รีวิว iPhone 13 Pro หนึ่งในเรือธงตัวท็อป เครื่องสวย สเปคแรง มีกล้องอัพเกรด

โดย RingRangRung | 16 ตุลาคม 2564 เมื่อ 12:27 น. | อ่าน 4,676
รีวิว iPhone 13 Pro หนึ่งในเรือธงตัวท็อป เครื่องสวย สเปคแรง มีกล้องอัพเกรด

รีวิว iPhone 13 Pro หนึ่งในตระกูล Pro ของสมาร์ทโฟนระดับเรือธงรุ่นล่าสุดของ Apple ที่รองจากรุ่น Pro Max ซึ่งการันตีเรื่องความสวย ฟีลสัมผัสดี สเปคแรง รวมถึงกล้องที่ผ่านการอัพเกรดจากรุ่นก่อน

สารบัญ

สเปค iPhone 13 Pro

  • สัดส่วนเครื่อง 146.7 x 71.5 x 7.7 มม. หนัก 204 กรัม
  • จอ Super Retina XDR OLED 6.1 นิ้ว ความละเอียด 2532 x 1170 พิกเซล, 460ppi, ProMotion 120Hz
  • ชิป A15 Bionic (5nm) ประมวลผล Hexa-core มีคอร์ประสิทธิภาพ 2-core + คอร์ประหยัดพลังงาน 4-core
  • ใช้ GPU แบบ 5‑core และมี Neural Engine แบบ 16‑core
  • RAM 6GB+ROM 128GB / 256GB / 512GB/ 1TB
  • กล้องหน้าเลนส์ Wide 12MP (f/2.2,1/3.6″) + เซ็นเซอร์ 3D Depth Sensing
  • กล้องหลัง 3 ตัว + ToF 3D LiDAR Scanner
    • Wide 12MP (f/1.5, 1.9µm, dual pixel PDAF, sensor-shift OIS)
    • Telephoto 12MP (f/2.8, PDAF, OIS, 3x Optical zoom)
    • Ultrawide 120˚ 12MP (f/1.8, PDAF)
  • รองรับการถ่ายวีดีโอ HDR Dolby Vision [email protected] / [email protected]/ ProRes [email protected]
  • รองรับการเชื่อมต่อไร้สาย
    • 5G (sub‑6 GHz)
    • Gigabit LTE พร้อม MIMO แบบ 4×4 และ LAA4
    • Wi‑Fi 6 (มาตรฐาน 802.11ax) พร้อม MIMO แบบ 2×2
    • เทคโนโลยีไร้สาย Bluetooth 5.0
    • ชิปอัลตร้าไวด์แบนด์สำหรับการรับรู้ตำแหน่ง A-GPS, GLONASS, GALILEO, BDS, QZSS
    • NFC
  • แบตเตอรี่ 3095mAh (ไม่เป็นทางการ) รองรับชาร์จไว 25W, USB Power Delivery 2.0, MagSafe wireless charging 15W และ Qi magnetic fast wireless charging 7.5W
  • ระบบปฏิบัติการ iOS 15
  • สีที่วางจำหน่าย Graphite, Gold, Silver, Sierra Blue
  • ราคาเริ่มต้น 38,900 บาท

แกะกล่อง+ดีไซน์

เริ่มด้วยการแกะกล่องกันก่อน iPhone 13 Proรวมถึงรุ่นอื่นๆ ในซีรีส์ ก็มาพร้อมกล่องที่เบาบางเมื่อเหมือนกับรุ่นก่อน ซึ่งเป็นไปตามนโยบายรักษ์โลกของ Apple ที่ต้องการจะลดขยะ และสิ่งที่เพิ่มจากจากปีที่ผ่านมาคือตัวกล่องจะไม่หุ้มด้วยพลาสติกแต่จะใช้แถบกาวเป็นตัวยึดฝากล่องแทน เมื่อดึงแถบกาว เปิดกล่องออกมาก็จะพบกับ

  • iPhone 13 Pro
  • สาย USB‑C to Lightning
  • อุปกรณ์ถอดถาดซิม
  • เอกสารคู่มือ+ใบรับประกันสินค้า+สติกเกอร์

ดีไซน์เรียกว่ายึดแบบมาจาก 12 Pro ตัวเครื่องเป็นขอบเหลี่ยม มีวัสดุเครื่องหน้า-หลังเป็นกระจก ตัวขอบเป็นสแตนเลสสตีลขัดเงา มีมาตรฐานกันน้ำ IP68 หรือทนต่อการลงน้ำจืดในระดับความลึกไม่เกิน 6 เมตร ได้นานสูงสุด 30 นาที

Apple ใช้กระจกด้านหน้าที่เป็น Ceramic Shield กระจกเคลือบเซรามิกที่ทนทานต่อรอยขีดข่วน และยังเคลือบสารกันรอยนิ้วมือ ขณะที่กระจกด้านหลังมีการทำผิวสัมผัสแบบด้าน ยกเว้นบริเวณที่เป็นโลโก้ ซึ่งช่วยลดการเกิดรอยนิ้วมือได้ดี มีสัมผัสที่หรูหรา โดยเครื่องที่เราได้มาเป็นสี Gold ที่จะมีความทองอมชมพูดูสวยหรูใช้ได้

ขนาดเครื่องอยู่ที่ 146.7 x 71.5 x 7.7 มม. หนัก 204 กรัม เกือบเท่ากันกับ iPhone 12 Pro แต่ไม่สามารถใส่เคสด้วยกันได้ เนื่องจาก 13 Pro มีพื้นที่โมดูลกล้องหลังที่กว้างกว่า

หน้าจอของรุ่นนี้มีขนาด 6.1 นิ้ว เท่ากับ 12 Pro ใช้พาแนล Super Retina XDR OLED ความละเอียด 2532 x 1170 พิกเซล มีความหนาแน่นพิกเซล 460ppi ความสว่างหน้าจอไปได้สูงสุดที่ 1200nits แต่ถ้าแบบมาตรฐานจะได้ที่ 1000nits มีอัตราส่วน Contrast Ratio 2,000,000:1 ทำให้ดูคอนเทนท์ที่เป็น HDR ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และมีฟีเจอร์ True Tone ที่ปรับ White Balance บนจอให้ตรงกับอุณหภูมิของแสงรอบๆ

จุดที่เป็นไฮไลท์และเป็นสิ่งที่แฟน Apple รอคอยมานานคือการที่สมาร์ทโฟนรุ่นนี้มีหน้าจอรีเฟรชเรทสูงกับเขาสักทีตัวเทคโนโลยีนี้ Apple ใช้ชื่อ ProMotion หรือเป็นอัตรารีเฟรชเรทของจอที่ปรับได้ในช่วงระหว่าง 10-120Hz ตามลักษณะคอนเทนท์ที่ใช้งาน แต่ถ้าใครไม่แคร์เรื่องการเคลื่อนไหวจอลื่นๆ เน้นเซฟแบตเตอรี่ ก็สามารถเข้าตั้งค่าให้จำกัดรีเฟรชเรทไว้แค่ 60Hz ได้

สัดส่วนขอบจอถือว่าบาง รวมถึงบริเวณติ่งหน้าจอที่เป็นพื้นที่ของลำโพงสนทนา, กล้องหน้า และเซ็นเซอร์ 3D Depth Sensing ก็มีขนาดที่เล็กลงเมื่อเทียบกับรุ่นก่อน ช่วยลดความรำคาญตาเวลาชมคอนเทนท์ไปได้เยอะ

พลิกมาด้านหลังก็เป็นดีไซน์ที่คุ้นเคยมุมซ้ายบนเป็นโมดูลทรงสี่เหลี่ยมของกล้องหลัง 3 ตัวที่วางเรียงกันเป็นทรงสามเหลี่ยมมีแฟลชอยู่ด้านบน และมีเซ็นเซอร์ ToF 3D LiDAR Scanner อยู่ด้านล่าง

ส่วนขอบเครื่องด้านซ้ายมีตัวปรับระดับเสียง และสวิตช์เปิด/ปิดเสียง และช่องใส่ถาดซิม ส่วนปุ่มพาวเวอร์อยู่ด้านขวา ขณะที่ขอบเครื่องด้านล่างมีไมโครโฟน, พอร์ต Lighting และลำโพง

สเปคภายใน

เรื่องของสเปคภายในก็เป็นตามธรรมเนียมของ Apple ที่จะจัดชิปเซตรุ่นใหม่ล่าสุดให้กับมือถือซีรีส์นี้โดยที่ iPhone 13 Pro ใช้ชิป A13 Bionic สถาปัตยกรรมการผลิตระดับ 5 นาโนเมตร ประมวลผลแบบ Hexa-core โดยมี 2-core ที่เป็นการประมวลผลที่เน้นประสิทธิภาพ และมี 4-core ที่เป็นการประมวลผลแบบประหยัดพลังงาน ขณะที่ GPU มี 5-core และมี Neural Engine แบบ 16‑core

ด้านหน่วยความจำในรุ่นนี้ก็มีให้เลือก 4 ขนาด ตั้งแต่ 128GB, 256GB, 512GB และ 1TB ส่วนสเปค RAM ไม่มีข้อมูลทางการจากฝั่งผู้ผลิต แต่จากแหล่งข้อมูลภายนอกระบุว่าจะอยู่ที่ 6GB ส่วนระบบปฏิบัติการเป็น iOS 15 ตั้งแต่แกะกล่องออกมา ด้านระบบเครือข่ายไร้สายในรุ่นนี้รองรับสัญญาณ 5G แบบ Sub-6GHz ที่ใช้งานในไทยได้ พร้อมโหมดตัดสลับไปใช้ LTE และประหยัดแบตเตอรี่ให้โดยอัตโนมัติ เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ความเร็วบนเครือข่าย 5G ส่วน Wi-Fi ก็เป็น Wi-Fi 6

เรื่องการประมวลผลของชิป A15 ทางผู้ผลิตเคลมว่าประมวลผลได้ดีกว่ามือถือรุ่นอื่นๆ ถึง 50% โดยไม่ได้ระบุว่าไปเทียบกับชิปของอะไร และจากการทดสอบด้วยแพลตฟอร์ม Benchmark อย่าง AnTuTu V9.0.3 ก็พบว่ามือถือรุ่นนี้ทำคะแนนได้ถึง 778,961 คะแนน

สำหรับการเล่นเกม 13 Pro สามารถรองรับเกมที่กินทรัพยากรเครื่องแบบหนักๆ ได้อย่างไม่มีปัญหาไม่ว่าจะเป็น PUBG Mobile, Call Of Duty Mobile, ROV หรือ Genshin Impact โดยเฉพาะกับเกมหลังที่ล่าสุดมีอัพเดตให้ 13 Pro / 13 Pro Max สามารถเปิดเล่นในเฟรมเรท 120Hz ได้แล้ว

GENSHIN IMPACT ออกอัพเดตโหมดเฟรมเรท 120FPS ให้อุปกรณ์ IOS

เรื่องสเปคสเปคแบตเตอรี่ปกติทาง Apple มักไม่ค่อยออกมาเผยความจุที่แท้จริงแต่จากข้อมูลที่ไปหามาน่าจะอยู่ที่ 3095mAh เมื่อทำงานร่วมกับระบบปฏิบัติการและชิปเซตก็เพียงพอจะอยู่ได้ทั้งวันสบายๆ ตามที่ทางค่ายเคลมว่าอยู่ได้นานกว่า 12 Pro 1.5 ชั่วโมง ส่วนเทคโนโลยีชาร์จรุ่นนี้รองรับชาร์จไวผ่านสายที่ 25W ด้วยเทคโนโลยี PD 2.0 ขณะที่การชาร์จแบบไร้สายก็รองรับ MagSafe 15W และการชาร์จด้วยอุปกรณ์มาตรฐาน Qi 7.5W แต่แน่นอนว่าต้องไปหาอะแดปเตอร์ชาร์จที่รองรับกันเอง

ความสามารถของกล้อง

เรื่องความสามารถของกล้องต้องบอกว่าตระกูล iPhone 13 Pro ค่อนข้างชูเรื่องนี้มากๆ ก่อนอื่นก็ต้องไล่กันที่สเปคกล้องหลังกันก่อน ซึ่งประกอบไปด้วย

  • กล้องหลักเลนส์ Wide 12MP (f/1.5, 1.9µm, dual pixel PDAF, sensor-shift OIS)
  • เลนส์ Telephoto 12MP (f/2.8, PDAF, OIS, 3x Optical zoom)
  • เลนส์ Ultrawide 120˚ 12 MP (f/1.8, PDAF)

ใน 13 Pro มาพร้อมกับเซ็นเซอร์กล้องขนาดใหญ่ขึ้น พร้อมระบบกันสั่น sensor-shift OIS ที่ช่วยให้การถ่ายภาพแสงน้อยทำได้ดีขึ้น รวมถึงการถ่ายวีดีโอที่ทำได้นิ่งมากๆ ขณะที่การถ่ายในสภาพแสงปกติก็เก็บรายละเอียด สีสันได้สวยงามไม่มีปัญหา

ส่วนกล้อง Ultrawide ในรุ่นนี้นอกจากจะเก็บภาพมุมกว้าง 120 องศาได้แล้ว ก็ยังมีลูกเล่น Macro Mode ที่สลับได้เองโดยอัตโนมัติเมื่อกล้องจับระยะวัตถุได้ แต่เราก็พบปัญหาเมื่อใช้งานจริงในเรื่องความสมูทในการสลับระยะของกล้องที่จะมีอาการวูบไปมา ทำให้ยากต่อการจัดองค์ประกอบของภาพซึ่งก็ได้แต่หวังว่า Apple จะรีบมีตัวอัพเดตเพื่อแก้ปัญหานี้ หรือเพิ่มออฟชั่นให้ผู้ใช้เปลี่ยนระยะกล้องเองได้โดยไม่ต้องให้ระบบคำนวนให้ ด้านกล้อง Telephoto มีระยะ Optical zoom ได้ 3 เท่า การตัดขอบหน้าชัดหลังเบลอในโหมด Portrait ถือว่าทำได้ดี

ส่วนกล้องหน้าต้องยอมรับว่า Apple ไม่ได้พัฒนาอะไรขึ้นมาจากรุ่นก่อนมากนัก โดยที่ยังใช้ชุดกล้องเลนส์ Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 ขนาดเซ็นเซอร์ 1/3.6 นิ้ว ทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ 3D Depth Sensing โทนกล้องปกติก็จะออกมาเรียลๆ มี HDR ช่วยดึงรายละเอียดเมื่อถ่ายในจุดที่มีความต่างของแสงเยอะๆ ส่วนเซลฟี่หน้าชัดหลังเบลอทำได้ยอดเยี่ยม

สิ่งที่เป็นของใหม่และมีให้ใช้ทั้งกับกล้องหน้าและกล้องหลังคือฟีเจอร์ Photographic Styles ซึ่งเป็นโปรไฟล์การปรับแต่งกล้องในโทนต่างๆ ให้เลือกใช้งานกันโดยที่ยังคงได้ภาพที่ออกมาเป็นธรรมชาติ ขณะที่ตัวคนใช้เองก็สามารถปรับโทน หรืออุณหภูมิสีเพิ่มจากที่มีอยู่ได้เพื่อให้ตรงกับความต้องการ

อีกลูกเล่นที่อยากนำเสนอคือตัว Cinematic Mode ซึ่งเป็นฟีเจอร์การถ่ายวีดีโอที่ให้คุณภาพการโฟกัส สร้างมิติการเบลอ คล้ายกับงานภาพยนต์ รวมถึงการเปลี่ยนตำแหน่งจุดโฟกัสที่ทำได้สมูธแนบเนียน

ด้านการถ่ายวีดีโอใน iPhone 13 Proที่เป็นหน่วยความจำ 256GB ขึ้นไปจะรองรับการถ่ายแบบ ProRes สามารถบันทึกวีดีโอได้ในระดับความละเอียด [email protected] ใครที่ชอบถ่ายวีดีโอก็น่าจะชอบมือถือเครื่องนี้ ติดที่ว่าไม่ได้มีโหมด Pro ให้ปรับแต่งอะไรมากนัก

ตัวอย่างภาพจากกล้อง

สรุป+ราคา

ส่วนตัวมองว่า iPhone 13 Pro เป็นสมาร์ทโฟนที่เหมาะสำหรับคนที่ใช้รุ่นเก่ากว่า iPhone 12 เพราะจะได้สัมผัสประสบการณ์การใช้งานที่ก้าวกระโดดอย่างชัดเจน ส่วนคนที่ใช้ 12 Pro อยู่แล้วและอยากขยับมาเป็น 13 Pro ถ้าเป็นผู้ใช้ทั่วไปไม่ได้เป็นสายถ่ายภาพ ถ่ายวีดีโอก็อาจจะได้รับประสบการณ์การใช้งานกล้อง, หน้าจอ กับชิปประมวลผลที่ดีขึ้น แต่ก็อาจจะไม่ได้รู้สึกว้าวอะไรมากนัก การรอรุ่นต่อไปก็คงจะเป็นอะไรที่น่าสนใจมากกว่า

สรุปราคาไทย พร้อมวันวางขาย! IPHONE 13 SERIES / IPAD และ IPAD MINI ใหม่

ส่งท้ายด้วยเรื่องราคาของ iPhone 13 Pro ที่ขายในไทยมีดังนี้

  • 128GB : 38,900 บาท
  • 256GB : 42,900 บาท
  • 512GB : 50,900 บาท
  • 1TB : 58,900 บาท

About Author

RingRangRung

RingRangRung

Partners