รีวิว Fitbit Versa 2 นาฬิกาอัจฉริยะที่อยู่กับเราตั้งแต่หลับยันตื่น

โดย oatciiz | 14 ธันวาคม 2562 เมื่อ 21:14 น. | อ่าน 652

นอกจากโทรศัพท์ Smartwatch ก็กลายเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ข้างกายของใครหลายคน ด้วยความที่ 2 อุปกรณ์นี้สามารถใช้งานร่วมกันได้และเทรนด์สุขภาพยังคงมาแรงอย่างต่อเนื่อง นาฬิกาที่เปรียบเสมือนผู้ช่วยเรื่องสุขภาพจึงมีความน่าสนใจและนี่คือรีวิว Fitbit Versa 2 อีกหนึ่ง Smartwatch จากผู้ใช้งานจริง ออกกำลังกายจริง วัดทุกอย่างจริง

เกริ่นมาแบบนี้ไม่ได้จะมาอวยกันนะครับแต่ต้องบอกว่าผู้เขียนเองเริ่มออกกำลังกายและได้ใช้งาน Fitbit Versa Lite มาก่อนหน้านี้แล้ว ดังนั้นจึงมีความคุ้นเคยกับ Fitbit มาบ้าง บทความนี้ขออนุญาติขอเขียนไปในรูปแบบแชร์ประสบการณ์จากการใช้งานจริงเหมือนเพื่อนมาเล่าสู่กันฟังนะครับ

ดีไซน์และอุปกรณ์ภายในกล่อง Fitbit Versa 2

ถ้าคุณซื้อ Fitbit Versa 2 เมื่อแกะกล่องมาแล้วจะพบกับตัวนาฬิกา สายสำรองอีกหนึ่งเส้นซึ่งมีความยาวมากกว่าสายที่ติดตั้งมาให้และที่ชาร์จแบบแท่นหนีบ เมื่อมองภาพรวมแล้วการดีไซน์ใน Series Versa มีความคล้ายกันตั้งแต่ Fitbit Versa, Fitbit Versa Lite และมาถึงรุ่นนี้ Fitbit Versa 2 โดยที่รุ่นนี้หน้าปัดเป็นทรงสี่เหลี่ยมขนาด 0.987 นิ้ว จอ AMOLED ความละเอียด 300×300 วัสดุตัวเรือนเป็นอลูมิเนียม ด้านซ้ายมีปุ่มควบคุม 1 ปุ่ม(ใช้งานเป็นปุ่ม Home) ด้านขวาเป็นช่องไมโครโฟน(รุ่นนี้รองรับการสั่งงานด้วยเสียงกับ Alexa)

พลิกมาที่ด้านล่างจะเป็นตำแหน่งของเซ็นเซอร์ต่างๆประกอบด้วย 3-axis accelerometer, optical heart rate monitor, altimeter, ambient light sensor, vibration motor, NFC, relative SpO2 sensor แน่นอนว่ารองรับการวัดอัตราการเต้นของหัวใจได้ วัดอัตราการเผาผลาญแคลลอรี่ได้ นับก้าวได้ และเมื่อพลิกมือจะแสดงผลที่หน้าปัดแบบอัตโนมัติได้

ตั้งแต่ตอนที่ใช้ Fitbit Ver Lite มาจนถึง Fitbit Versa 2 ต้องบอกว่าสายที่ให้มาวัสดุเป็นซิลิโคนเกรดดีเลยทีเดียว ด้วยความที่ผู้เขียนออกกำลังกายอยู่เป็นประจำและเหงื่อออกเยอะแต่ก็ไม่เกิดอาการคันหรือระคายเคืองแต่อย่างใด หลังออกกำลังกายยังสามารถถอดออกมาล้างน้ำได้ด้วยเนื่องจาก Fibit Versa 2 กันน้ำมาตรฐาน ATM 5 หรือกันน้ำได้ลึก 50 เมตร ดังนั้นแค่ถอดออกมาล้างก็ทำได้สบายๆ

แชร์ประสบการณ์ใช้งานจริงกับ Fitbit Versa 2

มาถึงการใช้งานจริงบ้างนะครับ ก่อนอื่นเราจะต้องโหลด App Fitbit มาก่อน หลังจากนั้นถ้าใครเป็นผู้ใช้ใหม่ต้องสร้าง Account ขึ้นมา(ผู้ใช้เก่าใช้ Account เดิมได้เลย) หลังจากนั้นทำตามขึ้นตอนไปเรื่อยๆซึ่งทำได้ไม่ยากครับ แต่!! ผู้ใช้ใหม่ส่วนใหญ่จะต้องรออัปเดตครั้งแรกเสมอ กลายเป็นเอกลักษณ์ของ Fitbit ไปแล้ว ซึ่งใช้เวลาประมาณ 10 นาที เมื่อทำทุกอย่างเสร็จแล้วลองเข้าไปที่ App แล้วจะเห็นหน้าต่างดังภาพ

รูปซ้ายสุดนั้นจะเป็นหน้าแรกของ App Fitbit มีการแสดงผลจำนวนก้าว ระยะทาง จำนวนแคลลอรี่ อัตราการเต้นของหัวใจ และข้อมูลอื่นๆในวันนั้นๆนำมาสรุปเพื่อให้อ่านค่าได้ง่ายส่วนรูปที่สองเป็นหน้าต่างที่เข้ามายัง Profile ของผู้ใช้ ในหน้านี้จะแสดงรายชื่ออุปกรณ์ Fitbit ที่เชื่อมต่ออยู่ ในภาพแสดงผลเป็น Fitbit Versa 2 ซึ่งพอเลือกแล้วจะนำไปสู่รูปที่สามครับ โดยในหน้านี้จะเป็นเมนูต่างเกี่ยวกับ Fitbit Versa 2 ที่เราใช้งาน เช่น การเปลี่ยนหน้าปัด, การโหลด App เพิ่มเติม, การใช้งาน Media, การจ่ายเงิน(ไม่มีใน Versa Lite), รวมถึงวิธีใช้และหน้าต่างการสั่งซื้ออุปกรณ์เสริมผ่านช่องทางออนไลน์

ต้องยอมรับว่า Fitbit Versa 2 มีหน้าปัดนาฬิกาให้เลือกเยอะมากๆ ในส่วนนี้มีทั้งแบบฟรีและเสียเงินนะครับขึ้นอยู่กับความชอบและเงินในกระเป๋า ส่วนหน้าปัด Bitmoji ในภาพนั้นสามารถ Customize ได้โดยลิ้งกับ App Snapchat หลังจากนั้นจะมีลูกเล่นให้ปรับแต่งเครื่องแต่งกายและทรงผมตามใจชอบ

Fitbit Versa 2 กับการออกกำลังกาย

ถ้าใครมองการหานาฬิกาเพื่อใส่ออกกำลังกาย Fitbit Versa 2 เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจเพราะสามารถ Track การออกกำลังกายได้แบบอัตโนมัติ ผู้เขียนเองใส่ Fitbit Versa 2 ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโออยู่เป็นประจำ เซ็นเซอร์จะตรวจจับการเคลื่อนไหวและประมวลผลการเผาผลาญ อัตราการเต้นของหัว และเวลาทั้งหมดในการออกกำลังกายออกมาแบบอัตโนมัติ ซึ่งถ้าหากเราอยากรู้ข้อมูลต่างๆก็สามารถดูได้ผ่าน App Fitbit ดังภาพตัวอย่างได้เลยถือว่าสะดวกมากๆ

แต่สำหรับการออกกำลังกายที่ไม่ใช่การเคลื่อนไหวมากนักเช่นเวทเทรนนิ่งหรือบอดี้เวท ผู้ใช้สามารถกดเลือกที่หน้าปัดนาฬิกาได้เลย โดยปัดหน้าจอไปทางซ้าย > แล้วเลือกที่เมนู Exercise > จากนั้นเลือกประเภทการออกกำลังกายที่ต้องการได้เลย

แต่ยังไม่หมดเพียงเท่านี้เพราะ Fitbit ได้เพิ่มบริการพิเศษขึ้นมาเป็นการโค้ชให้กับผู้ใช้งานผ่านสมาร์ทโฟนให้สามารถออกกำลังกายที่ไหนก็ได้ด้วยตัวเอง พร้อมทั้งมีคำแนะนำต่างๆในการดูแลสุขภาพแบบเรียลไทม์ ซึ่งบริการนี้จะต้องสมัครตัว Premium ก่อนนะครับจึงจะใช้งานได้ Fitbit Premium ค่าสมัครอยู่ที่ 300 บาทต่อเดือน หรือรายปีที่ 2,500 บาท แลกมากับโปรแกรมการดูแลสุขภาพตั้งแต่การกิน ออกกำลังกาย และนอน ซึ่งจะมีข้อแนะนำแบบรายบุคคลอ้างอิงจากข้อมูลที่ซิงค์กับสมาร์ทโฟนของบุคคลนั้นๆ

มาถึงอีกหนึ่งส่วนที่ Fitbit ให้ความสำคัญอย่าง “การนอน” ฟีเจอร์นี้สามารถทำได้ตั้งแต่ Fitbit Versa Lite และ Fitbit Versa 2 ก็สามารถทำได้แม่นยำขึ้นไปอีก เนื่องจากการพักผ่อนมีความสำคัญความสามารถนี้จะช่วยให้เรารู้ว่าการนอนของเรามีประสิทธิภาพดีหรือไม่ ภาพตัวอย่างเป็นผลการนอนของผู้เขียนเอง ตรงนี้ไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่างนะครับเพราะว่านอนดึกและนอนไม่เป็นเวลา ดูจากกราฟจะแบ่งการนอนออกเป็น 4 ระดับได้แก่ Awake, REM, Light และ Deep ความฉลาดของ Fitbit Versa 2 นอกจากวิเคราะห์การนอนแล้วยังปลุกเราได้ด้วยแต่จะเลือกไม่ปลุกตอนเราหลับในช่วง Deep เพระาจะทำให้ตื่นแบบงัวเงียและเหนื่อยเกินไป

สรุป

คำพูดที่ว่า Fitbit Versa 2 เป็นนาฬิกาที่อยู่กับเราตั้งแต่หลับยันตื่นคงไม่เกินจริงนะครับ จะเห็นได้ว่าในตลอด 24 ชั่วโมง นาฬิกาเพียงเรือนเดียวสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมของเราได้แทบจะทั้งหมด ถ้าให้พูดถึงความประทับใจยกให้เรื่องรูปทรงและวัสดุที่ค่อนข้างเบาแต่ก็แข็งแร อีกทั้งดีไซน์ยังร่วมสมัยเข้ากับการแต่งตัวได้ง่าย แต่ก็มีข้อเสียที่ต้องหักคะแนนคือยังไม่รองรับการแจ้งเตือนภาษาไทย ซึ่งถ้าหากทำได้จะเป็น Smartwatch ที่ครบเครื่องมากรุ่นหนึ่ง

บทความนี้เป็นเพียงรีวิวจากประสบการณ์ตรงนะครับ อันที่จริงยังมีลูกเล่นให้ได้ปรับแต่งอีกเพียบแต่ถ้าจะให้บรรยายคงยาวมากๆ สำหรับผู้ที่สนใจ Fitbit Versa 2 สามารถหาซื้อได้แล้วครับ สำหรับรุ่นธรรมดาวางจำหน่ายสี Black กรอบคาร์บอน สี Petal กรอบอลูมิเนียมสี Copper Rose และสี Stone กรอบสี Mist Grey โดยราคาจำหน่ายอยู่ที่ 7,990 บาท และรุ่น Versa 2 Special Edition วางจำหน่ายสี Navy และ Pink กรอบอลูมิเนียมสี Copper Rose และสี Smoke กรอบสี Mist Grey ราคา 8,990 บาท

About Author

oatciiz

oatciiz

Partners