เทียบชัดๆกับกล้อง OPPO Reno 10x Zoom ปะทะ Huawei P30 Pro คู่เทพงานซูม

โดย RingRangRung | 12 มิถุนายน 2562 เมื่อ 10:00 น. | อ่าน 6,843

จัดกันไปกับการทดสอบกล้องของ OPPO Reno 10x Zoom และ Huawei P30 Pro ที่ทั้งคู่มากับจุดแข็งที่เหมือนกันคือการชูเรื่องประสิทธิภาพด้านการซูมของกล้องหลังที่จัดว่าเป็นเบอร์ต้นๆของวงการในตอนนี้ ซึ่งเรามาดูกันดีกว่าว่าแต่ละรุ่นมีส่วนไหนที่เป็นจุดเด่นกันบ้าง

เทียบสเปคกล้อง

เริ่มจากสเปคกล้องหลักของรุ่นที่เปิดตัวมาก่อนอย่าง Huawei P30 Pro ซึ่งรุ่นนี้มีกล้องหลังแบบ 4 ตัว (Quad Camera) ที่ได้ Leica ผู้ผลิตกล้องเกรดพรีเมี่ยมจากเยอรมนีมาร่วมพัฒนาจนได้สเปคดังนี้

  • กล้อง Ultra Wide 120 องศา ความละเอียด 20 ล้านพิกเซล f/2.2
  • กล้อง Wide ความละเอียด 40 ล้านพิกเซล f/1.6 มี OIS
  • กล้อง 5 X Telephoto ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล f/3.4 มีระบบกันสั่น OIS
  • กล้อง ToF สำหรับตรวจจับระยะ

ทางด้านของ OPPO Reno 10x Zoom เป็นกล้องหลัง 3 ตัว (Triple camera)

  • กล้องหลักเซ็นเซอร์ Sony IMX586 เลนส์ 6 ชิ้น ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล (OIS) รูรับแสงกว้าง f/1.7 ระบบโฟกัส PDAF
  • กล้อง Ultra-Wide angle มุมกว้าง 120 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • กล้อง Telephoto ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล (OIS)รูรับแสง f/3.0

ทั้ง Reno 10x Zoom และ P30 Pro มีจุดนึงที่เหมือนกันคือการใช้เลนส์ Telephoto แบบ Periscope หรือเลนส์ซูมแบบปริทรรศน์ โดยออกแบบชุดเลนส์ให้สามารถหักเหแสงในมุม 90 องศา เพื่อเพิ่มระยะทางโฟกัสให้ยาวขึ้น

ใน Huawei P30 Pro มีระยะโฟกัสภาพเทียบเท่าระยะ 16-1343mm. มีคุณสมบัติการซูมผ่านชิ้นเลนส์ (Optical Zoom) ได้ 5 เท่า, Hybrid Zoom ได้ 10 เท่า และ Digital Zoom ที่ทำได้ถึง 50 เท่า พร้อมทั้งติดตั้งตัวกันสั่น Dual OIS ไว้ที่ตัวกล้องหลัก และกล้อง Telephoto เพื่อรักษาความคมชัดในการถ่ายภาพ

ขณะที่ OPPO Reno 10x Zoom มากับเทคโนโลยี 10X Lossless Zoom Technology คือโครงสร้างของเลนส์ 3 ตัวประกอบด้วย เลนส์ Ultra Wide Angle, Ultra Clear Master และ Telephoto

ตัวกล้อง Ultra-Wide Angle รุ่นนี้เทียบได้กับระยะโฟกัสที่ 15.9 มม. ขณะที่กล้องหลักอย่าง Ultra Clear Master จะเน้นควบคุมคุณภาพของภาพถ่าย สำหรับกล้อง Telephoto จะมีช่วงโฟกัสเทียบเท่า 160มม. เมื่อทำงานร่วมกับ “Peep-Up Structure” ช่วยรองรับการซูมขยายภาพในระดับสูง ซึ่งสามารถ Optical zoom ได้ 5 เท่า, Hybrid zoom ได้ 10 เท่า มี Digital zoom ได้ 60 เท่า เรียกว่าเป็นระยะซูมที่มากที่สุดของกล้องสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน และที่เหมือนกันคือมี Dual OIS ที่ตัวกล้องหลักกับกล้อง Telephoto

เรื่องงานออกแบบต้องยกให้กับ OPPO ที่สามารถลดขนาดโมดูลกล้องหลังจนเรียบไปกับบอดี้ด้านหลังเครื่องได้ โดยใช้การทำเลนส์ D-cut Optical Lens พร้อมรวมส่วนของมอเตอร์ระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติ (AF Motors) ของกล้องตัวหลักกับ เลนส์ Ultra-Wide Angle เข้าเป็นส่วนเดียวกันซึ่งช่วยให้ประหยัดพื้นที่ได้ 13% ขณะที่ของ Huawei ยังมีส่วนที่นูนขึ้นมาเล็กน้อย

ถ่ายภาพทั่วไป

ทั้ง Reno 10x Zoom และ P30 Pro ต่างก็มีการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยปรับแต่งกล้องให้เหมาะกับซีนที่ถ่าย โดยที่ตัว AI Scene Recognition ของ OPPO สามารถวิเคราะห์ได้กว่า 800 ซีน ขณะที่ Master AI 2.0 ของ Huawei ทำได้ถึง 1,500 ซีนจากทั้งหมด 25 หมวดหมู่ นอกจากนี้ทั้งสองรุ่นก็มีโหมดเร่งสีให้ใช้งานอีกโดยที่ของ OPPO จะเป็น Dazzle Color Mode 2.0 ขณะที่อีกฝั่งใช้ Vivid Color Mode

การทดสอบด้วยโหมด Auto โดยเปิด AI จะสัมผัสได้ว่าภาพถ่ายของ Huawei มีการปรับแต่งภาพที่จัดกว่าของ OPPO ซึ่งบางทีก็ทำให้สีเพี้ยนไปบ้าง

อย่างไรก็ตามตัวเครื่องของ P30 Pro ที่ใช้ในการทดสอบ ยังไม่ได้รับอัพเดตเวอร์ชั่น 9.1.0.161 จากทาง Huawei โดยที่ตามข่าวระบุว่าในการอัพเดตเวอร์ชั่นนี้มีการปรับปรุงคุณภาพการถ่ายภาพให้สีเป็นธรรมชาติและสมจริงมากขึ้น ซึ่งถ้าได้อัพเดตแล้วก็น่าจะแก้ปัญหาตรงจุดนี้ได้

ด้านโหมดการถ่ายภาพ P30 Pro จัดว่ามาแน่นๆอาทิเช่นโหมด Monochrome, Panorama, Light painting, Underwater, ตัว Pro mode ที่ปรับได้หลากหลาย และที่เป็นไฮไลท์คือตัว Super macro ในระยะเพียง 2.5 ซม. ซึ่งเป็นผลมาจากการที่เลนส์ Ultra-Wide Angle มีระบบออโต้โฟกัสในตัว

สำหรับ Reno 10x Zoom ส่วนใหญ่จะเป็นโหมดถ่ายภาพพื้นฐานมีโหมด Expert หรือโหมดโปรสำหรับตั้งค่ากล้องให้ใช้เช่นกันแต่ไม่ละเอียดเท่าอีกฝ่าย รวมถึงการถ่ายแบบมาโครถึงจะมีให้ใช้เหมือนกันแต่ระยะความห่างจากกล้องและตัวแบบก็ยังเป็นรอง Huawei

ถ่ายภาพกลางคืน

เรื่องการถ่ายภาพในที่แสงน้อย หรือโหมดถ่ายกลางคืนก็เป็นจุดขายที่สำคัญของสมาร์ทโฟนระดับท็อป ซึ่ง Huawei P30 Pro ได้นำเสนอเทคโนโลยีใหม่อย่างการใช้ตัวเซ็นเซอร์หลักที่มีรูปแบบการจัดเรียงเม็ดพิกเซล RYYB SuperSpectrum (แดงเหลืองเหลืองน้ำเงิน) ทำให้เก็บแสงและสีสันได้มากกว่าการเรียงแบบเดิม (RGGB) ได้ 40% ขณะที่เซ็นเซอร์รับภาพก็ใหญ่ถึง 1/1.7 นิ้ว มีรูรับแสงก็มีให้กว้างสูงสุด F/1.6

ด้วยเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ใหม่ทำให้รุ่นนี้สามารถดัน ISO (โหมด Auto)ได้สูงถึง 409,600 เรียกว่าถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้แม้อยู่ในจุดที่ระดับสายตามนุษย์ยังมองไม่ค่อยจะเห็น รวมถึงการถ่ายใน Night mode เองก็มีเทคโนโลยี AI Image Stabilization หรือ กันสั่นด้วยระบบ AI ให้ใช้งาน

ด้าน Reno 10x Zoom มาพร้อมกับกล้องหลัก Ultra-clear เซ็นเซอร์ Sony IMX 586 ที่มีขนาดใหญ่พิเศษ 1/2.0 นิ้ว และรูรับแสง F/1.7 ผสานกับระบบซอฟต์แวร์ MFNR และ HDR ช่วยดึงและคงรายละเอียดของภาพในจุดที่แสงจ้าหรือแสงน้อย

ภาพที่ได้จากกล้องของทั้งสองรุ่นส่วนตัวมองว่าสูสีกัน แต่ด้วยรสนิยมส่วนตัวจึงแอบเทไปทาง Huawei ที่มีการไล่ระดับความมืดความสว่างของภาพได้มีมิติมากกว่า ขณะที่ OPPO จะให้ความสว่างในระดับที่ใกล้เคียงกันตลอดทั้งภาพ

ถ่ายภาพบุคคล/กล้องหน้า

เรื่องการถ่ายภาพบุคคลในรุ่น P30 Pro ก็มีตัวกล้อง Telephoto ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล f/3.4 มีระบบกันสั่น OIS เสริมด้วยกล้องพิเศษ ToF Camera ซึ่งเป็นกล้องสำหรับวัดระยะวัตถุด้วยแสง เสริมคุณสมบัติในการไล่ระดับโบเก้ในฉากหลังให้ออกมาดูมีมิติ

เรื่องการถ่ายหน้าชัดหลังเบลอก็ทำจากโหมด Portrait Mode ที่เป็นการถ่ายบุคคลโดยเฉพาะซึ่งเลือกรูปแบบโบเก้หรือฉากหลังได้ ขณะที่อีกตัวจะเป็น Aperture Mode ที่เลือกระดับความเบลอ รวมถึงปรับจุดโฟกัสและเลือกรูปแบบฉากหลังในภาพหลังถ่ายได้

ด้านกล้อง Telephoto ของ Reno 10x Zoom เป็นกล้อง ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล f/3.0 มีกันสั่น OIS ซึ่งการถ่ายหน้าชัดหลังเบลอในรุ่นนี้จะมีแค่ตัว Portrait Mode พร้อมด้วยสารพัดฟิลเตอร์ให้ใช้งาน

คุณภาพของรูปที่ได้ทั้งสองรุ่นก็จัดอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจมีการตัดขอบดึงแบบออกจากฉากหลังได้เนียน แต่ก็มีจุดที่ต่างกันตรงการจัดการโทนสีผิวของแบบที่ในสภาพแสงปกติทาง OPPO ดูจะให้โทนสีผิวที่เป็นธรรมชาติมากกว่า แต่ถ้าในสภาพแสงน้อยกลายเป็น Huawei ที่ทำได้ดีกว่าโดยเฉพาะการจัดการด้านความสว่างของตัวแบบ

เรื่องของกล้องหน้ากันบ้าง P30 Pro อัดกล้องหน้าความละเอียดสูงถึง 32 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.0 ปรับแต่งหน้าชัดหลังเบลอได้สามารถ Smooth skin ได้ 10 ระดับ, ปรับโครงหน้าได้, ปรับโทนสีผิวได้ และมีโหมดที่เหมาะสำหรับการถ่ายเซลฟี่โดยเฉพาะรวมถึงเทคโนโลยี AI HDR

ฝั่งของ Reno 10x Zoom เป็นกล้องความละเอียด 16 ล้านพิกเซล F/2.0 มีระบบ AI Beauty ที่ปรับแบบออโต้ได้ถึง 100 ระดับ หรือจะปรับแยกส่วนได้ละเอียดทั้งโครงหน้า, ทำหน้าเล็ก, บีบคาง, ทำตาโต, ทำจมูกเล็ก และอื่นๆอีกมากมาย พร้อมด้วยฟีเจอร์ HDR ดึงรายละเอียดของฉากหลังเมื่อถ่ายแบบย้อนแสง หรือจะถ่ายแบบ Portrait mode หน้าชัดหลังเบลอก็สวย

ถ่ายวีดีโอ

สำหรับการถ่ายวีดีโอของ Reno 10x Zoom รองรับความละเอียดสูงสุด 4K@60fps/30fps สามารถถ่ายแบบ Slow-Mo ได้ ขณะที่การซูมจะทำได้สูงสุด 10 เท่า แต่ที่น่าสนใจคือรุ่นนี้รองรับการบันทึกเสียงแบบรอบทิศทา 360 องศาด้วยไมโครโฟน 3 จุดบนตัวเครื่อง ที่ในภายหลังมีการเปิดเผยว่าเป็นเทคโนโลยี OZO Audio ซึ่งใช้กับสมาร์ทโฟนของ Nokia

ทางฝั่งของ P30 Pro ได้เพิ่มความสามารถในการกันสั่นด้วย Dual OIS และเทคโนโลยี AIS รองรับการถ่ายวีดีโอสูงสุดที่ 4K UHD แต่ถ้าจะเอาเฟรมเรท 60fps จะต้องถ่ายที่ 1080p FHD

เรื่องฟังค์ชั่นการถ่ายวีดีโอของรุ่นนี้จัดมาให้เต็มๆด้วยเทคโนโลยี AI Cinematography ใส่ฟิลเตอร์ในการถ่ายวีดีโอได้แบบเรียลไทม์ พร้อมด้วยของใหม่อย่าง Dual-View Video ซึ่งเป็นการบันทึกวีดีโอทั้งแบบ Close up และ Wide-angle พร้อมกัน และแน่นอนว่าสามารถถ่ายแบบ Super Slowmotion ได้สูงสุดที่ 720p@960fps ขณะที่การถ่ายวีดีโอครอบคลุมได้ทั้ง 3 ระยะไม่ว่าจะเป็นการถ่ายแบบเลนส์ไวด์, ถ่ายด้วยเลนส์ปกติ และถ่ายแบบซูมได้ 10 เท่า

Huawei P30 Pro

OPPO Reno 10x Zoom

เทคโนโลยีการซูม

มาถึงจุดที่เป็นไฮไลท์คือเรื่องของการซูมตามที่บอกกันไปก่อนหน้านี้ว่ากล้องหลังของทั้งสองรุ่นใช้เลนส์ Telephoto ที่จัดวางแบบ Periscope หรือเลนส์ซูมแบบปริทรรศน์ โดยออกแบบชุดเลนส์ให้สามารถหักเหแสงในมุม 90 องศา เพื่อเพิ่มระยะทางโฟกัสให้ยาวขึ้น พร้อมทั้งลดการใช้พื้นที่ของโมดูลกล้อง

ด้านสเต็ปการซูมในตัว OPPO Reno 10x Zoom จะเป็น Wide -> 1X -> 2X -> 6X -> 10X -> 60X

ขณะที่ Huawei P30 Pro เป็น Wide -> 1X -> 5X -> 10X -> 50X

เรื่องของภาพที่ได้ถ้าตัดเรื่องของโทนภาพออกไปจะเห็นว่าในสเต็ปการซูมที่เป็น Optical zoom กับ Hybrid zoom จะออกมาสูสีกันมาก แต่เมื่อดันสุดขอบจะเห็นความต่างที่มากขึ้นโดยเฉพาะความคมชัดที่ตัว P30 Pro ซึ่งมีระยะสูงสุดของ Digital zoom ที่น้อยกว่าจะสามารถทำได้ดีกว่า ของ Reno 10x Zoom

อย่างไรก็ดีเรื่องการซูมไม่ว่าจะ 50 หรือ 60 เท่า ส่วนตัวมองว่าเป็นสิ่งที่ผู้ผลิตใส่เข้ามาเพื่อชูให้เห็นถึงความสามารถสูงสุดที่ตัวโปรดักซ์มี ซึ่งในการใช้งานจริงก็คงจะน้อยครั้งมากๆที่เราจะต้องกดซูมกันในระยะขนาดนั้น ถ้าให้เปรียบก็คงเหมือนกับรถยนต์ซูเปอร์คาร์ที่ต่อให้มีการใส่สเปคว่าสามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 330 กม./ชม. แต่ในการใช้งานประจำวันบนท้องถนนก็คงวิ่งในความเร็วสูงสุดไม่เกิน 120 กม./ชม. กันอยู่แล้ว

จากการเปรียบเทียบจะเห็นว่าทั้งสองรุ่นมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน รวมถึงการให้โทนสีของภาพที่เป็นเรื่องของรสนิยมความชอบของแต่ละคนไม่อาจนำมาตัดสินอะไรได้ ซึ่งก็อยู่ที่ตัวผู้ใช้แล้วละว่าจะชอบภาพที่ออกมาจากกล้องตัวใด มีงบในกระเป๋าเท่าไร แล้วสุดท้ายก็เลือกใช้กันไปตามที่ตัวเองต้องการครับ

About Author

RingRangRung

RingRangRung

Partners