รีวิว OPPO Watch (41mm) สมาร์ทวอทช์ดีไซน์สวย ฟีเจอร์แน่น ราคาไม่ถึงหมื่น

โดย RingRangRung | 24 สิงหาคม 2563 เมื่อ 09:59 น. | อ่าน 331

ในรอบปีที่ผ่านมาผู้ผลิตสมาร์ทโฟนหลายๆ เจ้าได้เริ่มหันมาขยายไลน์โปรดักซ์ตัวเองให้กว้างมากขึ้น ซึ่งนอกจากการทำหูฟัง TWS แล้ว ตัวสมาร์ทวอทช์เองก็เป็นอีกหนึ่งเส้นทางที่หลายแบรนด์เลือกทำและหนึ่งในนั้นก็เป็น OPPO ที่ตอนนี้ก็มีการส่ง OPPO Watch สมาร์ทวอทช์รุ่นแรกของค่ายเข้ามาทำตลาดในไทยแล้ว

สเปค OPPO Watch

  • ขนาด
    • รุ่น 46mm : 46×39×12.96มม. หนัก 39.3 กรัม มาตรฐานกันน้ำ 5ATM
    • รุ่น 41mm : 41.45×36.37×13มม. หนัก 30.1 กรัม มาตรฐานกันน้ำ 3ATM
  • หน้าจอ
    • รุ่น 46mm : AMOLED Flexible Dual-Curved Display ขนาด 1.91 นิ้ว ความละเอียด 402 x 476px
    • รุ่น 41mm : Rigid AMOLED Screen ขนาด 1.6 นิ้ว ความละเอียด 320 x 360px
  • แบตเตอรี่
    • รุ่น 46mm : 430mAh
    • รุ่น 41mm : 300mAh
  • ระบบการชาร์จแบบ Magnetic Charging รองรับชาร์จไว Watch VOOC Flash Charging
  • ชิปประมวลผล Snapdragon Wear 3100 / Ambiq Micro Apollo3 Wireless
  • ระบบปฏิบัติการ Wear OS by Google
  • สเปคความจำ RAM 1GB+8GB
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi WLAN 2.4G / Bluetooth 4.2 + BLE / GPS (A-GPS/ GLONASS) / NFC
  • สีและราคาขายในไทย
    • รุ่น 46mm : Black 7,999 บาท
    • รุ่น 41mm : Black / Pink Gold 5,999 บาท

OPPO Watch ที่เราได้มาเป็นรุ่น 41mm. สายสีชมพู Pink Gold แพ็คเกจเป็นกล่องทรงยาวสีขาว ด้านหลังมีการระบุสเปคเครื่องคราวๆ ขณะที่อุปกรณ์ภายในประกอบด้วย

  • นาฬิกา OPPO Watch
  • แท่นชาร์แม่เหล็กพอร์ต USB-A รองรับกำลังไฟ 5V1.5A
  • คู่มือการใช้งานเบื้องต้น+ใบรับประกันสินค้า
  • ห่วงรัดสายนาฬิกาสำรอง

OPPO Watch เป็นสมาร์ทวอทช์หน้าปัดสี่เหลี่ยมขอบโค้งรุ่น 41mm. ใช้จอ Rigid AMOLED 1.6 นิ้ว ความละเอียด 320×360 ความหนาแน่นพิกเซล 301ppi ให้การแสดงผลด้านสีที่คมชัด พร้อมระดับความสว่างที่สู้กับแสงแดดเมืองไทยได้

ตัวเลือกหน้าปัด Watch Face ก็มีมาให้เยอะมากๆ รองรับทุกสไตล์การแต่งตัว แถมยังรองรับการตั้งค่าหน้าปัดด้วยตัวเองอย่างการนำภาพจากสมาร์ทโฟนมาตั้งเป็นหน้าปัด หรือจะเป็นการใช้ระบบ AI Outfit ถ่ายภาพชุดที่ใส่แล้วให้ AI จับแมตช์สี แมตช์ลาย ของหน้าปัดให้เข้ากับชุดก็ทำได้

ด้านวัสดุขอบเรือนเป็นอลูมิเนียมซีรีส์ 6000 มีปุ่มกดทางฝั่งขวาของตัวเรือน 2 ปุ่ม คือปุ่ม Home กับปุ่ม Multifunction โดยมีช่องไมโครโฟนอยู่ตรงกลาง ขณะที่ขอบซ้ายเป็นลำโพง

ฝาหลังของนาฬิกาใช้วัสดุที่เป็นพลาสติกซึ่งจะต่างจากรุ่น 46mm ที่มีเซรามิกมาผสมด้วย ขณะที่ดีไซน์ส่วนต่างๆ จะเหมือนกันคือมีเซ็นเซอร์ Heart rate และ POGO Pins สำหรับชาร์จแบตเตอรี่

เรื่องของสายนาฬิกาตัวสายพื้นฐานที่ให้มาเป็นวัสดุยางฟลูออโร (Fluororubber) ที่แข็งแรงยืดหยุ่นขอบมนไม่บาดข้อมื แถมยังกันความชื่น รวมถึงทำให้ใส่ได้นานไม่รู้สึกอึดอัด ขณะที่การสวมใส่จะเป็นการติดหมุดล็อคเข้ากับรูบนสายก่อน แล้วค่อยเก็บปลายสายไปในห่วงอีกที

ขณะที่ตัวสายนาฬิกาเองก็สามารถถอดเปลี่ยนได้เองง่ายๆ โดยกดที่ปุ่มปลดล็อคสายแล้วดึงออกได้เลย ซึ่งตัวสายรุ่น 41mm ที่ได้มาขนาดความยาวค่อนข้างจะเหมาะกับข้อมือเล็กๆ ของผู้หญิง สำหรับผู้ชายหรือคนที่ข้อมือใหญ่แนะนำว่าขยับไปรุ่น 46mm เลยจะใส่สบายกว่า

OPPO Watch รุ่นที่ขายในไทยเป็นโมเดล Global ที่เป็นระบบ Dual-Chip Endurance โดยใช้ชิปสองตัวทำงานร่วมกันประกอบด้วย Snapdragon 3100 Wear ที่จะทำงานกับระบบปฏิบัติการ Wear OS เน้นประสิทธิภาพการใช้งานทั่วไปในฐานะสมาร์ทแบนด์รวมถึงเซอร์วิสของ Google

ขณะที่ชิปอีกตัวเป็น Ambiq Micro Apollo 3 ที่เน้นเรื่องการประหยัดพลังงานรองรับฟีเจอร์พื้นฐานที่ไม่ใช้พลังงานเยอะ เช่น รับการแจ้งเตือน, ดูเวลา หรือตั้งปลุก เป็นต้น
ส่วน RAM 1GB+ROM 8GB การเชื่อมต่อของนาฬิกามากับ Bluetooth 4.2 กับ BLE มี Wi-Fi WLAN 2.4G รองรับเทคโนโลยีดาวเทียม A-GPS และ GLONASS พร้อมด้วย NFC

สำหรับแบตเตอรี่รุ่น 41mm. ใส่มาให้ 300mAh ใช้งานใน Smart Mode หรือโหมดการทำงานทั่วไปได้ 24 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นโหมด Power Saver หรือโหมดประหยัดพลังงานจะอยู่ได้นานสูงสุด 14 วัน

ขณะที่ระบบชาร์จเป็นแบบ Magnetic Charging รองรับเทคโนโลยีชาร์จไว Watch VOOC Flash Charging ชาร์จจาก 0-100% ในเวลาเพียง 75 นาที หรือชาร์จ 15 นาที ก็ได้ 46%

เริ่มต้นการเซ็ตอัพนาฬิกาจากสมาร์ทโฟน ตัว OPPO Watch มาพร้อมฟังค์ชั่น Google Fast Pair เมื่อเปิดนาฬิกาขึ้นมาโดยกดปุ่มล่างค้างไว้ ถ้าอุปกรณ์ที่ต่อเป็นสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการ Android 10 ก็จะมีหน้า Pop-Up ถามทันทีว่าจะเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เลยไหม

การเชื่อมต่ออีกรูปแบบหนึ่งคือทำผ่านแอปฯ Wear OS by Google ที่ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนยุ่งยาก ซึ่งจากแอปฯ นี้เราจะสามารถตั้งค่าต่างๆ ของนาฬิกาได้ ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งเตือน, Watch Faces หรือจะดูสถานะต่างๆ

แต่ถ้าจะเข้าถึงฟังค์ชั่นที่มากขึ้นก็แนะนำให้ติดตั้งแอปฯ HeyTap Health มาทำงานร่วมกันด้วย

รูปแบบการใช้งานนาฬิกาทาง OPPO เผยว่าเป็นการออกแบบให้มีประสบการณ์ในการใช้งานใกล้เคียงกับตัวสมาร์ทโฟนมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการปัดหน้าจอเพื่อไปยังฟังค์ชั่นต่างๆ, กดปุ่มด้านบนเพื่อเรียกหน้าเมนู หรือกลับหน้าแรกขณะที่ปุ่มMultifunction ค่าพื้นฐานจะเป็นการกดเพื่อไปยังโหมดออกกำลังกาย

จุดที่สำคัญคือรองรับกับภาษาไทยเต็มรูปแบบ สามารถตอบกลับการแจ้งเตือนจากข้อมือได้เลย รวมถึงการทำงานกับ Google Assistant อีกทั้งยังรองรับการติดตั้งแอปฯ เพิ่มเติมจาก Play Store

ด้านฟังค์ชั่นการดูแลสุขภาพก็จัดมาให้ครบโดยที่ตัวนาฬิกามีการติดตั้งเซ็นเซอร์ตั้งแต่ Acceleration sensor แบบ 3 แกน, Gyroscope sensor, Geomagnetic sensor, Barometric sensor และ Optical heartbeat sensor

ตัวสมาร์ทวอทช์มีฟังค์ชั่นติดตามสุขภาพประจำวันมาให้ครบตั้งแต่ การนับก้าว, จับเวลาการออกกำลังกาย, ปริมาณการเผาผลาญแคลลออรี่, การแจ้งเตือนให้ขยับร่างกาย, วัดอัตราการเต้นของหัวใจ และการเก็บข้อมูลการนอนแบบอัตโนมัติ

ด้านฟีเจอร์การออกกำลังกายมีตัวเลือกพื้นฐานมาให้ 5 แบบ ประกอบด้วย Fitness Run, Fat burn Run, Outdoor Walk, Outdoor Cycling และ Swimming

นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มโหมดการติดตามการออกกำลังกายได้อีก 90 กว่ารายการจาก Google Fit รวมถึงการเชื่อมต่อกับแอปฯ ออกกำลังกายอื่นๆ ที่รองรับ

สำหรับการออกกำลังกายกลางแจ้งตัวนาฬิกาก็มีการติดตั้ง GPS มาให้ในตัวทำให้สามารถบันทึกระยะทางและเส้นทางการออกกำลังกายได้อย่างแม่นยำแม้จะไม่ได้เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน

OPPO Watch ถือว่าเป็นสมาร์ทวอทช์ที่ตอบโจทย์ทั้งสายแฟและสายสุขภาพ พร้อมออฟชั่นการใช้งานที่หลากหลายในสไตล์ WearOS พร้อมกับการทำงานบนหน้าจอที่รวดเร็วไม่พบอาการหน่วง ติดก็ตรงเรื่องของสายที่ตอนนี้ยังมีตัวเลือกให้ซื้อเปลี่ยนในไทยไม่มากนัก สำหรับปัจจุบันนาฬิกาก็มีวางจำหน่ายในไทยเป็นที่เรียบร้อย รุ่น 46mm อยู่ที่ 7,999 บาท ส่วน 41mm ราคา 5,999 บาท ใครที่สนใจก็ไปซื้อหากันได้

About Author

RingRangRung

RingRangRung

Partners