รีวิว Huawei Mate 30 Pro ซูเปอร์เรือธงกล้องเทพ สเปคแรง ที่ถูกสกัดดาวรุ่ง

โดย RingRangRung | 11 พฤศจิกายน 2562 เมื่อ 15:00 น. | อ่าน 1,077

เปิดตัวในไทยเป็นที่เรียบร้อยสำหรับเรือธงประจำครึ่งปีหลังอย่าง Huawei Mate 30 Pro ที่อัดสเปคมาเต็มพิกัด รวมถึงความสามารถด้านการถ่ายภาพที่พร้อมจะกลับมานั่งบัลลังค์แชมป์อีกครั้ง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนคือไม่มีบริการ GMS หรือ Google Mobile Service อันเป็นผลมาจากเกมสงครามการค้าระหว่างชาติมหาอำนาจ

สเปค Huawei Mate 30 Pro

  • สัดส่วนเครื่อง 158.1 x 73.1 x 8.8 มม. หนัก 198 กรัม
  • หน้าจอ OLED ขนาด 6.53 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400×1176พิกเซล) อัตราส่วน 18.5:9 รองรับ HDR10 และ DCI-P3
  • ชิปประมวลผล HiSilicon Kirin 990 ประมวลผล Octa-core (2×2.86GHz Cortex-A76 & 2×2.09GHz Cortex-A76 & 4×1.86GHz Cortex-A55) มี GPU Mali-G76 MP16
  • สเปคหน่วยความจำที่เข้าไทย RAM 8GB+256GB
  • รองรับการทำงานสองซิม และหน่วยความจำเสริม NM SD Card สูงสุด 256GB
  • กล้องหลัง SuperSensing Cine Camera ประกอบด้วย
    • Cine Camera เลนส์ Ultrawide 40MP , รูรับแสง f/1.8, 1/1.54″, PDAF
    • SuperSensing Camera เลนส์ Wide 40MP , รูรับแสง f1/6, 1/1.7″, PDAF, OIS
    • Telephoto Camera 8MP , รูรับแสง f/2.4, 1/4″, PDAF, OIS, 3x Optical zoom
    • กล้องวัดระดับความลึก 3D TOF camera
  • กล้องหน้าเลนส์ Wide 32MP, f/2.0 + 3D TOF camera
  • รองรับสัญญาน Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, DLNA, Wi-Fi Direct, hotspot
  • รองรับ Bluetooth 5.1, A2DP, aptX HD, LE
  • มีเทคโนโลยีระบุตำแหน่ง dual-band A-GPS, GLONASS, BDS, GALILEO, QZSS
  • รองรับ NFC และมี Infrared Port
  • เวอร์ชั่นที่ขายในไทยเป็นตัว 4G รองรับสัญญานเครือข่าย
    • 4G FDD LTE: Bands 1 / 2 / 3 / 4 / 5 / 6 / 7 / 8 / 9 / 12 / 17 / 18 / 19 / 20 / 26 / 28 / 32
    • 4G TDD LTE: Bands 34 / 38 / 39 / 40 / 41
    • 3G WCDMA: Bands 1 / 2 / 4 / 5 / 6 / 8 / 19
    • 3G TD-SCDMA: Bands 34 / 39
    • 2G GSM: Bands 2 / 3 / 5 / 8 (850 / 900 / 1800 / 1900 MHz)
  • มีสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอและระบบสแกนใบหน้าแบบ 3D
  • รันกับ EMUI10 (บนพื้นฐาน Android 10) ติดตั้งบริการ Huawei Mobile Services (HMS)
  • แบตเตอรี่ขนาด 4500mAh มีชาร์จไว SuperCharge 40W และ wireless charging 27W มี Reverse wireless charging ที่ไวกว่าเดิม 3 เท่า
  • สเปคสีที่ขายในไทย Space Silver / Black
  • ราคาเปิดตัว 28990 บาท

สตาร์ทกันด้วยแพ็คเกจ Mate series รุ่นนี้ยังคงใช้สีดำเรียบหรู อุปกรณ์ภายในประกอบด้วย

  • เครื่อง Huawei Mate 30 Pro
  • เคสใส
  • อะแดปเตอร์ Super Charge 40W
  • สาย USB-C
  • ชุดหูฟังพอร์ต USB-C
  • เข็มจิ้มถาดซิม
  • คู่มือการใช้งาน+ใบรับประกัน

(หมายเหตุ : แพ็คเกจที่ได้มาเป็นเครื่องรีวิวทำให้อุปกรณ์ไม่ได้ครบเหมือนกันแพ็คเกจที่ขายจริง)

awei Mate 30 series ถูกพัฒนาบนแนวคิด “Rethink Possibilities” หรือ คิดมุมใหม่เปลี่ยนสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งก็ทำให้รุ่นนี้มาพร้อมกับที่สุดด้านงานดีไซน์

Mate 30 Pro มีตัวเครื่องขนาด 158.1 x 73.1 x 8.8 มม. หนัก 198 กรัม งานประกอบจัดว่าดีมีความพรีเมี่ยมด้วยวัสดุกระจกหน้า-หลังที่เป็น Gorilla Glass 6 ตัวขอบใช้วัสดุอลูมิเนียม มีมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP68 โดยมีสีที่เข้าไทยประกอบด้วย Space Silver กับ Black

หน้าจอของรุ่นนี้โดดเด่นด้วยนวัตกรรมดีไซน์ตัวขอบจอ ซ้าย-ขวา ให้โค้งมากถึง 88 องศา ที่ทางค่ายเรียกว่า Horizon Display ซึ่งทำให้ดูมีพื้นที่แสดงผลเต็มตามากขึ้นในอัตราส่วน 18.4:9 สำหรับแผงหน้าจอเป็น Flex OLED ขนาด 6.53 นิ้ว ความละเอียดสูงสุด FHD+ (2400×1176 พิกเซล)

ตัวจอมีขอบเขตการแสดงผลสีกว้าง DCI-P3 มาพร้อมระบบตัดแสงสีฟ้าที่เป็นอันตรายต่อสายตาได้ถึง 25% และมีการแสดงผลตัวสีที่จัดจ้านแบบ Cinematic Colour พร้อมด้วยฟีเจอร์พร้อม Smart resolution ที่จะสลับความละเอียดของจอระหว่าง HD+ (1600×784 พิกเซล) กับ FHD+ แบบออโต้ตามลักษณะการใช้งานเพื่อลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น และมี Always on Display ให้ใช้

เรือธงรุ่นนี้ยังคงไว้ซึ่งพื้นที่รอยบากเพื่อเพิ่มเทคโนโลยีอย่างเซ็นเซอร์ตรวจจับท่าทาง และ 3D Depth-camera เข้าไปพื้นที่เดียวกันกับกล้องหน้า, Proximity และ Ambiant Light sensor ส่วนฟีเจอร์ถมดำแถบแสดงสถานะเพื่อซ่อนรอยบากก็มีให้ใช้เหมือนเดิม

ตัวเซ็นเซอร์ใหม่ที่ใส่เข้ามาทำให้สามารถใช้ท่าทางของฝ่ามือในการสั่งงาน Mate 30 Pro ได้ อาทิเช่น แบมือแล้วกำ= แคปหน้าจอ, ตวัดฝามือลง = ปัดหน้าจอลง หรือ ตวัดฝามือขึ้น = ปัดหน้าจอขึ้น

สำหรับลำโพงสนทนารุ่นนี้ไม่มีแต่ใช้เทคโนโลยี Sound on Display ส่งคลื่นเสียงผ่านแรงสั่นสะเทือนหน้าจอ

ตัวพื้นที่ขอบจอด้านล่างถือว่าบางมี Navigation Bar (ปุ่ม Home, Back, Recent) แบบ On-Screen สัมผัสบนหน้าจอ ซึ่งสามารถตั้งค่าเปลี่ยนการควบคุมเป็นแบบ Gestures หรือ Navigation dock ได้ตามถนัด

พลิกมาด้านหลังจะพบกับดีไซน์การจัดวางกล้องหลังแบบใหม่โดยวางตำแหน่งกล้องหลังสี่ตัวเป็นทรงสี่เหลี่ยม อยู่ในโมดูลกล้องหลังทรงกลมที่เรียกว่า “Halo Ring Design” ซึ่งแรงบันดาลใจสำคัญมาจากลักษณะเลนส์กล้องของ Leica แบรนด์พันธมิตรสำคัญของ Huawei ขณะที่แฟลช LED กับเซ็นเซอร์โฟกัสอยู่มุมซ้ายของกล้อง

มาถึงพื้นที่ขอบเครื่อง Mate 30 Pro จะเหลือแค่ปุ่มพาวเวอร์ให้ใช้งานเท่านั้น และได้นำเทคโนโลยีการสัมผัสขอบจอ Side-Touch Interaction มาใส่แทนการปุ่มปรับระดับเสียง

ระบบนี้จะทำงานโดยใช้การแตะขอบเครื่องส่วนด้านบนสองครั้งและเลื่อนขึ้น-ลง เพื่อลดหรือเพิ่มเสียง ซึ่งเครื่องเองจะมีการตอบสนองด้วยการสั่นเบาๆสร้างมิติในการใช้งาน แถมยังประยุกต์ไปใช้ในฟังค์ชั่นอื่นๆ อาทิเช่น ใช้แทนชัตเตอร์สำหรับโหมดถ่ายภาพ หรือตั้งเป็นปุ่มเสริมเวลาเล่นเกมได้ด้วย

ขอบเครื่องด้านล่างเป็นช่องเก็บถาดซิม, ไมโครโฟน, พอร์ต USB-C และลำโพงหลัก ส่วนขอบเครื่องด้านบนมีไมค์ตัดเสียงรบกวน กับช่อง IR Blaster

มาถึงสเปคภายในแน่นอนว่ามากับชิปประมวลผลรุ่นท็อปสุดของค่ายอย่าง Kirin 990 ที่ผลิตด้วยสถาปัตยกรรม EUV ระดับ 7 นาโนเมตร แกนประมวลผลภายในประกอบด้วย Cortex-A76 2.86GHz Dual Core + Cortex-A76 2.09GHz Dual Core + Cortex-A55 1.86GHz Quad Core และมี GPU Mali-G76 16-Core

ตัวชิปใหม่ทำงานได้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นก่อน 23% และประหยัดพลังงานขึ้นถึง 23% ขณะที่ GPU ทำงานดีขึ้น 39% และประหยัดพลังงานขึ้น 32% แถมยังแรงต่อเนื่องกำลังไม่ตกด้วยเทคโนโลยีระบายความร้อน

ด้านการเชื่อมต่อรุ่นนี้มีการติดตั้งเสารับสัญญานมากถึง 21 เสา โดยที่มี 14 เสาที่รองรับ 5G ทำให้รองรับได้ถึง 8 แบนด์ นอกจากนี้ยังรองรับเครือข่าย 5G ทั้ง 2 ซิมการ์ด (สแตนด์บายใช้งานได้ทีละ 1 ซิม) แต่สำหรับเครื่องที่เข้าไทยเป็นเวอร์ชั่น 4G

แบตเตอรี่ใส่มาให้ 4500mAh สนับสนุนเทคโนโลยีชาร์จไว SuperCharge แบบรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการชาร์จผ่านสาย 40 วัตต์ และ ไร้สาย 27 วัตต์ มี Reverse wireless charging ที่ไวกว่าเดิม 3 เท่า 

ระบบปฏิบัติการก็เป็นของใหม่ EMUI 10 บนพื้นฐาน Android 10 ที่เน้นไปที่การปรับปรุงเรื่อง UX Design เป็นหลัก ซึ่งทางเราเองก็เคยเขียนถึงเรื่องนี้กันไปแล้ว สามารถคลิกอ่านได้ตามนี้ <<คลิก>>

การรักษาความปลอดภัยใส่มาให้ทั้งสแกนลายนิ้วมือบนจอ กับสแกนใบหน้า 3D Face Unlock ที่ทำได้รวดเร็วทันใจแถมของใหม่ยังมีฟีเจอร์ล็อคเครื่องออโต้เมื่อพบว่ามีใบหน้าของคนอื่นมาแอบมองหน้าจออยู่

ใครที่ตามข่าวกันมาก็คงพอจะทราบกันดีว่า Mate 30 Pro ได้เปิดตัวมาโดยไม่มีบริการ Google Mobile Services (GMS) อันเป็นผลมาจากการที่ Huawei ถูกทางรัฐบาลสหรัฐฯขึ้นบัญชีดำ (Entity List) และมาตรการดังกล่าวก็มีผลต่อทาง Huawei ที่จะต้องติดต่อทำธุรกิจกับบริษัทสัญชาติสหรัฐฯ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ Google

ด้วยเหตุนี้ทางแบรนด์ยักษ์จากจีนก็ต้องแก้เกมด้วยการพัฒนา Huawei Mobile Service (HMS) ขึ้นมาทดแทน ซึ่งการโหลดแอปฯจะต้องทำผ่าน Huawei AppGallery เป็นช่องทางหลัก

จากการลองใช้เบื้องต้นพบว่าแอปฯหลายตัวที่มีให้ใช้บน Google Play Store ก็เริ่มเข้ามาอยู่บน AppGallery กันบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่ทั้งหมดโดยเฉพาะบรรดาแอปฯและเกมที่ฮิตกันในไทย ขณะที่ระบบคัดกรองแอปฯเองก็ยังทำได้ไม่ดีนักจึงทำให้มีทั้งแอปฯที่มีคุณภาพใช้งานได้จริง ปะปนไปกับแอปฯที่ไม่ได้คุณภาพ รวมถึงการแฝงโฆษณาภายในแอปฯแต่ละตัวที่เรียกว่าเยอะมากๆ ซึ่งก็ต้องให้เวลาอีกสักพักใหญ่ๆ สำหรับการปรับปรุงและพัฒนา HMS ให้ทดแทน GMS ได้

ในมุมคนที่ต้องการใช้แอปฯที่ไม่มีใน AppGallery ก็ต้องใช้วิธีการโหลดเป็นไฟล์ APK มาลงด้วยตัวเอง ซึ่งก็ต้องวัดดวงและยอมแบกรับความเสี่ยงทั้งด้านความปลอดภัยของข้อมูลในเครื่อง จนถึงการทำงานของระบบว่าจะรองรับด้วยหรือไม่

ด้านการเล่นเกมจากการทดสอบเท่าที่ทำได้อย่าง PUBG Mobile ก็เข้าขั้นท็อปด้วยกราฟฟิกสูงสุก Ultra-HDR สำหรับเกม Fortnite ก็เล่นได้ลื่นๆเท่าที่การตั้งค่าสูงสุดจะรอบรับ

มาถึงการถ่ายภาพ Mate 30 Pro คว้าคะแนนทดสอบจาก DxOMark ไป 121 คะแนน เฉลี่ยเป็นคะแนน ภาพนิ่ง 132 คะแนน วีดีโอ 100 คะแนน ขึ้นแท่นอันดับ 1 ของตารางในปัจจุบัน สำหรับกล้องหน้าทำได้ 93 คะแนน อยู่อันดับที่ 5 ของตาราง

ความสุดยอดของกล้องหลังรุ่นนี้มาจากเทคโนโลยีใหม่ SuperSensing Cine Camera โดยมีกล้องหลัง 4 ตัวประกอบด้วย

  • Cine Camera เลนส์ Ultrawide 40MP , รูรับแสง f/1.8, 1/1.54″, PDAF
  • SuperSensing Camera เลนส์ Wide 40MP , รูรับแสง f1/6, 1/1.7″, PDAF, OIS
  • Telephoto Camera 8MP , รูรับแสง f/2.4, 1/4″, PDAF, OIS, 3x Optical zoom
  • กล้องวัดระดับความลึก 3D TOF camera

สำหรับกล้องหน้าเป็นเลนส์ Wide 32MP รูรับแสง f/2.0 ทำงานร่วมกับ 3D TOF camera ซึ่งช่วยให้การถ่ายเซลฟี่มีมิติ แยกใบหน้าออกจากฉากหลังได้แนบเนียน แถมยังมี Night mode ให้ใช้ด้วย

เทคโนโลยีกล้องหลังของ Mate 30 Pro เรียกว่าเป็นการนำของ P30 Pro มาต่อยอด โดยที่ใส่เซ็นเซอร์หลักความละเอียด 40 ล้านพิกเซล มาถึง 2 ตัว โดยที่กล้อง SuperSensing Camera เป็นของใหม่ RYYB SuperSpectrum (แดงเหลืองเหลืองน้ำเงิน) ซึ่งสามารถรับแสงและเก็บสีสันได้อย่างเป็นธรรมชาติมากกว่าเดิมถึง 40% แถมยังมีขนาดใหญ่ถึง 1/1.7 นิ้ว

ขณะที่ Cine Camera เป็น RGGB ขนาด 1/1.54 นิ้ว พร้อมด้วยรูรับแสงก็มีให้กว้างสูงสุดถึง F/1.6 ส่งผลให้รุ่นนี้สามารถดัน ISO ได้ทะลุขีด 409,600 ถ่ายได้แม้จะอยู่ในที่มืดระดับสายตามนุษย์ยังมองไม่เห็น แต่ในการใช้จริงก็ควรจะมีจุดให้มองเห็นสักเล็กน้อยเพื่อให้กล้องจับโฟกัส

ด้านระบบ Master AI บนตัวกล้องที่ยังคงเด็ดขาด ฉลาดในการตรวจจับซีนที่ถ่าย แถมรอบนี้มีการพัฒนาการปรับแต่งสีสันให้ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น โดยเฉพาะกับสีผิวของคน และที่น่าประทับใจคือเรือธงรุ่นนี้สามารถถ่ายพระจันทร์ได้

เรื่องเทคโนโลยีการซูมก็ไม่เป็นรองรุ่นต้นปีแม้จะมีการปรับลดสเปคลงมาบ้าง โดยที่รุ่นนี้มีคุณสมบัติการซูมผ่านชิ้นเลนส์ Optical Zoom ได้ถึง 5 เท่า, Hybrid Zoom ได้ 10 เท่า และ Digital Zoom ที่ทำได้ถึง 30 เท่า

อีกเรื่องที่มีการพัฒนาอย่างชัดเจนคือความสามารถในการถ่ายวีดีโอที่ถ่ายได้ในความละเอียด 4K@60fps เข้ารหัสไฟล์แบบ H.265 เพื่อไม่ให้กินพื้นที่ความจำมากจนเกินไป และสามารถดัน ISO ได้ถึง 51200 พร้อมด้วยลูกเล่นทั้งการถ่ายได้หลากหลายระยะรวมถึงโหมด Dual-View

โหมด Dual-View

นอกจากนี้ยังมีโหมด Slow Motion ที่ถ่ายได้ถึง 7680fps มีเทคโนโลยี Real-time Bokeh สร้างโบเก้ได้เรียลไทม์ขณะถ่ายวีดีโอ หรือโหมด Time-laps ในระดับ 4K HDR+

โหมด Slow Motion

โหมด Time-laps

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้อง Huawei Mate 30 Pro

จากการที่ลองใช้มาได้สักระยะก็ต้องยอมรับว่าไม่ผิดหวังกับสเปคและความสามารถของ Huawei Mate 30 Pro ที่จัดว่าอีกหนึ่งสุดยอดเรือธงแห่งปีอีกหนึ่งรุ่น

แต่ก็น่าเสียดายที่ความสามารถหลายๆด้านไม่อาจจะแสดงประสิทธิภาพได้เต็มร้อย เนื่องจากต้องเปิดตัวมาโดยไม่มีบริการจาก Google ขณะที่ HMS ที่ทางค่ายพัฒนาขึ้นมาก็ยังไม่พร้อมจะทดแทนได้ 100% และน่าจะต้องใช้เวลาในการพัฒนาเรื่องของ Ecosystem กันอีกสักพัก

ด้วยเหตุผลดังกล่าวส่วนตัวจึงมองว่ารุ่นนี้ยังไม่พร้อมตอบโจทย์ในลักษณะของการใช้งานเป็นเครื่องหลัก ณ ตอนนี้ แต่สำหรับใครที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของแบรนด์ และคิดว่าสามารถรอการอัพเดต GMS เมื่อสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีนสงบลงได้ Huawei Mate 30 Pro ก็จัดว่าเป็นตัวเลือกรุ่นเรือธงที่ต้องลองสัมผัส โดยพร้อมให้จับจองกันแล้วในราคา 28990 บาทเท่านั้น พร้อมด้วยประกันเครื่อง 2 ปี และประกันหน้าจอ 90 วัน

About Author

RingRangRung

RingRangRung

Partners