รีวิว Galaxy S20+ | S20 จิ๋วแต่(กล้อง)แจ๋ว ในราคาที่เบากว่า

โดย oatciiz | 20 มีนาคม 2563 เมื่อ 16:39 น. | อ่าน 253

Galaxy S20 Series วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการทุกรุ่นแล้ว เชื่อว่าผู้ที่ต้องการจะซื้อคงลังเลใจว่า เอ๊ะ! จะเอารุ่นไหนดี? ด้วยราคาที่ไม่เท่ากันกันรวมถึงฟีเจอร์ที่ต่างกับอยู่บ้าง บทความนี้เราจะมารีวิว Galaxy S20+ และ S20 เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ออกตัวก่อนเลยว่าทุกรุ่นมีดีไม่แพ้กันเลย

สำหรับ Galaxy S20 Series ทุกรุ่นจะมีดีไซน์ตัวเครื่องที่เหมือนกัน นั่นก็คือหน้าจอแบบเต็มขอบ กล้องหน้าเจาะรู ทั้งกระจกหน้าจอและฝาหลังใช้วัสดุ Corning Gorilla Glass 6 โดยที่ Galaxy S20+ มีขนาดหน้าจอ 6.7 นิ้ว ในขณะที่ S20 มีขนาด 6.2 นิ้ว หน้าจอตัวนี้เป็นจอ Dynamic AMOLED 2X ความละเอียด 1440 x 3200 pixels อัตราส่วน 20:9 รองรับ HDR10+ และแสดงผล 120 Hz การใช้งานลื่นสมูทและสบายตามากๆ 

อีกหนึ่งความแตกต่างก็คือโมดูลกล้องถึงแม้จะมาในรูปแบบสีเหลี่ยมสีดำแต่ก็มากับขนาดที่แตกต่างกัน เนื่องจาก Galaxy S20+ จะใส่เลนสืมาทั้งหมด 4 ตัว ประกอบด้วย  เลนส์ Ultra Wide 12 MP f/1.2 + Wide 12 MP f/1.4 + Telephoto 64 MP และเซ็นเซอร์ TOF ส่วน S20 จะมีกล้องความละเอียดเท่ากันทุกอย่างเว้นแต่ไม่มีเซ็นเซอร์ TOF เสริมเข้ามา กล้องหน้าก้ยังคงเหมือนกันที่ความละเอียด 10 MP ค่ารูรับแสงที่ f/2.2

สเปคอื่นๆที่มีเหมือนกันประกอบด้วยชิปประมวลผลที่ใช้ Exynos 990 ใส่ RAM มาให้ 8 GB และ ROM 128 GB ซึ่งเป็น UFS 3.0  LPDDR5 แล้วด้วย รองรับสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ พร้อมทั้งเชื่อมต่อ WIFI 6 ได้ทั้ง 2 รุ่น ใช้พอร์ต Type-C ในการชาร์จและเสียบหูฟังหรือถ้าชาร์จผ่านสายจะรองรับสูงสุดที่ 25W ชาร์จไร้สายที่ 15W ความจุแบตเตอรี่นั้น Galaxy S20+ ให้มา 4,500 mAh ส่วน S20 ให้มา 4,000 mAh

ฟีลลิ่งการใช้งาน Galaxy S20+ | S20

ในส่วนนี้จะเป็นการรีวิวประสบการณ์การใช้งานที่ทดลองมานะครับ ออกตัวก่อนว่าเดิมทีเป็นคนชอบใช้สมาร์ทโฟนจอใหญ่เครื่องปัจจุบันที่ใช้อยู่ก็หน้าจอขนาด 6.4 นิ้ว แต่พอได้มาลองจับ Galaxy S20 Series ปรากฎว่าส่วนตัวดันเทใจไปทางน้องเล็ก S20 มากกว่า ด้วยความที่ขนาดหน้าจอ 6.2 นิ้ว แต่มาแบบสุดขอบ ทำให้ความรู้สึกในการใช้งานเหมือนกับว่าจอของ S20 มันใหญ่ไปโดยปริยาย อีกอย่างคือจับถนัดมือมากกว่ารุ่นอื่นๆ เล็ก กระชับ พกสะดวก แต่ทั้งหมดไม่ใช่ว่า S20+ ไม่ดีนะครับ ขนาดหน้าจอ 6.7 นิ้วนั้น ใหญ่เต็มตาเข้าทางคุณสุภาพบุรุษที่อาจจะมือใหญ่สักหน่อยก็น่าจะชอบกัน

มาถึงการใช้งานเรื่องกล้องอีกหนึ่งหัวข้อในการตัดสินใจว่าจะเอารุ่นไหนดี? ต้องซูม 100 เท่าไหม? ผู้เขียนขออนุญาตเป็นตัวแทนของ Galaxy S20+ และ S20 ในการมาบอกเล่าว่าถึงแม้จะไม่ใช่ตัวท้อปสุดของ Series แต่กล้องก็เจ๋งมากแล้วครับ

ว่าด้วยเรื่องของการซูมกันก่อน Galaxy S20 Ultra 5G ที่วางจำหน่ายในประเทศไทยมาพร้อมคุณสมบัติ ซูม 100x แต่ S20+ และ S20 ก็สามารถซูมได้เช่นกันแต่เป็นระยะ 30x ซึ่งในการใช้งานจริงที่ไปทดลองมาพบว่า คนทั่วไปนั้นระยะ 30x ก็เพียงพอเพราะมันไกลมากแล้วครับ ภาพตัวอย่างเป็นการเปรียบเทียบระยะการซูมมาให้ดู โดยที่ภาพแรกเป็นระยะเลนส์ปกติ, ระยะ 10x, ระยะ 30 และภาพมุมกว้างพิเศษ

ระยะปกติ
ระยะ 10x
ระยะ 30x
Ultra Wide

จากภาพตัวอย่างก็น่าจะพอให้เห็นระยะการถ่ายที่เปรียบเทียบชัดเจน ซึ่ง S20+ และ S20 สามารถทำได้เหมือนกัน ส่วนตัวมองว่าศักยภาพกล้องสมาร์ทโฟนที่ครบทุกมุมการถ่ายภาพแบบนี้เมื่อนำมาใช้งานโดยทั่วไปถือว่าเพียงพอแล้วครับ นอกจากคุณจะต้องการใช้งานแบบไปสุดทางที่ 100x และใช้ 5G ได้ด้วย ก็จะแนะนำให้ขยับไปที่ Galaxy S20 Ultra 5G แทน

การถ่ายรูปบน Galaxy S20 Series ยังไม่หมดเพียงเท่านี้เพราะยังมีฟีเจอร์เสริมที่น่าสนใจเพิ่มเข้ามาอีกหลายอย่าง เช่น QuickTake ที่เป็นการเก็บภาพบรรยากาศรอบตัว ณ ขณะนั้นด้วยการถ่ายเพียงครั้งเดียวนำมาประมวลเป็นภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว โดย AI จะทำการเลือกช็อตที่ดีที่สุดให้เรา ถามว่าเหมาะกับอะไรก็ตอบได้เลยว่าเหมาะกับช่วงเวลาที่ผ่านไปเร็วๆ เช่น ถ่ายตอนไปดูคอนเสิร์ต, ถ่ายช็อตประทับใจเวลาอยู่กับครอบครัว, ถ่ายตอนไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ฯลฯ

ถัดไปคือฟีเจอร์ชอบเป็นการส่วนตัวคือ “ฟิลเตอร์ส่วนตัว” หรือเรียกภาษาชาวบ้านง่ายๆก็คือการ Copy Filter นั่นเอง เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบัน Instagram หรือ IG ที่เราเรียกกันนั้น จะให้สวยให้ปังต้องมีมูดและโทนสีของภาพในทิศทางเดียวกัน ฟีเจอร์การ Copy Filter นี้จึงช่วยเราได้มาก ถ้าอยากต้องการได้โทนภาพแบบไหนก็แค่โหลดมาไว้ในเครื่องและ Add เพิ่มเข้าไปเป็นฟิลเตอร์ส่วนตัวได้เลย ตัวอย่างที่เราทำมาเป็นการถ่ายภาพจากกล้องหน้าของ Galaxy S20+ ซึ่งได้โทนสีภาพต้นแบบมาจาก Heres.jae ซึ่งเป็น Youtuber ที่โดดเด่นเรื่องการถ่ายภาพ(ผู้เขียนติดตามอยู่) พอเอามาลองแล้วส่งให้เจ้าตัวดูก็ถึงกับบอกว่าเป๊ะฟีเจอร์นี้จึงโกงมากจริงๆสำหรับใครที่ชอบคลุมโทนภาพแต่ก็ยังไม่เก่งเรื่องการปรับแต่งด้วยตัวเองครับ

มาถึงสาย Vlog ใครที่ชื่นชอบการภ่ายภาพเคลื่อนไหวก็มีเฮกันได้เลย เพราะ Super Steady หรือกันสั่น VDO ที่มีมาให้ในรุ่นก่อนหน้านี้ถูกพัฒนาเป็นเวอร์ชั่นที่ 2 แล้ว ในตัวอย่างเป็นการวิ่งที่ในมือถือ Galaxy S20+ แบบไม่มีอุปกรณ์เสริมครับเชิญพิจารณาความนิ่งได้เลย

การเก็บเสียงก็เป็นสิ่งสำคัญก็เลยทดสอบการถ่าย VDO ด้วยกล้องหน้ามาให้ดูด้วยครับ อยากให้โฟกัสเรื่องการเก็บเสียงเป็นหลักในคลิปนี้ครับ

มาถึงการถ่าย VDO กล้องหลังกันบ้าง คลิปนี้เป็นการจำลองบรรยากาศคอนเสิร์ต ระยะการนั่งไม่ใกล้เวทีมากนัก ในคลิปจะมีการซูม เข้า-ออก เพื่อทอดสอบฟีเจอร์ซูมเสียงไปด้วย ดังนั้นเสียงอาจจะมีมีแกว่งบ้างนะครับ
ปล.ตอนถ่ายตั้งค่าความละเอียดกล้องหน้าที่ 4K แต่มีปัญหาขณะ Upload ในคลิปความละเอียดจึงลดลงมาที่ 1080p ครับ

แถมอีกคลิปเป็นการทดลองถ่าย VDO ในที่แสงน้อยด้วยกล้องหน้าครับ เรื่องเสียงคิดว่าไม่มีปัญหาแต่เรื่อง Noise ของภาพอาจจะเยอะไปสักนิดในรุ่นนี้ลองพิจารณากันครับ

สรุปประสิทธิภาพและการใช้งาน

สำหรับประสิทธิภาพของทั้ง Galaxy S20+ และ S20 มีความใกล้เคียงกันมากครับเพราะฮาร์ดแวร์แทบจะเป็นชุดเดียวกันต่างกันที่ขนาดตัวเครื่องและหน้าจอเท่านั้นเอง โดยผลทดสอบ Antutu สามารถทำได้ที่ 482143 ขณะที่ผลทดสอบ AndroBench ความเร็วการอ่านทำได้ที่ 1434.46 MB/s และความเร็วการเขียนทำได้ที่ 678.06 MB/s ซึ่งทั้งหมดอยู่ในระดับดี

ผลทดสอบออกมาขนาดนี้การเล่นเกมก็ไม่ต้องพูดถึง ROV ปรับสุดได้และเฟรมเรทนิ่งๆที่ 60 มีแกว่งบ้างเล็กน้อยที่ 58 ส่วน PUBG ปรับ HDR HD ได้ครับแต่แนะนำปรับกราฟฟิกเป็น HD และเฟรมเรทสูงจะดีกว่าเพราะจะเล่นได้นานกว่าต่อการชาร์จแบตเตอรี่ 1 ครั้ง ส่วนแบตเตอรี่ 4,500 mAh และ 4,000 mAh อึดหรือเปล่า? อยู่ได้ทั้งวันไหม? ขอตอบว่าถ้าอยู่ในโหมดแสตนบาย เล่นโซเชียลบ้างและไม่ได้เล่นเกมสามารถอยู่ได้ทั้งวัน แต่ถ้าไลฟ์สไตล์เป็นคนเล่นเกมมีถ่าย Vlog ทำ Content แบตเตอรี่อาจจะอยู่ไม่ได้ครบทั้งวันแต่ก็ถือว่าอึดขึ้นครับ

ขอสรุปว่าใน Samsung Galaxy S20 Series ที่ประกอบด้วย Galaxy S20 Ultra 5G, S20+ และ S20 ทั้ง 3 รุ่นมีนวัตกรรมและฟีเจอร์ที่ใกล้เคียงกันมากๆครับ อาจมีแตกต่างกันบ้างแต่ก็แลกมาด้วยราคาค่าตัวที่ต่างกัน ถ้าอยากใช้ 5G ให้ไป Galaxy S20 Ultra 5G แต่ถ้าชอบจอใหญ่และอยากประหยัดงบก้ลดลงมาที่ Galaxy S20+ หรือถ้าเป้นสายคล่องตัว เน้นจับถนัดมือก็ Galaxy S20 เลยครับ Galaxy S20 Series ยังคงเป็นสมาร์ทโฟนสำหรับสาย Content ที่จบเรื่องภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวในตัวเดียว

ราคาและสีที่วางจำหน่ายของ Galaxy S20 Series

  • Samsung Galaxy S20 วางจำหน่าย 3 สี คือ Cosmic Grey, Cloud Blue, Cloud Pink สเปค RAM 8GB+ROM 128GB ราคา 28,900 บาท
  • Samsung Galaxy S20+ วางจำหน่าย 3 สี คือ Cosmic Grey, Cloud Blue, Cosmic Black สเปค RAM 8GB+ROM 128GB ราคา 31,900 บาท
  • Samsung Galaxy S20 Ultra 5G วางจำหน่าย 2 สี คือ Cosmic Grey, Cosmic Black สเปค RAM 12GB+ROM 128GB ราคา 39,900 บาท

บทความที่เกี่ยวข้อง
ประกาศราคา SAMSUNG GALAXY S20 SERIES ในไทย เริ่มต้นที่ 28,900 บาท จอง 14 กุมภาพันธ์นี้
รีวิว SAMSUNG GALAXY S20 ULTRA 5G ซูเปอร์เรือธง ตัวแรง กล้องซูม 100 เท่า
จับตัวจริง SAMSUNG GALAXY S20 ULTRA ที่เขาว่าสเปคดี กล้องเด็ด
จับเครื่องจริง GALAXY S20+|S20 ฟ้า-ชมพู ทรงพลังสวยหวานรับวาเลนไทน์

About Author

oatciiz

oatciiz

Partners