GrabFood ชูเทคโนโลยีบิ๊กดาต้า สนับสนุนพาร์ทเนอร์ร้านอาหารในการพัฒนาธุรกิจ

โดย memine | 30 กันยายน 2562 เมื่อ 16:38 น. | อ่าน 55

Grab ผู้นำซูเปอร์แอปแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เดินหน้าใช้เทคโนโลยีบิ๊กดาต้า สนับสนุนการทำงานของพาร์ทเนอร์ร้านอาหาร GrabFood จำนวนหลายหมื่นราย สามารถพัฒนาธุรกิจให้ก้าวทันยุคดิจิทัลที่ผู้ใช้บริการสามารถสั่งอาหารได้เพียงปลายนิ้ว เพื่อเพิ่มยอดออร์เดอร์และช่องทางการขายให้กับพาร์ทเนอร์ร้านอาหารที่สามารถเข้าถึงฐานลูกค้าจำนวนกว่าล้านคน ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีของแกร็บทำให้พาร์ทเนอร์ร้านอาหารมียอดขายเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 8 เท่า (*นับจากเดือนกรกฏาคม 2561 ถึงกรฏาคม 2562) ทำให้พาร์ทเนอร์ร้านอาหารแกร็บฟู้ดสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

“ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปและพึ่งพิงดิจิทัลมากขึ้น จนทำให้ธุรกิจขนาดใหญ่จนถึง SME ต้องพยายามปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด แกร็บจึงต้องการนำเทคโนโลยีที่มีมาช่วยสนับสนุนพาร์ทเนอร์ร้านอาหารขนาดกลางและขนาดเล็กให้มีความแข็งแกร่ง พร้อมสร้างโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีของผู้ประกอบการ รวมถึงโอกาสในการทำรายได้เพิ่มขึ้น โดยไม่ต้องลงทุนเปิดร้านใหม่ หรือจัดการกับระบบส่งอาหารด้วยตัวเองให้ยุ่งยาก เพราะแกร็บมีฐานผู้ใช้งานและพาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่เป็นจำนวนมาก รวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งพร้อมให้คำปรึกษาทางธุรกิจ และจะช่วยทำให้ร้านอาหารสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน” นายธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าว

พาร์ทเนอร์ร้านอาหารคนสำคัญส่วนหนึ่งของแกร็บฟู้ดขอมาเปิดเผยประสบการณ์หลังเข้าร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ร้านค้ากับแกร็บฟู้ด รวมถึงเคล็ดลับความสำเร็จที่ร้านอาหารขนาดกลางและขนาดเล็กควรรู้ในการก้าวสู่ยุคดิจิทัล

นนทกานต์ ซ้ายกาละคำ เจ้าของร้านส้มตำอมร ย่านสวนพลู กล่าวว่า ตั้งแต่เข้าร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับแกร็บมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 120 เปอร์เซ็นต์ โดยมีออร์เดอร์เฉลี่ย 100 ออร์เดอร์ต่อวัน และเคยทำยอดสูงสุดได้มากถึง 157 ออร์เดอร์ภายในหนึ่งวัน ถึงแม้ในช่วงแรกจะประสบปัญหาทำไม่ทันรายการสั่งที่มีเพิ่มขึ้นมาเป็นเท่าตัว แต่นนทกานต์ได้ปรับเปลี่ยนระบบจัดการในร้านจนสามารถรองรับออร์เดอร์ได้เป็นอย่างดี โดนใจทั้งลูกค้าที่ชอบอาหารอีสานสุดแซ่บ ถูกใจทั้งพาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่ที่พร้อมใจกันยกนนทกานต์ให้เป็น “ขวัญใจแกร็บ”

“แกร็บเป็นเหมือนเพื่อนร่วมทางที่ขับเคลื่อนไปสู่ความสำเร็จพร้อมกัน และเชื่อมต่อทุกคนเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งลูกค้า ร้านค้า และคนส่งอาหาร โดยตอนนี้ยอดขายที่ร้านมาจากแกร็บฟู้ดกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการที่แกร็บมีฐานลูกค้าเป็นจำนวนมาก รวมถึงการจัดโปรโมชันอย่างต่อเนื่องที่ช่วยทำให้คนรู้จักร้านเรามากขึ้น และเรายังสามารถนำข้อมูลการสั่งซื้อทั้งหมดมาศึกษา เพื่อที่จะได้พัฒนาเมนูที่ถูกใจลูกค้าต่อไป” นนทกานต์กล่าว

ด้านร้านอองตองข้าวซอย แม้จะเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมในย่านอารีย์อยู่แล้ว และมีรางวัลบิบ กูร์มองด์ จากคู่มือมิชลิน ไกด์ มาการันตี แต่เจ้าของร้านอย่าง ดุลยวิทย์ ขุ่ยอาภัย มองว่าการเข้าร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ร้านอาหารกับแกร็บฟู้ดช่วยให้ร้านสามารถส่งอาหารได้มากขึ้น แถมยังมีหลากหลายช่องทางในการโปรโมต จึงทำให้ร้านมีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิม 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทำให้อยากร่วมเป็นพันธมิตรกับแกร็บฟู้ดในแคมเปญและโปรเจกต์อื่นๆ ต่อไป

“ประทับใจแกร็บมากครับ เพราะทางด้านองค์กรก็ตกลงกันได้ง่าย ไม่ต้องรออนุมัติหลายขั้นตอน ส่วนคนขับ 90 เปอร์เซ็นต์ก็น่ารัก นิสัยดี การเป็นพาร์ทเนอร์กับแกร็บฟู้ดทำให้เรามีผู้ช่วยในการคิดโปรโมชันกระตุ้นยอดขาย ซึ่งเห็นผลลัพธ์ที่ดีอย่างชัดเจนในเวลาไม่นาน ถือเป็นอีกช่องทางในการสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นสำหรับผู้ประกอบการครับ” ดุลยวิทย์กล่าว

ขณะที่ ชาตรี คะศรีทอง จากร้านตำสดิ้ง ร้านส้มตำสุดแซ่บย่านรามคำแหงที่มีเมนูเด็ดอย่างหมูยอ เล่าว่าร้านของเขาเป็นร้านขนาดเล็ก เดินทางมาลำบาก แถมยังมีร้านอาหารคู่แข่งมากมายในบริเวณนั้น ซึ่งเขาไม่มีความพร้อมที่จะลงทุนในการทำบริการส่งอาหารให้มีประสิทธิภาพ แต่พอได้เป็นพาร์ทเนอร์กับแกร็บฟู้ด เขาสามารถจัดการออร์เดอร์ส่งให้กับลูกค้าได้ภายในเวลาที่กำหนด โดยที่อาหารยังร้อน และรสชาติดีอยู่ ซึ่งช่วยให้ร้านเป็นที่รู้จักมากขึ้น จนยอดขายเพิ่มขึ้นเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์

“ตอนนี้เทรนด์การสั่งอาหารออนไลน์เพิ่มขึ้นมาก การมีแกร็บมาช่วยถือว่าสนับสนุนได้เยอะ ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กแบบเราเท่าเทียมกับร้านใหญ่ๆ จากการร่วมงานกับแพลตฟอร์มส่งอาหารหลายเจ้า ผมคิดว่าแกร็บให้ความสำคัญกับร้านค้ามากที่สุด และมีการสื่อสารดีกว่าเจ้าอื่น ให้คำแนะนำเรื่องโปรโมชันตลอด ซึ่งฐานลูกค้าของแกร็บยังตรงกับกลุ่มลูกค้าของร้าน ถือเป็นอีกวิธีในการช่วยสนับสนุนร้านค้าให้สามารถเพิ่มยอดขายได้ต่อไป” ชาตรีกล่าว

โดยพาร์ทเนอร์ร้านอาหารของแกร็บฟู้ดทั้งสามยังเผยเคล็ดลับในการทำธุรกิจในยุคดิจิทัลไปในทางเดียวกันว่า ร้านอาหารแต่ละแห่งต้องหมั่นศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม โดยเฉพาะด้านการตลาด และการวางแผนจัดการระบบภายในร้าน นอกจากนั้น ต้องควบคุมคุณภาพอาหาร การบริการ และรสชาติให้ดีอย่างต่อเนื่อง พร้อมใส่ใจด้านความสะอาด และบรรจุภัณฑ์ เพื่อที่จะได้มั่นใจว่าอาหารจะส่งตรงถึงลูกค้าได้อร่อยเหมือนกินที่ร้าน

About Author

memine

memine

Partners