงแล้วตัว RAM เองก็ไม่ใช้ปัจจัยเพียงอย่างเดียวที่จะเอามากำหนดเรื่องนี้ได้ เพราะมันมีเรื่องของฮาร์ดแวร์ ไปจนถึงซอฟต์แวร์ที่แต่ละค่ายพัฒนาออกมา และในมุมของผู้บริโภคมันก็คงรู้สึกสบายใจกว่าถ้าทางผู้ผลิตเลือกที่จะบอกสเปคกันมาตรงๆ ไม่ต้องไปขุด หรือหาข้อมูลกันเอาเอง

นอกจากนี้ S21 Ultra 5G เองก็ยังเป็น Galaxy S Series รุ่นแรกที่รองรับการทำงานร่วมกับปากกาสไตลัสอย่าง S Pen เหมาะสุดๆ สำหรับวัยทำงาน หรือวัยเรียนที่ต้องจดโน๊ตแบบเร่งด่วน ขณะที่ Apple ไม่ได้ทำ iPhone 12 Pro Max ให้มารองรับกับฟีเจอร์นี้

ในประเด็นการเชื่อมต่อรุ่น Ultra นอกจากจะทำได้เหมือนรุ่น Plus แล้วก็ยังมีการอัพเกรดความสามารถขึ้นไปอีกขั้นโดย HyperFast Wi-Fi 6E ที่ให้สปีดในการเชื่อมต่อที่สูงกว่า Wi-Fi 6 ถึง 4  เท่า และมีสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ Ultrasonic In-Display Fingerprint ที่ใช้งานคู่กับระบบปลดล็อคด้วยใบหน้าได้

ขณะที่ iPhone 12 Pro Max เหมือนกันกับ 12 Pro คือรองรับ Wi‑Fi 6 (802.11ax) และมีระบบปลดล็อคด้วยการสแกนใบหน้าโดยใช้กล้อง TrueDepth Camera

————————————————–—————————

สรุปผล

ถ้าในมุมการใช้งานจริงแน่นอนว่าสมาร์ทโฟนทั้งสองค่ายสามารถมอบประสบการณ์ให้กับผู้ใช้ได้อย่างยอดเยี่ยมตามมาตรฐานเรือธงสมัยใหม่ แต่ถ้าวัดด้วยข้อมูลจากการเปรียบเทียบทั้งหมดจะเห็นว่า Samsung Galaxy S21+ 5G และ Galaxy S21 Ultra 5G มีสเปคที่เหนือกว่า iPhone 12 Pro และ 12 Pro Max ชนิดว่ารอบด้าน แถมยังเป็นเจ้าของได้ในราคาที่คุ้มค่ากว่าเรียกว่าซื้อทีก็อยู่กันได้ยาวๆ ซึ่งหวังว่าข้อมูลที่ยกขึ้นมาจะเป็นประโยชน์ในการช่วยตัดสินใจซื้อสมาร์ทโฟนสำหรับคนที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนที่ตรงกับสไตล์การใช้งานของตัวเอง

About Author

RingRangRung

RingRangRung

Partners