ระวังหมัดสวน! เมื่อหมากเกมนี้ยังคงต้องลุ้นกันแบบยกต่อยก

โดย nineFangKhaoW | 24 พฤษภาคม 2562 เมื่อ 21:08 น. | อ่าน 895

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สุดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่าง Huawei และรัฐบาลสหรัฐฯ เกี่ยวกับ Google ที่กำลังเป็นที่สนใจไปทั่วโลกตอนนี้ ซึ่งเรียกได้ว่าซัพพลายเออร์ของทั้งสองซีกโลกต่างเจ็บตัวกันไปไม่มากก็น้อย เมื่อสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนระเบิดขึ้นจากการแข่งกันขึ้นกำแพงภาษี

เมื่อ Google ประกาศยกเลิกการทำธุรกิจกับ Huawei ส่งผลให้สมาร์ทโฟน Huawei ในอนาคตอาจไม่สามารถใช้งานระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ได้ รวมถึงไม่สามารถเข้าถึงบริการหลักอื่น ๆ ของ Google ไม่ว่าจะเป็น Play Store, Gmail, YouTube และ Google Map รวมถึงแอปพลิเคชันบางตัวที่เรียกใช้ Service ของ Google ทำเอาเหล่าคนใช้สมาร์ทโฟนสัญชาติจีนตระหนกตกใจจนกลายเป็นกระแสฮอตในโซเชียลฯ และชิงพื้นที่ข่าวในหลายสื่อ

แต่ตอนนี้เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า โทรศัพท์มือถือ Huawei ทุกรุ่นในปัจจุบันยังคงได้รับการให้บริการอัพเดทซอฟท์แวร์ด้านความปลอดภัยและบริการหลังการขาย รวมถึงการใช้งานแอนดรอยด์และบริการของ Google อาทิ Play Store, Gmail,  YouTube และ Google Map ได้ตามปกติตลอดอายุการใช้งาน

ด้าน Huawei เองก็ได้ออกแถลงการณ์ให้ความเชื่อมั่นกับผู้บริโภคแล้วว่า Huawei ได้เป็นส่วนสำคัญในพัฒนาการและการเติบโตของแอนดรอยด์ทั่วโลก และในฐานะที่เป็นพันธมิตรรายหลักของแอนดรอยด์ในระดับโลก ได้ร่วมทำงานอย่างใกล้ชิดกับแพลตฟอร์มโอเพ่นซอร์ซของพันธมิตรทั่วโลกเพื่อพัฒนาอีโคซิสเต็มที่ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อผู้ใช้และต่ออุตสาหกรรมนี้

และเมื่อโฟกัสไปยังมุมมองของสื่อกระแสหลักในฝั่งอเมริกาและยุโรปต่อมาตรการแบน Huawei ของสหรัฐในครั้งนี้ เราลองไปดูมุมมองบางส่วนที่สื่อเหล่านั้นได้ให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจ

เริ่มต้นด้วย CBS เครือข่ายสถานีโทรทัศน์อเมริกัน หนึ่งในสามผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการโทรทัศน์ของสหรัฐอเมริกาเปิดเผยว่า มาตรการคว่ำบาตรจากนโยบายของทรัมป์ที่มีต่อ Huawei เริ่มส่งผลกระทบต่อซัพลายเออร์ของ Huawei ในสหรัฐในวงกว้าง ซึ่งถ้าหากยอดขายลดลง บริษัทเทคโนโลยีเหล่านั้นอาจประสบภาวะขาดทุนจนต้องเลิกจ้างพนักงานในที่สุด

ถัดมาที่ Yahoo ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายใหญ่ในสหรัฐอเมริกาได้เขียนบทความลงในเว็บไซต์ว่า มีความเป็นไปได้ที่บริษัทเทคโนโลยีของอเมริกาจะถูกแบนกลับโดย Huawei เช่นกัน เพราะทรัมป์ที่ได้สร้างผลกระทบต่อ Huawei แต่ในทางกลับกัน ก็อาจส่งผลกระทบต่อบริษัทในสหรัฐอีกหลายแห่ง ที่เกี่ยวข้องกับ Supply Chain ของยักษ์ใหญ่แห่งโลกเทคโนโลยีอย่างจีน ซึ่งที่ผ่านมาได้ขายชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ให้จีนรวมเป็นมูลค่าประมาณ 11,000 ล้านเหรียญ

ด้านนักวิเคราะห์ Roger Kay กล่าวว่า การแบนในครั้งนี้ อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Huawei และบริษัทเทคโนโลยีจากจีนอีกมากมาย เร่งพัฒนาไมโครโปรเซสเซอร์และส่วนประกอบอื่น ๆ ซึ่งในระยะสั้นสิ่งนี้ย่อมส่งผลเสียต่อบริษัทเทคโนโลยีทั้งในสหรัฐอเมริกาและจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เมื่อพิจารณาถึงผลกระทบระยะยาวนั้น มีความเป็นไปได้ที่ Huawei และบริษัทเทคโนโลยีจีนอื่น ๆ จะไม่พึ่งพาซัพพลายเออร์ของสหรัฐฯ อีกต่อไป

วันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา สำนักข่าวรอยเตอร์ได้รายงานเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการควบคุมการส่งออกที่เข้มงวดของบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐที่มีต่อ Huawei โดยให้ความเห็นว่า บริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐอาจสูญเสียมูลค่าการส่งออกสูงถึง 56,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอีก 5 ปีข้างหน้า

นอกจากนี้รายงานจากมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมของสหรัฐยังได้ระบุอีกว่า เหตุการณ์ดังกล่าวจะเป็นภัยคุกคามต่อคนงานของสหรัฐเป็นจำนวนมากถึง 74,000 คน ในขณะที่ John Norfolk ประธานสมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อเมริกัน (American Semiconductor Industry Association) กล่าวว่า เขาหวังว่ารัฐบาลจะสามารถผ่อนคลายข้อจำกัดที่มีต่อ Huawei ได้ เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นการส่งเสริมเป้าหมายด้านความปลอดภัยของสหรัฐเท่านั้น แต่ยังลดความสามารถในการแข่งขันของสหรัฐในอุตสาหกรรมดังกล่าวอีกด้วย

ในวันที่ 21 พฤษภาคม Bloomberg ได้ให้ความเห็นว่า การโจมตีของทรัมป์ต่อ Huawei เป็นความผิดพลาดร้ายแรง และการปราบปรามของทรัมป์ที่มีต่อ Huawei นั้นถูกอธิบายว่าเป็นขีปนาวุธนิวเคลียร์ที่เปิดตัวในการต่อสู้กับปัญหาการค้าและความมั่นคงของจีนอย่างไม่สมน้ำสมเนื้อและไม่ฉลาดเอาซะเลย บทความยังได้กล่าวว่า ในช่วงแรก บริษัทเทคโนโลยีสหรัฐที่เป็นซัพพลายเออร์ของ Huawei อาจเพียงเกิดความเสียหายในธุรกิจ และนั่นจะเป็นการกระตุ้นให้จีนผลักดันความพยายามในการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงในเกิดขึ้นประเทศจีนอย่างเป็นรูปธรรม บทความดังกล่าวเชื่อว่าสหรัฐอเมริกาจะเป็นผู้สูญเสียยิ่งกว่า Huawei

นอกจากนี้สื่อ Financial Times ของอังกฤษยังได้แสดงความกังวลต่อกรณีดังกล่าวเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคมว่า Watkins รองประธานฝ่ายธุรกิจของ Huawei ในยุโรป กล่าวว่า Huawei เป็นหมากตัวหนึ่งในสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม Huawei ได้เตรียมความพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่จะเกิดขึ้นไว้แล้ว โดยได้พัฒนาระบบปฏิบัติการของตัวเอง ซึ่งได้รับการทดสอบในบางส่วนของประเทศจีนและสามารถเปิดใช้งานได้ทันที

ขณะเดียวกันสื่ออีกแห่งจากอังกฤษอย่าง The Guardian ก็ได้กล่าวว่า สาเหตุที่แท้จริงของข้อพิพาท คือสหรัฐฯ กังวลเกี่ยวกับการสูญเสียตำแหน่งผู้นำเทคโนโลยีของโลก และความเสียหายดูจะไม่ชัดเจนนัก เมื่อพิจารณาจากการที่ Google จะไม่ให้บริการต่อตลาดผู้บริโภคชาวจีนอีกต่อไป ในระยะกลางและระยะยาว การตัดสินใจของทรัมป์ในครั้งนี้ จะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมาก และ Google ก็แสดงให้เห็นถึงความไม่น่าเชื่อถือขององค์กร เพราะเมื่ออยู่ภายใต้แรงกดดันจากรัฐบาลสหรัฐฯ Google จะสามารถตัดแอปพลิเคชันที่ใช้งานได้บางส่วนของระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ออกไปได้อย่างง่ายดาย ด้วยเหตุนี้ยังจะมีบริษัทอื่นใดอีกหรือที่เต็มใจจะพึ่งพาพันธมิตรในแบบดังกล่าว

ก็ต้องมาตามดูกันต่อไปว่าหมากเกมนี้สุดท้ายจะไปลงเอยอย่างไร เกมนี้ต้องดูกันยาว ๆ ในเมื่อเทคโนโลยีของ Huawei ล้ำกว่า สื่อต่างชาติหลาย ๆ สำนักก็มองว่า Huawei มีแต้มต่อมากกว่า กับท่าทีของสหรัฐฯ ที่เริ่มอ่อนลง แต่เชื่อว่าการตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐฯ ในครั้งนี้ไม่เป็นผลดีต่อฝ่ายใดทั้งสิ้น และยังจะสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อบริษัทอเมริกาซึ่ง Huawei ทำธุรกิจด้วย รวมถึงตำแหน่งงานอีกหลายหมื่นตำแหน่ง ทั้งยังขัดขวางความร่วมมือที่ดำเนินอยู่และความไว้วางใจซึ่งกันและกันในระบบซัพพลายทั่วโลกอีกด้วยนั่นเอง

About Author

nineFangKhaoW

nineFangKhaoW

Partners