รีวิว Huawei FreeBuds Studio / FreeBuds Pro หูฟัง 2 รุ่น เสียงดี มี ANC

โดย oatciiz | 30 ตุลาคม 2563 เมื่อ 17:03 น. | อ่าน 288

Huawei เปิดตัวหูฟังในประเทศไทยครั้งนี้มาด้วยกัน 2 รุ่น คือ Huawei FreeBuds Studio และ Huawei FreeBuds Pro แตกต่างกันตรงที่รุ่นหนึ่งเป็นหูฟังแบบ On-ear และอีกรุ่นเป็นการต่อยอดหูฟัง TWS แบบ In-ear

Huawei FreeBuds Studio สวย เฉียบ เสียงดี

รุ่นแรกที่จะมาพูดถึงกันคือ Huawei FreeBuds Studio ความรู้สึกแรกที่เห็นกล่องคือใหญ่อลังการมาก อาจเป็นเพราะช่วงหลังมานี้มีความคุ้นชินกับหูฟัง TWS ที่มีขนาดเล็กก็เป็นได้ แต่ความใหญ่ก็ช่วยกระตุ้นความอยากแกะได้เป็นอย่างดีซึ่งเมื่อแกะกล่องออกมาแล้วยิ่งต้องร้องว้าวเพราะด้านในที่เจอคือกระเป๋าดีไซน์หรูทรงหยดน้ำสีดำ ดีเทลของกระเป๋ามีลักษณะคล้ายตารางละเอียดโดยวัสดุดูพรีเมียม เมื่อเปิดออกมาจะพบกับตัวหูฟังที่จัดวางมาแบบมีระเบียบบนพื้นผิวกำมะหยี่และไม่เพียงเท่านี้เพราะยังมีช่องเล็กๆที่เก็บสายชาร์จ Type-C สีขาวเอาไว้ให้ด้วย

ก้านคาดศรีษะมาแบบ Memory Foam นุ่มและไม่ใหญ่หรือหนาจนเกินไป เช่นเดียวกันกับตรง Ear Cup ที่มากับรูปทรงแบบรีมี Memory Foam ที่นุ่ม เมื่อสวมใส่ครอบทั้งหูทำให้ไม่เจ็บมีการแยกซ้ายขวาชัดเจน

โครงของหูฟังทำจากโลหะดูแข็งแรงและยังยืดเพื่อปรับความกระชับได้ ที่น่าสนใจคือการยืดออกมานั้นมีความนุ่มนวลและอิสระแตกต่างจากหูฟังทั่วๆไปที่มีระดับมาแบบชัดเจน

ด้านซ้ายของหูฟังมีตำแหน่งของไม่โครโฟนและปุ่ม ANC ซึ่งปุ่มนี้มีความสำคัญและเป็นไฮไลต์ที่โดดเด่นก็ว่าได้ เมื่อกดแล้วจะเป็นการเปิดฟังก์ชั่น Noise Cancelling หรือการตัดเสียงรบกวนรอบข้าง ทันทีที่เปิดเราจะเหมือนถูกตัดออกจากสิ่งรอบตัวเหมือนการฟังเพลงเป็นโลกอีกใบของเราก็ว่าได้ และเมื่อกดที่ปุ่มเดิมอีกครั้งหูฟังจะพาเราเข้าโหมด Awareness อันนี้จะตรงข้ามกับโหมดเมื่อสักครู่เพราะจเป็นการเพิ่มเสียงรอบตัวให้ชัดเจนมากขึ้น นับว่ามีประโยชน์มากๆกับบางสถานการณ์เช่นการเดินทางหรือการออกกำลังกายในสวนสาธารณะที่ต้องสังเกตสิ่งรอบตัวเพื่อป้งกันอุบัติเหตุ และเมื่อกดปุ่มเดิมเป็นครั้งที่สามก็จะเป็นการปิดใช้งานคุณสมบัติทั้ง 2 อย่างที่กล่าวมา

ส่วนหูฟังด้านขวาจะประกอบด้วย ปุ่มเปิดใช้งาน Bluetooth, ไฟแสดงสถานะ, ปุ่ม Power, ไมโครโฟน และพอร์ตชาร์จแบบ Type-C ซึ่งการใช้งานหูฟังรุ่นนี้ก็ไม่ยากครับเพียงแต่กดที่ปุ่ม Power ค้างไว้สักครู่จากนั้นไฟสถานะจะติดเป้นสีเขียวขึ้นมาและถ้าต้องการเชื่อมต่อ Bluetooth ก็กดที่ปุ่มข้างกันค้างเอาไว้จนไฟเปลี่ยนเป็นสีขาวซึ่งการเชื่อมต่อทำเพียงครั้งแรกครั้งเดียวอุปกรณ์ก็จะจดจำในครั้งต่อไป

การเชื่อมต่อก็ง่ายแสนง่ายเพียงโหลดแอป AI Life มา จากนั้นตัวแอปจะทำการค้นหาสักครู่เพื่อเชื่อมต่อซึ่งเมื่อเชื่อมต่อแล้วจะปรากฎรายละเอียดต่างๆ เช่น ข้อมูลแบตเตอรี่, โหมด ANC, การใช้งานทางลัด รวมถึงการอัปเดตซอฟต์แวร์

ยังไม่หมดเพียงเท่านี้กับ Huawei Freebuds Studio เพราะสำหรับการควบคุมยังใช้ระบบสัมผัสไปที่ตัวหูฟังได้เลยทั้งแตะค้าง, สัมผัส 2 ครั้ง หรือแม้กระทั่งการปัดขึ้นลงเพื่อปรับระดับเสียง พอมีคุณสมบัติแบบนี้ยิ่งทำให้หูฟังรุ่นนี้ครบน่าใช้มากขึ้นไปอีก

สเปค Huawei Freebuds Studio

ขนาด 194 มม. x 152 มม. x 81.5 มม.
น้ำหนัก ประมาณ 265 กรัม 
ขนาดไดร์เวอร์ 40 มม. (Dynamic)
แบตเตอรี่ 410 mAh ใช้เวลาชาร์จ 70 นาที
ไมโครโฟน 6 ตัว สำหรับลดเสียงรบกวนขณะคุยโทรศัพท์
รองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ 2 เครื่องในเวลาเดียวกัน

สำหรับความรู้สึกหลังการใช้งาน Huawei Freebuds Studio พบว่าจุดเด่นแรกคืองานออกแบบที่ดูพรีเมียม ต่อมาจะเป็นในเรื่องของเสียงที่มีความครบและมีรายละเอียดที่ชัดเจนและมีคุณภาพดี เสียงเบสมาให้ได้ยินแต่ไม่ลึกจนเกินไปสามารถใส่ฟังเพลงได้ทุกแนวแบบไม่อึดอัด อีกส่วนคือความสบายในการสวมใส่ต้องบอกว่าใส่ง่าย สบายแต่กระชับเพราะปรับได้ตามความต้องการ

Huawei FreeBuds Pro นี่แหละที่ต้องการ

จากที่ผ่านมา Huawei ทำหูฟัง TWS ออกมาหลายรุ่นจับผู้ใช้หลายกลุ่ม ทั้ง Huawei Freebuds 3 และ Huawei Freebuds 3i ทั้ง 2 รุ่นมีราคาที่และการออกแบบที่ต่างกันทั้ง EarBuds และ In-Ear จัดอยู่ในกลุ่มหูฟังราคาไม่เกิน 5,000 บาทที่น่าใช้ ล่าสุดมีการเปิดตัว Huawei Freebuds Pro มาเพิ่ม เป็นหูฟังระดับโปรที่น่าประทับใจในเรื่องเสียง การออกแบบ และท้าชน AirPods Pro ได้เลย

ดีไซน์มาพร้อมเคสรูปทรงรีต่างจาก Freebuds 3 ที่มาในทรงกลม ขนาดกำลังดีไม่เล็กหรือใหญ่จนเกินไปง่ายต่อการพกพา ซึ่งเมื่อเปิดออกมาแล้วจะพบกับหูฟังที่ดีไซน์เปลี่ยนไป

สิ่งที่เปลี่ยนไปคือมากับก้านที่สั้นลงโดยที่ตัวก้านมาในลักษณะเหลี่ยม ดีไซน์มาแบบ In-Ear รอบด้านมีตำแหน่งของเซ็นเซอร์รองรับการสัมผัสที่หลากหลาย ตรงนี้เราจะพูดถึงกันต่อไปนะครับ

อุปกรณ์ภายในกล่องที่ให้มาก็จะมีคู่มือและสายชาร์จแบบ Type-C สีขาว เส้นยาวกว่าที่มาในกล่องของ Huawei Freebuds Studio นอกจากนี้ยังมีจุกยองในกรณีที่ต้องการเปลี่ยนขนาดให้เหมาะสมเวลาใช้งาน

การใช้งานก็ไม่ยุ่งยากเพียงกดปุ่มที่ตัวเคสค้างเอาไว้สังเกตไฟที่บริเวณด้านในตัวเคสหากเป้นสีขาวกระพริบช้าๆคือพร้อมเชื่อมต่อ เมื่อใช้งานควบคู่กับแอป AI Life ใช้เวลาเชื่อมต่อเพียงแปบเดียวเท่านั้น

เชื่อมต่อเสร็จแล้วจะปรากฎดังภาพเป็นการแสดงสถานะแบตเตอรี่ทั้งในส่วนของเคสและหูฟังแต่ละข้าง อีกทั้งยังมีฟีเจอร์ควบคุมเสียงรบกวนเหมือนกับที่ให้มาใน Huawei Freebuds Studio ประกอบด้วย Noise Cancelling, Awareness หรือเลือกปิดใช้งานก็ได้

การควบคุมในรุ่นนี้มีทั้งระบบสัมผัสและแบบจีบ ผู้ใช้สามารถตั้งค่าได้ทั้งหูฟังด้านซ้ายและขวาว่า การจีบนิ้ว 1 ครั้งจะเป็นคำสั่งอะไร อาทิ รับ/วาง สาย, หยุด/เล่น เพลง และอื่นๆ ส่วนการจีบนิ้วค้างเอาไว้จะเป็นคำสั่งลัดในการเปิดโหมด Noise Cancelling, และ Awareness สุดท้ายคือการปัดนิ้วขึ้นลงที่บริเวณก้าน(ด้านหน้า) จะเป็นการปรับระดับเสียงนั่นเอง

สเปค Huawei Freebuds Pro

ขนาดหูฟัง 26 มม. x 29.6มม. x 21.7 มม. น้ำหนัก ประมาณ 6.1กรัม
ขนาดเคส 70 มม. x 51.3 มม. x 24.6 มม. น้ำหนัก ประมาณ 60 กรัม
ขนาดไดร์เวอร์ 11 มม. (Dynamic)
แบตเตอรี่ 55 mAh (หูฟัง) และ 580 mAh (เคสชาร์จ)
ใช้ชิป HUAWEI Kirin A1
ไมโครโฟน 3 ตัวและ Bone Sensor สำหรับการลดเสียงรบกวนขณะคุยโทรศัพท์
เสารับสัญญาณคู่ Dual Bluetooth Antennas เชื่อมต่ออุปกรณ์ 2 เครื่อง
ใช้งาน 30 ชั่วโมงต่อการชาร์จ 1 ครั้ง
วางจำหน่าย 3 สี Carbon Black, Ceramic White และ Silver Frost

สรุปโดยรวมของ Huawei Freebuds Pro ถือเป็นหูฟัง TWS ที่มีขนาดเล็กและมากับดีไซน์ In-Ear ที่กระชับ สามารถใส่ได้ทั้งในชีวิตประจำวันหรือกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวเช่นการออกกำลังกายทำให้มั่นใจได้ว่าไม่หลุดหล่นอย่างแน่นอน อีกข้อดีกับดีไซน์ In-Ear คือคุณภาพเสียง เบสชัดเจนมากในขณะที่เสียงกลางมาครบและให้เสียงสูงไม่แหลมจนเกินไป ในเรื่องของความสบายขณะสวมใส่เรื่องนี้ก็ต้องให้ Huawei Freebuds Pro เขานะเพราะลบภาพการใส่แล้วระคายเคืองไปได้เลยเนื่องจากการทดสอบใช้งานเป็นระยะเวลานานพบว่าไม่รำคานแต่อย่างใด ผู้เขียนใส่นอนฟังเพลงแล้วหลับได้แบบสบายๆ

ข้อดีที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือระบบการตัดเสียงรบกวน Noise Cancelling ที่พอเปิดแล้วเหมือนอยู่คนละโลก เงียบ เป็นส่วนตัว ไม่ได้ยินเสียงผู้ใด มีแต่เสียงที่เราต้องการจะฟังเท่านั้น ในขณะเดียวกันหากกังวลว่าสิ่งแวดล้อมรอบข้างมีความสำคัญแต่ต้องการฟังเพลงไปด้วยก็ให้เปิดโหมด Awareness ครับ จากการทดสอบเสียงเพลงยังคงชัดเจนแต่เสริมเสียงรอบตัวเข้ามาด้วยทีนี้เพื่อนเรียกก็จะได้ยินแล้ว สุดท้ายที่ทำได้ดีคือการควบคุมที่ตอบโจทย์ทั้งการรับ/วางสาย, เล่น/หยุด เพลง และการปรับระดับเสียง พอมีมาให้แล้วต้องบอกว่าน่าใช้มากๆแทบไม่ต้องจับสมาร์ทโฟนก็ควบคุมได้ด้วยปลายนิ้ว ที่สำคัญแบตเตอรี่อึดมากใช้ได้ทั้งวันแบบสบายๆ

ราคาของ Huawei Freebuds Pro เปิดตัวมาที่ 5,499 บาท ส่วนราคาของ Huawei Freebuds Studio เปิดตัวมาที่ 9,990 บาท




About Author

oatciiz

oatciiz

Partners