ส่องความพร้อม HUAWEI กับธุรกิจสมาร์ทดีไวซ์ในปี 2021

โดย RingRangRung | 26 พฤศจิกายน 2563 เมื่อ 20:30 น. | อ่าน 349

บริษัท หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย) อัปเดตข้อมูลกลุ่มธุรกิจสมาร์ทดีไวซ์ในปี 2020 พร้อมเผยความพร้อมสำหรับลุยตลาดในปีหน้า

คอนเซปต์ “Seamless AI Life” ยังแข็งแกร่ง

ตลอดปีที่ผ่านมาคำว่า “ชีวิตเอไอไร้รอยต่อ” หรือ Seamless AI Life ยังคงเป็นคอนเซ็ปต์สำคัญของ HUAWEI ที่จะส่งมอบระบบอีโคซิสเต็มแบบครบวงจรให้กับผู้ใช้ทั้งเรื่องของซอฟต์แวร์ และฮาร์ดแวร์

ปี 2020 นับเป็นปีที่แบรนด์โฟกัสไปที่การยกระดับของซอฟต์แวร์ HUAWEI Mobile Services (HMS) เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานสมาร์ทโฟนที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค และทำให้ผู้ใช้สามารถทำงานข้ามอุปกรณ์ได้อย่างไร้รอยต่อ

บริการ HMS ที่มีในปัจจุบันประกอบไปด้วย

  • HUAWEI AppGallery : ตลาดแอปพลิเคชันมือถือที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 3 ของโลก ซึ่งปัจจุบันมีแอปฯ ในแพลตฟอร์ม HMS Core กว่า 96,000 แอปฯ และมีผู้ใช้งานประจำกว่า 490 ล้านรายทั่วโลก
  • HUAWEI ID : ศูนย์กลางที่เชื่อมโยงทุกแอปพลิเคชันไว้ในที่เดียว เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าใช้งานให้กับผู้ใช้
  • HUAWEI Browser : เบราว์เซอร์ที่เน้นความปลอดภัยและการใช้งานง่าย
  • HUAWEI Mobile Cloud : พี้นที่บน Cloud ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยให้ความสำคัญกับระบบความปลอดภัย โดยเป็นฐานเก็บข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญของผู้ใช้ อีกทั้งเชื่อมต่อการอัพโหลดและดาวน์โหลดในหลายอุปกรณ์ผ่าน HUAWEI ID
  • HUAWEI Themes : แหล่งดาวน์โหลดธีมมือถือเพื่อปรับแต่งสมาร์ทโฟนให้ออกมาสวยสมใจ
  • HUAWEI Music : แอปพลิเคชันสำหรับฟังเพลงที่มีเพลงให้เลือกฟังกว่า 10 ล้านเพลง
  • HUAWEI Video : แอปพลิเคชันสำหรับรับชมวิดีโอทั้ง ภาพยนตร์, วาไรตี้ และรายการชั้นนำต่างๆ จากทั่วโลก
  • HUAWEI Assistant : ผู้ช่วยอัจฉริยะส่วนตัวที่คอยช่วยแนะนำการแก้ไขปัญหาต่างๆ, อัปเดตข่าวสารตลอดวัน รวมถึงสืบค้นข้อมูล ให้กับผู้ใช้

นอกจากนี้แท็บเล็ตและสมาร์ทโฟนของ HUAWEI จะมีของใหม่อย่าง Petal Search คือ วิดเจ็ตอัจฉริยะที่จะช่วยค้นหาแอปฯ และข้อมูลจากคีย์เวิร์ดต่างๆ ได้แบบเดียวกันกับระบบ Search engine ทั่วไป

ปี 2020 กับการแก้เกมบนกลยุทธ์ 1+8+N

1+8+N ถือว่าเป็นกลยุทธ์สำคัญในด้านธุรกิจเทคโนโลยี และการสร้างระบบอีโคซิสเต็มของบริษัทให้แข็งแกร่งตามแนวคิด “Seamless AI Life” เพื่อพาบริษัทเอาตัวรอดจากสถานการณ์ต่างๆ ที่กำลังประสบอยู่ในขณะนี้

ตามกลยุทธ์ดังกล่าว เลข 1 จะแทน “สมาร์ทโฟน” ที่เป็นหัวใจในการเชื่อมต่อและควบคุมการทำงานของดีไวซ์อื่นๆ ส่วนเลข 8 หมายถึงสมาร์ทดีไวซ์อื่นๆ อีก 8 อย่างที่จะเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนอาทิ แล็ปท็อป แท็บเล็ต สมาร์ทวอช สมาร์ทออดิโอ เป็นต้น ขณะที่ N หมายถึง อินเทอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่ง (IoT) เชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ ที่จะอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิต

ทุกอย่างจะถูกเชื่อมด้วย + ซึ่งหมายถึงเครือข่ายการเชื่อมต่อในบริเวณกว้าง (WAN) และเทคโนโลยีการเชื่อมต่อระยะใกล้ เช่น HUAWEI Share และ HiLink

ในรอบปีที่ผ่านมา HUAWEI ก็ได้เปิดตัวสมาร์ทดีไวซ์แบบครบวงจรตั้งแต่ สมาร์ทโฟน (Mate Series/ P Series/ nova Series/ Y Series), แล็ปท็อป (MateBook X Pro / MateBook Series / MateBook D Series), แท็บเล็ต ( MatePad Pro / MatePad / MatePad T), สมาร์ทวอทช์ (Watch GT Series / Watch Fit / Band) และหูฟังไร้สายกับแว่นตาอัจฉริยะ (FreeBuds Series /FreeLace Series / HUAWEI x GENTLE MONSTER Eyewear)

สำหรับไตรมาสที่ 4 ของปีแบรนด์ยักษ์จากจีนก็ยังคงเดินหน้าเปิดตัวโปรดักซ์ใหม่อย่างต่อเนื่องและล่าสุดก็เป็นคิวของสมาร์ทโฟน Mate 40 Series 5G ที่เปิดตัวแบบสากลไปเมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา และจะเปิดตัวในไทยวันที่ 3 ธันวาคมนี้

อิงมาร์ หวาง ผู้อำนวยการ บริษัท หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย) ได้เล่าว่า จากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ทำให้บริษัทต้องหาทางเอาตัวรอดมาโดยตลอดด้วยกลยุทธ์หลักอย่าง 1+8+N และยังคงเดินหน้าลุยตลาดสมาร์ทโฟนอย่างต่อเนื่อง คู่ไปกับการขยายสินค้าให้ครอบคลุมรอบด้าน

“ปี 2021 HUAWEI มีแผนจะนำสินค้าเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยมากกว่า 50 SKU โดยที่แบรนด์ยังคงให้ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศ Tier 1 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และคาดหวังว่าจะได้ที่ 3 ด้านบริการอีโคซิสเต็มในไทย”

ด้านปัญหาชิปเซตจากสถานการณ์คว่ำบาตรของสหรัฐฯ ฝั่งผู้บริหารได้ยืนยันว่าตัวสต็อกที่มีอยู่ยังเพียงพอต่อการใช้งานในรุ่นเรือธง และหวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้นหลัง โจ ไบเดน คว้าตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนต่อไป

ในมุมของ HMS ทางบริษัทก็มีการพัฒนาระบบให้ตอบโจทย์ต่อการใช้งานของคนไทยอย่างต่อเนื่อง โดยที่ไม่ได้มองแค่การเพิ่มจำนวนผู้ใช้เพียงอย่างเดียว แต่ยังมองหาวิธีที่จะส่งมอบเซอร์วิสที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า

ปัจจุบันถือได้ว่า HMS ได้มีก้าวแรกที่สำคัญไปแล้วคือการสร้างเซอร์วิสที่เหมือนกับที่ Google Mobile Services (GMS) มี ขณะที่ก้าวต่อของ HMS คือจะทำสิ่งที่ GMS มีให้ออกมาดียิ่งกว่า หรือการสร้างในสิ่งที่ GMS เองไม่มี

“การขยายตลาด HMS ในไทยทางแบรนด์เองก็มีทีมที่ดูแลด้านการพัฒนาแอปฯ กว่า 20 ชีวิต โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้ใช้งาน AppGallery ก่อน ซึ่งผลตอบรับส่วนใหญ่ก็ออกมาดี และในขณะเดียวกันก็จะขยายโปรดักซ์ในกลุ่ม N ที่เป็นสินค้า IoT ต่างๆ โดยหวังว่าจะทำให้ธุรกิจฝั่งคอนซูมเมอร์มีตัวเลขการเติบโตสองหลักในตลาดประเทศไทย”

ทั้งนี้ในปีหน้า อิงมาร์ หวาง จะหมดวาระการทำหน้าที่ผู้อำนวยการ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย) และจะกลับไปประจำการที่สำนักงานใหญ่ประเทศจีน โดยที่ เกวิน เฉิง ที่เคยประจำอยู่ที่นิวซีแลนด์จะมาสืบทอดตำแหน่งแทน

สำหรับประเทศไทยตัว เกวิน เฉิง มองว่าทางแบรนด์ยังมีโอกาสที่จะเติบโตผ่านช่องทางขายออนไลน์ ซึ่งจะมีการจับมือกับพาร์ทเนอร์ออนไลน์อย่างต่อเนื่อง คู่กับการพัฒนาธุรกิจการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ของแบรนด์เอง

About Author

RingRangRung

RingRangRung

Partners