สร้างแนวทางของตัวเอง บทพิสูจน์ความเป็นผู้นำของ Huawei

โดย RingRangRung | 26 กรกฎาคม 2562 เมื่อ 17:25 น. | อ่าน 9,985

เป็นเวลานานหลายปีที่ Apple และ Samsung จะเป็นผู้กำหนดทิศทางด้านนวัตกรรมต่างๆของวงการสมาร์ทโฟน ซึ่งสังเกตได้จากการที่มีหลายๆแบรนด์พยายามทำโปรดักซ์ให้มีหรือออกใกล้เคียงกับสิ่งที่ iPhone หรือสมาร์ทโฟนตระกูล Galaxy ใช้

แต่นั้นไม่ใช่กับทุกวันนี้ที่มี Huawei เข้ามาสอดแทรกเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นสำคัญ และได้สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญด้วยเรือธง P20 Pro ที่เปิดตัวมาช่วงต้นปี 2018

นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาบริษัทจากจีนก็ได้ขึ้นแท่นเป็นผู้นำของวงการอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนในหลายๆด้าน โดยที่มีสมาร์ทโฟนหลายรุ่นที่พยายามจะใช้นวัตกรรมในรูปแบบเดียวกัน แต่หลักฐานที่จะพิสูจน์ให้เห็นถึงอิทธิพลของยักษ์ใหญ่จากจีนที่มีต่อวงการในปัจจุบันก็ต้องยกให้กับรุ่นที่ยังไม่เปิดตัวอย่าง Galaxy Note10 และ iPhone 11

ยัดกล้องหลังให้มากขึ้นเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับ Huawei

ถ้าไล่กันมาตั้งแต่ปี 2016 จะเห็นว่าการทำกล้องหลังคู่จะเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นโดยมี LG G5 และ iPhone 7 Plus เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกๆที่ใช้เทคโนโลยีนี้ จนกลายเป็นมาตรฐานหลักของวงการเมื่อเข้าสู่ช่วงกลางปี 2017 ขณะที่ Samsung เองก็เริ่มเอากล้องคู่มาใช้กับ Galaxy Note8 เป็นรุ่นแรก

ในเดือนมีนาคม 2018 Huawei ก็ได้ประกาศเปิดตัวสมาร์ทโฟนกล้องหลัง 3 ตัวรุ่นแรกอย่าง P20 Pro และนับเป็นการเดินหมากบีบเหล่าคู่แข่งให้ต้องขยับตามโดยเฉพาะคู่ปรับหลายสำคัญอย่าง Samsung ส่งสมาร์ทโฟนกล้องหลัง 4 ตัว ตามออกมาในเวลาไม่กี่เดือน และเพื่อให้ท้าชนกันได้จนในปีนี้ก็มีตัวเรือธงอย่าง Galaxy S10 ที่ใช้ระบบกล้องหลัง 3 ตัวเปิดตัวออกมา เมื่อพิจารณาจากเหตุผลเดียวกันก็มีแนวโน้มสูงว่า Samsung Galaxy Note10 ก็จะมาพร้อมกับกล้องหลัง 3 ตัวอย่างแน่นอน ในขณะที่ตัวท็อปก็อาจจะมีเซ็นเซอร์กล้องตัวที่ 4 ออกมาเสริม

การเคลื่อนไหวดังกล่าวค่อนข้างชัดเจนว่าการอัพเกรดระบบฮาร์ดแวร์กล้องของ Samsung นับเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่ด้วยแพชชั่นด้านนวัตกรรมที่ยักษ์ใหญ่จากจีนมีก็เป็นการเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขันในตลาดสมาร์ทโฟนได้อย่างชัดเจน ในทางกลับกันก็ส่งผลดีกับฝั่งของผู้บริโภค และเชื่อได้เลยว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญกำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า โดยมีหลักฐานเป็นการมาของ iPhone 11

Apple เป็นค่ายที่สามารถสร้างสรรค์สิ่งต่างๆได้อย่างน่าอัศจรรย์ แต่ก็เป็นค่ายที่ค่อนข้างดื้อกับการเอาอะไรใหม่ๆมาใช้ แต่เพียง 1 ปีหลังจากแบรนด์จีนริเริ่มสิ่งใหม่ๆ เชื่อว่าทางแฟนๆเองก็คงจะเริ่มกดดันเรียกร้องให้ยักษ์ใหญ่เมืองคูเปอติโน่ขยับตัวยัดกล้องเสริมตัวใหม่ให้กับสมาร์ทโฟนระดับพรีเมี่ยมสักที

สร้าง Night Mode ของตัวเอง

Night Mode หรือโหมดถ่ายภาพกลางคืนเป็นอีกหนึ่งเทรนด์การถ่ายภาพที่เปิดตัวมาพร้อม P20 Pro โดยที่ก่อนหน้านี้ทางค่ายได้ใช้ระบบเซ็นเซอร์ขาวดำเพื่อเก็บรายละเอียดพิเศษของภาพเมื่ออยู่ในสภาวะแสงน้อย แต่ด้วย Night Mode ก็ช่วยยกระดับสิ่งต่างๆขึ้นไปอีกขั้น แน่นอนว่าไม่ช้าก็เร็วซอฟท์แวร์ตัวนี้ก็จะกลายเป็นเทรนด์ของวงการ

ตัว Night Sight ของ Google ก็ต้องใช้เวลาถึง 8 เดือนหลังการเปิดตัว P20 Pro ถึงจะปล่อยออกมาให้ใช้งานได้ ขณะที่ Samsung เองก็ยังคงพยายามพัฒนาระบบให้ภาพออกมาใกล้เคียงกับที่ Huawei ทำได้ ซึ่งนั้นก็ยังไม่หนักเท่ากับ Apple ที่ตอนนี้ยังไม่มี Night Mode ให้ใช้งาน แต่จากข่าวที่ลือกันมาก็มีแววว่าอาจจะได้เห็นโหมดนี้ในตัว iPhone 11 series ที่จะเปิดตัวในเดือนกันยายน หรือ 18 เดือนหลังจากที่คู่แข่งเปิดตัวโหมดนี้เป็นครั้งแรก

iPhone 11 กำลังทำกล้องทรงสี่เหลี่ยมที่ Huawei ทำมาตั้งแต่ปีก่อน

แม้ไม่ได้เป็นผู้คิดค้นโมดูลกล้องหลังทรงสี่เหลี่ยม แต่ก็นับว่าเป็นยักษ์ใหญ่รายแรกที่เอามาใช้กับรุ่นเรือธงของตัวเองที่มีเซ็นเซอร์กล้องหลัง 3 ตัว ในครั้งนั้นทางค่ายไม่ได้เปิดเผยสาเหตุว่าทำไมถึงเลือกให้โมดูลกล้องทรงนี้เป็นรูแบบเฉพาะของ Mate 20 Pro ที่เปิดตัวเมื่อปีก่อน แต่จากภาพหลุดที่ออกมาของ iPhone 11 และ Pixel 4 ก็น่าจะชี้ให้เห็นว่าโมดูลกล้องทรงนี้จะให้ผลลัพท์ด้านการถ่ายภาพที่ดีขึ้นกว่าเดิม

แน่นอนว่าหลายคนอาจจะมองว่า Apple และ Google กำลังพยายามลอกงานของอีกฝ่ายแต่ถ้ามองในอีกมุมหนึ่งมันก็อาจจะเป็นการที่พวกเขาเล็งเห็นว่าเทรนด์กล้องดังกล่าวอาจจะได้รับความนิยมมากขึ้นก็เป็นได้ ซึ่ง Google เองก็มีอิสระในการอัพเกรดอย่างเต็มที่เพราะเป็นการพัฒนาขึ้นมาจากกล้องหลังตัวเดียวที่ใช้มาอย่างยาวนาน ขณะที่ Apple เองก็อาจจะเลี่ยงคำครหาดังกล่าวโดยขยายโมดูลกล้องให้ยาวขึ้น ซึ่งสุดท้ายแล้วสิ่งที่ทั้งคู่เลือกก็ยังเป็นกล้องหลังทรงสี่เหลี่ยมเหมือน Huawei ที่เป็นผู้นำเทรนด์นี้

ในที่สุดระบบ Fast Charger ก็เป็นมาตรฐานของตลาด

Huawei ได้ใช้ความพยายามมามากกว่า 2 ปีเพื่อพัฒนาอายุการใช้งานแบตเตอรี่ในตัวอุปกรณ์ อีกทั้งยังมีความก้าวหน้าที่สำคัญเรื่องระบบชาร์จไว โดยที่ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมาทางค่ายก็ได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนที่มีเทคโนโลยีชาร์จไว 40 วัตต์ และเมื่อต้นปีที่ผ่านมาก็ได้ขยับกำลังเพิ่มเป็น 55 วัตต์ นับเป็นการเปลี่ยนแปลงที่บีบให้ Samsung และ Apple ต้องขยับตาม

จากสถานการณ์ปัจจุบัน Samsung ยังนับว่าตามหลังคู่แข่งอยู่หลายช่วงตัว ทว่ายังอยู่ในเกณฑ์พอรับได้เนื่องจากมีเทคโนโลยีชาร์จไว 15 วัตต์ ที่เปิดตัวไปเมื่อหลายปีก่อน แถมมีข่าวว่ากำลังจะท้าชนด้วยระบบชาร์จไว 45 วัตต์ ในรุ่น Galaxy Note10 ที่จะเปิดตัวในช่วงต้นเดือนสิงหาคมนี้

ขณะที่ฝั่ง Apple ดูจะน่าเป็นห่วงมากที่สุดเพราะเป็นแบรนด์ที่ขายสมาร์ทโฟนในราคาแพงถึง 1449 เหรียญฯ หรือราว 44,800 บาท แต่ยังให้ระบบชาร์จแค่เพียง 5 วัตต์ แต่ก็มีข่าวว่าตัว iPhone 11 series จะเพิ่มกำลังเป็น 18 วัตต์ ตามคำเรียกร้องของแฟนๆ

ระบบ Reverse wireless charging แบรนด์ Huawei ก็ทำเป็นเจ้าแรก

ยังคงอยู่ในหัวข้อเรื่องการชาร์จไฟ ซึ่งก็ดูจะเป็นความจริงที่ว่าระบบ Reverse wireless charging ก็เหมือนจะกำลังเป็นมาตฐานใหม่ของรุ่นระดับเรือธงซึ่งมี Huawei เป็นผู้ริเริ่มนวัตกรรมนี้ โดยมี Mate 20 Pro ที่เปิดตัวมาตั้งแต่เดือนตุลาคมปีก่อนเป็นรุ่นแรก ขณะที่ Samsung เองก็เดินเกมตามด้วยชื่อ Wireless PowerShare ที่เปิดตัวให้ใช้กันในเดือนกุมภาพันธ์ ส่วน Apple ก็ลือกันว่ากำลังพัฒนาระบบนี้อยู่เช่นกัน ซึ่งทั้งสองค่ายก็น่าจะเน้นการนำเสนอไปที่การชาร์จไฟให้กับอุปกรณ์ Wearable ที่ทางค่ายมีอย่าง Galaxy Buds และ AirPods

การไล่เฉดสีของ Galaxy Note10 ที่ดูจะมีแรงบันดาลใจจาก Huawei

สีดำ, ขาว, เงิน และ ทอง ถือเป็นสีมาตรฐานของอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนโดยเฉพาะบรรดารุ่นเรือธงซึ่งแต่ละแบรนด์ก็สัมผัสได้ถึงความท้าทายหรือเป้าหมายที่จะดึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่ๆด้วยสเปคสีแดง หรือน้ำเงิน แต่นั้นก็เป็นแผนที่ใช้กันมานานหลายปี จนปีที่ผ่านมา Huawei ก็ได้มีการสร้างเทรนด์ใหม่

นอกเหนือจาก P20 Pro ทางแบรนด์ยักษ์ใหญ่เบอร์ 2 ของโลกก็ได้มีการนำเสนอสเปคสีใหม่ที่มีเฉดไล่ระดับในชื่อ “Twilight” ซึ่งเรียกเสียงฮือฮาจากผู้บริโภคได้เป็นอย่างดีและกลายเป็นอีกหนึ่งสีที่ได้ความนิยม จนผลักดันให้แบรนด์อื่นๆเดิมเกมตาม เช่นเดียวกันกับ Samsung ที่มีข่าวว่ากำลังจะใช้ตัวเลือกแบบไล่ระดับสีในรุ่น Galaxy Note10 ซึ่งมีสเปคสีคล้ายกับ Breathing Crystal ของ P30 Pro

แน่นอนว่าแฟนๆก็คงไม่คาดหวังที่จะได้เห็น Galaxy Note10 ก็อปเอาสีของอีกฝ่ายมาแบบตรงๆ แต่อาจจะนำเสนอวิธีการไล่สีคนละแบบขึ้นอยู่กับมุมของแสงที่ตกกระทบ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าบริษัทจีนเป็นผู้สร้างเทรนด์นี้ขึ้นมาและตอนนี้ก็มีหลายๆแบรนด์ที่กำลังทำตาม

บทความจาก : Phonearena.com โดย Joshua Swingle 

About Author

RingRangRung

RingRangRung

Partners