[Review] Samsung Galaxy Note10+ เรือธง S Pen อัจฉริยะ กับความสามารถที่ยกระดับไปอีกขั้น

โดย RingRangRung | 29 สิงหาคม 2562 เมื่อ 09:00 น. | อ่าน 1,419

เปิดตัวมาได้สมกับที่รอคอยสำหรับ Samsung Galaxy Note รุ่นใหม่ที่มีออกมาทั้ง Galaxy Note10 และ Galaxy Note10+ ซึ่งเราก็มีโอกาสที่ได้ลองเล่นตัวรุ่นใหญ่ที่ทำมาเพื่อเหล่าคนรัก Note

สเปค Samsung Galaxy Note10+

  • สัดส่วนตัวเครื่อง 162.3 x 77.2 x 7.9 มม. หนัก 196 กรัม
  • จอ Dynamic AMOLED ขนาด 6.8 นิ้ว ความละเอียด 3040 x 1440 พิกเซล (Quad HD+) อัตราส่วน 19:9 รองรับ HDR10+
  • ชิปเซต Exynos 9825 ประมวลผล Octa-core (2×2.73GHz Mongoose M4 & 2×2.4GHz Cortex-A75 & 4×1.9GHz Cortex-A55) ใช้ GPU Mali-G76 MP12
  • สเปคความจำ RAM 12GB+ROM 256/512GB รองรับหน่วยความจำเสริม microSD Card สูงสุด 1TB
  • ปากกา S Pen รองรับการเชื่อมต่อบลูทูธ Bluetooth Low-Energy (BLE) และมีเซ็นเซอร์ Gyroscope แบบ 6 แกน
  • กล้องหลัง 4 ตัวประกอบด้วย
    • เลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล f/2.2 (มุมมองรับภาพ 123°/FF)
    • เลนส์ Wide-angle ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล f/1.5-2.4 (มุมมองรับภาพ 77°/ Dual Aperture / Dual Pixel / OIS)
    • เลนส์ Telephoto ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล f/2.1 (มุมมองรับภาพ 45°/OIS/ AF/2x Optical Zoom)
    • กล้อง DepthVision Camera
  • กล้องหน้า 10 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 มีโฟกัส Dual Pixel PDAF
  • บันทึกวีดีโอความละเอียดสูงสุด UHD 4K (3840 x 2160) @60fps ถ่าย Slow motion ได้ที่ 960fps@HD, 240fps@FHD
  • มีไมโครโฟนตัดเสียงรบกวน Active noise cancellation
  • รองรับเครือข่าย
    • 2G GSM : GSM850, GSM900, DCS1800, PCS1900
    • 3G UMTS : B1(2100), B2(1900), B4(AWS), B5(850), B8(900)
    • 3G TD-SCDMA : B34(2010), B39(1880)
    • 4G FDD LTE : B1(2100), B2(1900), B3(1800), B4(AWS), B5(850), B7(2600), B8(900), B12(700), B13(700), B17(700), B18(800), B19(800), B20(800), B25(1900), B26(850), B28(700), B32(1500), B66(AWS-3)
    • 4G TDD LTE : B38(2600), B39(1900), B40(2300), B41(2500)
  • รองรับการทำงานสองซิมและหน่วยความจำเสริมแบบ Hybrid slot
  • เทคโนโลยีระบุพิกัด GPS, Glonass, Beidou, Galileo
  • รองรับ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/ax 2.4G+5GHz, HE80, MIMO, 1024-QAM
  • มี Bluetooth 5.0
  • รองรับการทำงาน Samsung DeX และ Link to Windows
  • มี NFC
  • มีระบบสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอแบบ Ultrasonic
  • แบตเตอรี่ 4300mAh รองรับ Fast Charging สูงสุด 45W
  • มีเทคโนโลยี Fast Qi/PMA Wireless charging 15W พร้อมฟีเจอร์ Wireless PowerShare
  • ระบบปฏิบัติการ OneUI บนพื้นฐาน Android 9 Pie
  • สีที่วางจำหน่าย Aura Black / Aura Glow / Aura White
  • ราคาในไทย
    • Samsung Galaxy Note10+ (12+256GB) = 37,900บาท
    • Samsung Galaxy Note10+ (12+512GB) = 40,900 บาท

เริ่มต้นด้วยงานออกแบบของ Galaxy Note10+ ตัวหน้าจอดีไซน์ Cinematic Infinity Display ลดพื้นที่ขอบจอจนได้พื้นที่การแสดงผลมากถึง 90.7%

เทคโนโลยีหน้าจอของรุ่นนี้ยกมาจากเรือธงต้นปี Galaxy S10 โดยใช้จอ Curved Dynamic Super AMOLED ขนาด 6.8 นิ้ว ความละเอียดปรับได้สูงสุด WQHD+ (498ppi) อัตราส่วนการแสดงผล 19:9 มี Always on display ให้ใช้งาน รองรับ Multi Touch ได้ 10 จุดสบาย

ความยอดเยี่ยมของจอรุ่นนี้คือที่มีการแสดงผลในระดับมาตรฐาน HDR10+ มีค่า JNCD อยู่ที่ 0.4 ซึ่งใกล้เคียงกับที่ตาของมนุษย์เห็น พร้อมเร่งความสว่างได้มากถึง 1200nit นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีถนอมสายตาลดแสงสีฟ้าโดยไม่ต้องเปิดโหมดใดๆได้ถึง 41% แต่ถ้าเปิดโหมด Bluelight filter จะลดได้ถึง 95%

ตัวจอเป็นแบบเจาะรูสำหรับใส่กล้องหน้าโดยที่รูดังกล่าวมีขนาด 4.5pi อยู่กึ่งกลางซึ่งทางผู้ผลิตเลือกให้มีกล้องอยู่ตรงนี้โดยอิงจากธรรมชาติของการเซลฟี่ที่สายตาคนต้องมองตรงไปที่กล้อง ขณะที่ตัวลำโพงสนทนาก็มาแบบบางเฉียบจนกลมกลืนไปกับพื้นที่ขอบสีดำเล็กๆด้านบน

ขณะที่พื้นที่ขอบจอด้านล่างใช้ Navigation bar แบบสัมผัสบนจอ (On-Screen) ที่สามารถปรับเป็น Full screen gestures ได้

บอดี้ของ Galaxy Note10+ เป็นกระจก Gorilla Glass 6 ประกบหน้า-หลัง สัดส่วนตัวเครื่อง 162.3 x 77.2 x 7.9 มม. หนัก 198 กรัม รองรับ IP68 นับว่าเป็นขนาดที่ใหญ่เมื่อเทียบกับความรู้สึกของผู้ใช้สมาร์ทโฟนทั่วไป แต่ไม่ได้ใหญ่เกินไปเลยสำหรับคนที่ใช้ Galaxy Note อยู่แล้ว ส่วนสีที่ขายก็มีทั้ง Aura Glow, Aura Black และ Aura White

การจัดวางกล้องหลังของ Galaxy Note10 series ก็เป็นแบบใหม่โดยที่เป็นกล้องหลัง 3 ตัววางเรียงเป็นแนวตั้งติดมุมซ้ายบน มีแฟลช LED อยู่ทางฝั่งขวาของกล้องตัวแรก ส่วนกล้อง DepthVision Camera และเซ็นเซอร์จะอยู่ใต้แฟลช ซึ่งถ้าสังเกตที่ขอบฐานของโมดูลกล้องดีๆก็จะเห็นช่องไมโครโฟนซึ่งเป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์สำคัญของรุ่นนี้

ส่วนขอบใช้วัสดุอะลูมิเนียมซึ่งปุ่มต่างๆทั้ง ปุ่มพาวเวอร์ และปุ่มปรับระดับเสียงย้ายมาอยู่ทางซ้ายหมด ส่วนปุ่ม Bixby ตัดทิ้งไปแล้วทำเป็นฟีเจอร์รวมกับปุ่มพาวเวอร์แทนซึ่งสามารถตั้งค่าการทำงานของปุ่มได้

ด้านบนเครื่องมีช่องไมโครโฟน, ลำโพง และช่องใส่ซิมแบบ Hybrid slot ขณะที่ฐานด้านล่างเป็นลำโพง, พอร์ต USB-C, ไมโครโฟน และช่องเก็บปากกา S Pen

ทาง Samsung ได้ตัดสินใจที่จะตัดช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. ออกจาก Galaxy Note รุ่นนี้ เพื่อให้มีพื้นที่ภายในเครื่องมากขึ้น ซึ่งพื้นที่ที่เพิ่มขึ้นมาก็เอาไปพัฒนาสิ่งต่างๆได้หลายส่วน ไม่ว่าจะเป็น สัดส่วนขอบจอด้านล่างที่ทำให้เล็กลงกว่าเดิมได้ พร้อมด้วยพื้นที่ว่างที่เอามาเพิ่มแบตเตอรี่ได้อีก 100mAh และสามารถจัดวางตำแหน่งมอเตอร์ภายในใหม่ทำให้ระบบสั่น Haptic Feedback ตอบสนองได้ดีขึ้น

เรื่องของแพ็คเกจของ Galaxy Note10+ จะคล้ายๆกับของ Galaxy Note9 สำหรับตัวอุปกรณ์ที่มีให้ประกอบด้วย

  • เครื่อง Samsung Galaxy Note10+
  • เข็มจิ้มถาดซิม
  • เคส TPU แบบใส
  • คู่มือการใช้งานและใบรับประกัน
  • สาย USB ที่เป็นหัว Type-C ทั้งสองด้าน
  • อะแดปเตอร์ชาร์จไฟกำลัง 25W ที่มีพอร์ตเสียบ Type-C
  • หูฟัง AKG พอร์ต Type-C
  • อุปกรณ์เปลี่ยนหัวปากกา S Pen

ระบบปฏิบัติการยังคงเป็น OneUI เวอร์ชั่น 1.5 บนพื้นฐาน Android 9 Pie ที่นอกจากของเดิมๆที่คุ้นเคยกันดีแล้วใน Galaxy Note10 series ก็มีฟีเจอร์ใหม่ๆ อาทิเช่น

Screen Recorder : ฟีเจอร์การบันทึกวีดีโอการทำงานของหน้าจอ ซึ่งสามารถเปิดกล้องหน้า และใช้ S Pen เขียนหน้าจอไปพร้อมกับการบันทึกเสียงได้เหมาะกับคนที่อยากสร้างคอนเทนท์ใหม่ๆ

Side Key : ตามที่บอกกันในข้างต้นว่า Bixby ในรุ่นนี้ถูกปรับให้เป็นส่วนหนึ่งของปุ่มพาวเวอร์ ซึ่งเราก็สามารถตั้งค่าการทำงานให้กับปุ่มนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นกดค้างเพื่อเรียก Bixby, กดสองครั้งเพื่อเปิดกล้อง หรือกดสองครั้งเพื่อเป็นทางลัดเข้าแอปฯต่างๆ

Quick Measure : เอาความสามารถของกล้อง DepthVision มาใช้ในการวัดปริมาตรของวัตถุ

3D Scanner : ใช้กล้องหลังสแกนวัตถุหรือแบบเพื่อโมเดล 3 มิติ ที่เอามาเล่นกับโหมด AR ได้

PlayGalaxy Link : บริการสตรีมมิ่งเกมจากอุปกรณ์ PC มาเล่นบน Galaxy Note10 (จะเปิดให้ใช้ในเดือนกันยายน)

Video Editor : โหมดตัดต่อวีดีโอพื้นฐานที่มีการอัพเกรดให้ทำอะไรได้มากกว่าตัดคลิป, ใส่เพลง หรือ เพิ่มตัวหนังสือ ซึ่งเวอร์ชั่นนี้จะสามารถเพิ่มคลิป-รูปภาพ รวมถึงการทำ Transition แบบง่ายๆได้ หรือถ้าอยากทำงานแบบมืออาชีพก็สามารโหลด Adobe Premier Rush for Samsung มาใช้ได้ แถมมาพร้อมโปรฯ Subscription ราคาพิเศษ

นอกจากฟีเจอร์ที่ใส่มากับเครื่องแล้วเรื่องของปากกา S Pen ก็เป็นอีกหนึ่งการอัพเกรดครั้งสำคัญของ Galaxy Note10 โดยที่ความพิเศษของปากกา S Pen ในรุ่นนี้นอกจากมี Bluetooth Low-Energy (BLE)เพื่อการเชื่อมต่อสั่งงานในระยะไกลแล้ว ก็ยังได้เพิ่มเซ็นเซอร์ Gyroscope แบบ 6 แกนเข้าไป สำหรับฟีเจอร์ใหม่ๆก็มีทั้ง

  • Air Command : โบกปากกาเพื่อควบคุมการทำงานของเครื่อง
  • Pen Sound : เสียงการขีดเขียนปากกาที่แซมปลิงเอาจากเสียงขีดเขียนบนกระดาษจริงๆเข้าไป
  • Digital Text Conversion : แปลงลายมือที่เป็นประโยคยาวๆให้เป็นตัว Text สำหรับการนำไปใช้งานต่อในไฟล์งานเอกสาร
  • Screen off Memo : การจดโน้ตลงบนหน้า Always On Display ที่สามารถเลือกสีปากกาได้
  • VDO Live Message : ฟีเจอร์ Live Message เวอร์ชั่นใหม่ ที่สามารถวาดลายเส้นลงบนคลิปวีดีโอสั้นๆได้
  • AR Doodle : วาดลายเส้นเข้าไปในโลก AR ใช้งานได้ทั้งการวาดลงไปบนตัวแบบ หรือบนสถานที่

การประมวลผลใช้ชิปเซต Exynos 9825 ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมการผลิตระดับ 7 นาโนเมตร มีการประมวลผลแบบ Octa-core (2×2.73GHz Mongoose M4 & 2×2.4GHz Cortex-A75 & 4×1.9GHz Cortex-A55) ขณะที่ GPU ใช้ Mali-G76 MP12

สำหรับหน่วยความจำเป็น LPDDR4X RAM 12GB ทำงานร่วมกับ ROM UFS 3.0 ที่มีความจุ 256 และ 512GB รองรับหน่วยความจำเสริมชนิด MicroSD Card ได้สูงสุด 1TB

ด้านแบตเตอรี่ Note10+ จัดมาให้จุกๆ 4,300mAh รองรับ Fast Charging ผ่านพอร์ต USB-C ได้สูงสุดถึง 45 วัตต์ (อุปกรณ์ในกล่องรองรับแค่ 25 วัตต์) มีเทคโนโลยีชาร์จไร้สาย Fast Wireless Charging ในกำลังไฟ 15 วัตต์ พร้อมด้วยระบบ Wireless Power Share หรือการแปลงตัวเครื่องให้เป็นแท่นชาร์จไร้สายสำหรับอุปกรณ์ต่างๆ

ระบบเซ็นเซอร์ต่างๆจากข้อมูลของ Sensor Box ก็มีทั้ง

  • Accelerometer Sensor : เซ็นเซอร์จับลักษณะการเคลื่อนไหวของสมาร์ทโฟน การเอียงเครื่อง
  • Light Sensor : เซ็นเซอร์วัดสภาพแสง เพื่อปรับการแสดงผลหน้าจอ
  • Orientation Sensor : เซ็นเซอร์ปรับมุมมองหน้าจอ
  • Proximity Sensor : เซ็นเซอร์ตรวจจับระยะห่างระหว่างผู้ใช้กับเครื่องสมาร์ทโฟน
  • Gyroscope Sensor : เซ็นเซอร์ตรวจจับลักษณะการหมุนของสมาร์ทโฟน
  • Sound Sensor : เซ็นเซอร์ตรวจจับเสียง
  • Magnetic Sensor : เซ็นเซอร์ตรวจจับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (เข็มทิศดิจิตอล)
  • Pressure Sensor : เซ็นเซอร์ตรวจจับแรงกด

สำหรับเทคโนโลยีรักษาความปลอดภัยแน่นอนว่ามีระบบสแกนลายนิ้วมือบนหน้าแบบ Ultrasonic ที่มีการปรับตำแหน่งให้สูงขึ้นเพื่อให้ใช้ได้สะดวกเมื่ออยู่บนหน้าจอขนาดใหญ่ ส่วน Iris Scanner หรือสแกนม่านตา ถูกตัดออกไป

Samsung Galaxy Note10+ เป็นสมาร์ทโฟนที่ค่อนข้างชัดเจนในเรื่องการออกแบบเพื่อคนวัยทำงาน ซึ่งก็ทำให้ตัวฟีเจอร์ Samsung DeX ในรุ่นนี้สามารถใช้งานได้อย่างหลากหลายและง่ายมากขึ้น

ฟีเจอร์ DeX ของ Note10 ถูกพัฒนาให้ใช้กับตัวอุปกรณ์โน๊ตบุ๊ค, แล็ปท็อป หรือ พีซี ได้ผ่านสาย USB ไม่ต้องมีฐานเชื่อมต่อ ขณะที่สมาร์ทโฟนเองก็ยังคงสามารถใช้งานได้ปกติแม้จะต่อในโหมด DeX อยู่ โดยที่ฟีเจอร์นี้รองรับการทำงานกับ Windows 10/ Windows 7 และ Mac ที่เป็น OS 10.13/10.14 ขึ้นไป

ในกรณีที่อยากเชื่อมต่อแบบด่วนๆในรุ่นนี้ก็มีฟีเจอร์ Link Your Windows ที่เป็นการใช้ระบบ Cloud ชั่วคราวของ Microsoft ซิงค์ข้อมูลเบื้องต้นแบบไร้สายจากสมาร์ทโฟน อาทิเช่น ข้อความ, การแจ้งเตือน หรือ รูปภาพ ไปยังอุปกรณ์พีซีระบบปฏิบัติการ Windows โดยที่ทั้งสองอุปกรณ์ไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่ในเครือข่าย Wi-Fi เดียวกันแต่ขอให้มีการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตทั้งคู่

คะแนนประมวลผลจากแพลตฟอร์มBenchmark ต่างๆก็อยู่ในเกณฑ์ยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็น PCMark for Android (Work 2.0) = 8344 คะแนน, Geekbench 4 Pro = Single-core : 4498 คะแนน/ Multi-core : 10372 คะแนน และ AuTuTu Benchmark v7.2.3 = 349700 คะแนน

ด้วยคะแนนประมวลผลระดับนี้การเล่นเกมก็ไม่ใช่ปัญหาไม่ว่าจะเป็น ROV ที่เปิดโหมด High Frame Rate Mode สัมผัสการเล่นภาพสวยๆแบบ 60fps ได้สบาย ส่วน PUBG เปิดโหมดกราฟฟิกสูงสุด (Ultra-HDR)เล่นได้ลื่นๆ แถมยังมีระบายความร้อนที่บางที่สุดในโลก (Vapor Chamber Cooling System) ที่ช่วยให้กำลังเครื่องไม่ตกแม้จะเล่นอย่างหนักหน่วง

มาถึงการถ่ายภาพกันบ้างกล้องหลังของ Galaxy Note10+ เป็นแบบ 4 ตัว ประกอบด้วย

  • เลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล f/2.2 (มุมมองรับภาพ 123°/FF)
  • เลนส์ Wide-angle ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล f/1.5-2.4 (มุมมองรับภาพ 77°/ Dual Aperture / Dual Pixel / OIS)
  • เลนส์ Telephoto ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล f/2.1 (มุมมองรับภาพ 45°/OIS/ AF/2x Optical Zoom)
  • กล้อง DepthVision Camera

จากสเปคจะเห็นว่ากล้องของรุ่นนี้ครอบคลุมการถ่ายได้ทุกระยะ ส่วนเลนส์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามาก็ช่วยให้การถ่ายภาพของกล้องรุ่นนี้มีมิติแยกตัวแบบออกจากฉากหลังได้เนียนขึ้นเมื่อกดถ่ายในโหมด Live Focus ที่อัพเกรดให้ถ่ายได้ทั้งภาพนิ่งและวีดีโอ พร้อมตัวเลือกฟิลเตอร์สร้างสีสัน

เพื่อการถ่ายภาพที่ดีขึ้นตัวกล้องก็มีระบบ Shot suggestion เป็นการแนะนำการถ่ายรูปโดย AI Machine Learning ที่มีการเรียนรู้ภาพถ่ายมากกว่า 100,000,000 ภาพ และยังมี Scenes Optimized ระบบ AI ในการปรับแต่งกล้องให้เหมาะกับฉากที่ถ่ายถึง 30 ซีน

ขณะที่ตัว Pro Mode ก็มีให้ใช้งานปรับได้ทั้ง ISO (50-800), Speed Shutter (1/24000-10 วิ), โทนสีของภาพ, ระยะโฟกัส, White Balance (2300-10000k) และการชดเชยแสง (+/-2)

ในส่วนของกล้องหน้ามีความละเอียด 10 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 มีโฟกัส Dual Pixel PDAF พร้อมด้วยโหมด HDR และที่เป็นไฮไลท์คือเราสามารถถ่าย Night Mode ด้วยกล้องหน้าได้แล้ว ส่วนฟีเจอร์การสร้าง AR Emoji แน่นอนว่ามีให้เล่นเหมือนเดิม

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องของ Samsung Galaxy Note10+

ด้านการถ่ายวีดีโอ Galaxy Note10+ รองรับวีดีโอความละเอียดสูงสุด 2160p@30/60fps ขณะที่กล้องหน้ารองรับความละเอียดสูงสุด 2160p@30fps โดยที่กล้องหลังมีโหมด Super Steady ให้ใช้งาน แถมยังพัฒนาให้นิ่งกว่าเดิมด้วยระบบ AI และสามารถ Optical Zoom เมื่ออยู่ในโหมดนี้ได้

อีกมีฟีเจอร์สำคัญที่ใช้ไมโครโฟนด้านหลังเครื่องมาเป็นองค์ประกอบสำคัญคือตัว Zoom-in Mic ระบบการโฟกัสเสียงตามการซูมของกล้อง โดยที่ไมค์ตัวนี้เมื่อถ่ายวีดีโอด้วยกล้องหน้าก็จะทำหน้าที่ตัดเสียงรบกวนให้ด้วย

มาถึงเรื่องของราคา Samsung Galaxy Note10+ มีเข้าไทยสองสเปค สองราคาดังนี้

  • Samsung Galaxy Note10+ (12+256GB) = 37,900บาท
  • Samsung Galaxy Note10+ (12+512GB) = 40,900 บาท

ภาพรวมจากการทดลองใช้งานมา Samsung Galaxy Note10+ ถือเป็นรุ่นเรือธงที่มีความชัดเจนว่าเป็นรุ่นที่ทำมาเพื่อตอบโจทย์คนทำงานยุคใหม่ที่อยากจะได้สมาร์ทโฟนหนึ่งเครื่องมาอำนวยความสะดวกให้กับชีวิต แต่ก็มีจุดที่น่าสังเกตตรงการปรับดีไซน์ตำแหน่งปุ่มต่างๆใหม่ ที่อาจจะไม่ชินมือคนที่เคยใช้ Galaxy Note รุ่นก่อนๆ

ส่วนเรื่องกล้องเองก็ถือว่าทำได้ดีแม้จะไม่ได้เป็นการอัพเกรดจากตัว Galaxy S10 ที่มากนัก ขณะที่ตัว S Pen เองก็ต้องรอชมกันต่อไปว่าจะมีการพัฒนาแอปฯออกมาเล่นกับฟีเจอร์ Air Command กันมากน้อยเพียงใด ขณะที่ตัวแพ็คเกจอุปกรณ์ก็นับว่าน่าเสียดายที่ไม่มีหัวแปลงพอร์ต Type-c to 3.5mm มาให้ เช่นเดียวกันกับตัวสายกับอะแดปเตอร์ชาร์จไฟเองก็เป็นแบบหัวพอร์ต Type-C อย่างเดียว ไม่สามารถสลับเอาไปใช้งานกับสายหรือตัวอุปกรณ์ของรุ่นอื่นหรือรุ่นที่เก่ากว่าได้

สำหรับใครที่สนใจก็สามารถไปลองเล่น ลองเป็นเจ้าของ Samsung Galaxy Note10+ กันได้ หรือถ้าอยากได้ข้อมูลฟีเจอร์เพิ่มเติมก็กดอ่านได้ตามลิงค์ด้านล่างนี้ครับ

About Author

RingRangRung

RingRangRung