ไขข้อสงสัย! ที่ว่าเร็วแรง แท้จริงแล้ว คลื่น 5G อันตรายหรือไม่?

โดย RingRangRung | 5 เมษายน 2564 เมื่อ 09:00 น. | อ่าน 3,483
ไขข้อสงสัย! ที่ว่าเร็วแรง แท้จริงแล้ว คลื่น 5G อันตรายหรือไม่?

ในยุคที่ไทยกำลังจะเปลี่ยนไปสู่ 5G สมาร์ทโฟนคือปัจจัยที่ 5 ของชีวิตที่ตอนนี้ ผู้ให้บริการเองก็มีการเร่งขยายสัญญานเพื่อให้ได้ใช้งานกันทั่วประเทศ ที่มากับคำโฆษณา เรื่องเร็ว แรง จนอดสงสัยกันไม่ได้ว่าถ้าเป็นในมุมด้านสุขภาพ คลื่น 5G อันตรายหรือไม่ ?

แต่นั่นก็ทำให้หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่าคลื่น 5G ที่ว่า เร็ว แรง จะส่งผลกระทบต่อร่างกายของมนุษย์แค่ไหน ? และการที่มีเสาสัญญาณมาตั้งใกล้ๆ บ้านจะเป็นอันตรายไหม เรามาไขข้อสงสัยไปพร้อมกันๆ กัน

5G คืออะไร? และการขยายโครงข่ายในไทย

5G หรือ Generation 5 คือรุ่นที่ 5 ของเทคโนโลยีการสื่อสารที่มาพร้อมกับความสามารถในการจัดการข้อมูลได้รวดเร็วกว่า 2G/3G/4G และมีความหน่วงของสัญญาณที่น้อยกว่ามาก ซึ่งภาพรวมๆ ตามมาตรฐานทั่วไปจะแบ่งเป็นคลื่นเป็น 2 แบบคือ แบบ Sub-6 ที่ของไทยจะมีกลุ่ม Low-Band (น้อยกว่า 1GHz) อย่างคลื่น 700MHz กับกลุ่ม Mid-Band (ช่วง 1-6GHz) คือคลื่น 2600MHz / 3500MHz และแบบ Millimetre Wave (mmWave) ที่เป็น High-Band (ช่วง 24-300GHz) อย่างคลื่น 26GHz

เพื่อให้ 5G เพียงพอต่อปริมาณการใช้งานที่จะเพิ่มสูงขึ้นทางผู้ให้บริการเองก็ต้องเร่งขยายสัญญาณให้ครอบคลุมต่อความต้องการ ตั้งแต่การตั้งเสาส่งสัญญาณ หรือการติดตั้งอุปกรณ์ภาคส่งและภาครับสัญญาณเสริมภายในอาคาร

แต่สิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่จะกังวลมากที่สุดก็ไม่พ้นเรื่องตัวเสาส่งสัญญาณที่เรามักจะเห็นข่าวการออกมาคัดค้านไม่ให้มีการติดตั้งเสากันอยู่เรื่อยๆ แถมยิ่งเป็นตัวสัญญาณ 5G ที่มักจะถูกทำโฆษณาว่าเร็ว แรง กว่า 4G ก็ทำให้คนคิดหนักว่าผลกระทบด้านสุขภาพจะมากขึ้นหรือไม่

การตั้งเสาส่งสัญญาณแต่ละครั้งต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า ทางผู้ให้บริการเองก็มีข้อกำหนดในการติดตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการยื่นเอกสารคำขออนุญาตกับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.), ลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่ขอติดตั้งเสา และมีการประเมินความแรงของสัญญาณจากเสาว่าเป็นไปตามเกณฑ์ที่ กสทช. กำหนด

ส่วนเรื่องความปลอดภัยที่ว่า เสา 5G ที่นำมาติดตั้งจะเป็นอันตรายหรือไม่? เรื่องนี้คำตอบค่อนข้างชัดเจนว่าตัวเสาสัญญาณเองแม้จะมีหลากหลายรูปแบบ แต่ทุกแบบเป็นตัวเสาที่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานสากลมีการใช้งานกันทั่วโลก ตั้งแต่ความแข็งแรงของตัวเสาที่สามารถทนต่อแรงลมปะทะได้สูงสุด 130กม./ชม.

ด้านการปล่อยคลื่นความถี่ก็ถูกบังคับให้เป็นไปตามเกณฑ์การส่งสัญญาณคลื่นความถี่ของคณะกรรมการสากลด้านการป้องกันการแผ่รังสีประเภทไม่ก่อไอออน (International Commission on Non-Ionizing Radiation Protection : ICNIRP) ที่ออกมาในปี 1998 หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า 1998 ICNIRP แม้แต่ 5G ที่มีกระบวนการ Beamforming ก็ยังอยู่ในระดับเกณฑ์ที่ว่า

เมื่อทราบกันแบบนี้ก็พอจะเห็นภาพรวมได้ว่าทั้งผู้ให้บริการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในไทยเองก็มีการวางข้อบังคับการติดตั้งเสาสัญญาณเพื่อเลี่ยงผลกระทบต่อชุมชนในพื้นที่มากที่สุด

คลื่น 5G อันตรายหรือไม่ ?

คลื่น 5G อันตรายหรือไม่ ? ในคำถามนี้เราจะขออ้างอิงข้อมูลจากเอกสารชี้แจงของ คณะกรรมการสถาบันวิศวกรรมไฟฟ้า และวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์นานาชาติ ( The Institute of Electrical and Electronics Engineers : IEEE) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์และการแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Committee on Man and Radiation : COMAR) โดยเป็นข้อมูลด้านเทคนิคเกี่ยวกับสุขภาพและความปลอดภัยของพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าจากโครงข่ายการสื่อสารไร้สาย

ภายในเอกสารได้มีการบ่งชี้ความเป็นไปได้ของ 5G ที่จะมีผลต่อสุขภาพทั้ง

  • คลื่น mmWave ไม่สามารถเดินทางทะลุผิวผ่านผิวหนังชั้นนอก จึงไม่สามารถกระทบต่อเนื้อเยื่อชั้นในได้
  • ระดับความแรงของคลื่นวิทยุ 5G ไม่ได้มีนัยสำคัญ และการสัมผัสคลื่นส่วนมากเกิดขึ้นจากตัวสัญญาณมือถือของผู้ใช้ในขณะใช้งาน
  • การสัมผัสคลื่นในพื้นที่สาธารณะอยู่ในระดับมาตรฐานสากลตามเกณฑ์ของ คณะกรรมการสากลด้านการป้องกันการแผ่รังสีประเภทไม่ก่อไอออน (International Commission on Non-Ionizing Radiation Protection : ICNIRP)
  • ผลกระทบจากการสัมผัสคลื่นในระยะยาวยังอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำ

ผลกระทบของคลื่น 5G กับร่างกายของมนุษย์จากรายงาน IEEE และ ICNIRP

ตามรายงานการวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวกับการแผ่คลื่นวิทยุโดยเฉพาะคลื่นความถี่ที่นำมาใช้กับโครงข่าย 5G ที่เปิดเผยโดย IEEE มีการระบุว่าระดับความแรงของคลื่นที่นำไปใช้งานทั้ง Sub-6 และ mmWave จะไม่สามารถเดินทางผ่านต้นไม้, ใบไม้ หรือตัวอาคารได้ดีเท่ากับคลื่นความถี่ต่ำ และการศึกษาตลอดปี 2017 ก็ยังไม่พบหลักฐานของผลร้ายต่อสุขภาพจากการสัมผัสพลังงานคลื่นความถี่วิทยุ ณ ระดับพลังงานที่ต่ำกว่าขีดจำกัด ณ ปัจจุบัน

สำหรับ “ระดับอ้างอิงการสัมผัสพลังงานคลื่น” (Exposure Reference Level : ERL) ทั้งของ IEEE และ ICNIRP ของคลื่นความถี่ที่เกิน 2GHz ถูกวางระดับอ้างอิงการสัมผัสพลังงานคลื่นตลอดทั้งร่างกายอยู่ที่ 10 W/m2 (วัตต์ต่อตารางเมตร) ซึ่ง กสทช. ยึดเอาเกณฑ์นี้เป็นมาตรฐานของไทย โดยที่ผ่านมาผลการสุ่มวัดโดย กสทช. พบว่าระดับการสัมผัสคลื่นทีแผ่มาจากโอเปอเรเตอร์ทุกรายต่ำกว่าระดับอ้างอิงเป็นหลักหลายร้อยหลายพันเท่าเรียกได้ว่าการสัมผัสคลื่นความถี่จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์อยู่ในจุดที่ต่ำมากๆ หรือแทบจะไม่มีเลย

ขณะที่การศึกษาผลกระทบทางชีวภาพเกี่ยวกับคลื่น mmWave ที่อยู่ในช่วงปลายด้านความถี่สูงของย่านความถี่วิทยุ (ในช่วง 3kHz –300GHz) และต่ำกว่าคลื่นอินฟาเรด โดยภาพรวมพลังงานคลื่นความถี่วิทยุทั้งหมดเป็นแบบไม่ก่อไอออน หรือ ไม่มีพลังงานมากเพียงพอที่จะปลดปล่อยอิเล็กตรอนไปทำลายพันธะเคมี สร้างอนุมูลอิสระ  และเป็นแหล่งกำเนิดที่มีศักยภาพเพียงพอในการทำความเสียหายแก่โมเลกุลทางชีวภาพ รวมทั้งดีเอ็นเอ

การทะลุผ่านร่างกายของพลังงานความถี่วิทยุจะลดลงเมื่อคลื่นมีความถี่เพิ่มขึ้น ที่ความถี่สูงกว่า 3 – 4GHz คลื่นวิทยุจะสามารถทะลุผ่านร่างกายได้ โดยประมาณน้อยกว่า 10 มิลลิเมตร จากผิวหนัง และที่สูงกว่าประมาณ 20 –30GHz จะทะลุผ่านลึกเข้าไปจากผิวหนังได้น้อยกว่า 1 มิลลิเมตร ดังนั้น ความร้อนตลอดทั้งร่างกายจึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสัมผัสคลื่นมิลลิเมตร เพราะว่าพลังงานคลื่นความถี่วิทยุจะถูกกักอยู่เฉพาะบริเวณผิวชั้นนอก

ด้านคณะกรรมการส่วนที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์และการแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (COMAR) ก็ยังไม่พบรายงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการสัมผัสคลื่น mmWave ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ จึงพิจารณาให้ความอันตรายจากการสัมผัสคลื่น 5G ที่มีการใช้งานในปัจจุบันอยู่ในระดับที่ต่ำมากๆ

รายงานความเกี่ยวข้องของคลื่นวิทยุต่อการเกิดมะเร็ง

สำนักงานคณะกรรมการด้านอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (US Food and Drug Administration : FDA) มีการทำรายงานเชิงลึกเกี่ยวกับการศึกษาในห้องปฏิบัติการและระบาดวิทยาของคลื่นความถี่วิทยุต่อการเกิดมะเร็งในช่วงปี 2008-2018 โดยเป็นการศึกษาจากคลื่นความถี่ 800-2500MHz ครอบคลุมความถี่ในการใช้งานของคลื่น 2-4G

จากการศึกษาพบว่ายังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะระบุถึงความสัมพันธ์ระหว่างการสัมผัสพลังงานคลื่น กับความสามารถในการปรับอุณหภูมิของร่างกายโดยปกติได้อย่างชัดเจน อันตรายอันเนื่องมาจากการเกิดเรื่องความร้อนบนผิวหนังจากการสัมผัสคลื่น mmWave จนผิวหนังมีอุณหภูมิอยู่ในระดับที่สูง (เหนือกว่า 43 องศาเซลเซียสโดยประมาณ) ในช่วงไม่กี่นาที หรือมากกว่า คือเกิดการไหม้ หรือมีความเสียหายอื่นๆ จากความร้อนทางผิวหนังและกระจกตา แต่เหตุการณ์ลักษณะนี้จะเกิดจากการสัมผัสคลื่น mmWave ซึ่งเกินจากข้อจำกัดที่ IEEE และ ICNIRP วางไว้อยู่มาก ทั้งนี้ในสภาวะการใช้งานปกติร่างกายจะสามารถระบายความร้อนที่เกิดจากการสัมผัสคลื่นได้ทั้งหมด

ด้านหน่วยงานป้องกันรังสีและความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ของออสเตรเลีย (Australian Radiation Protection and Nuclear Safety Agency) ก็ได้แสดงข้อมูลเกี่ยวกับโครงข่าย 5G ว่า “ยังไม่มีหลักฐานใด ที่แสดงว่าการสัมผัสคลื่นวิทยุระดับกำลังต่ำจาก 5G และการสื่อสารไร้สายอื่นๆ สามารถมีผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกัน (Immune System) หรือเป็นสาเหตุของผลกระทบระยะยาว หรือผลกระทบระยะสั้นต่อสุขภาพได้”

จากข้อมูลทั้งหมดถ้าเอามาสรุปภาพรวมก็จะเห็นว่าการมีเสาสัญญาณ 5G เพิ่มขึ้นก็ไม่ได้มีผลต่อสุขภาพหากอ้างอิงจากผลวิจัยต่างๆ ที่ออกมาในตอนนี้ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเองทั้งในไทย หรือในระดับสากลก็ยังมีการศึกษากันอย่างต่อเนื่องเพื่อทุกคนสามารถใช้งานเทคโนโลยีเครือข่ายทั้งของเดิมและของใหม่ได้อย่างวางใจ

ที่มา: ncbi.nlm.nih.gov

About Author

RingRangRung

RingRangRung

Partners