เทียบ Galaxy Note20 Ultra 5G กับ iPhone 12 Pro Max รุ่นไหนให้มากกว่า

โดย oatciiz | 2 พฤศจิกายน 2563 เมื่อ 19:04 น. | อ่าน 2,231

เปิดตัวมาได้ไม่นานกับ iPhone 12 Pro Max ที่คราวนี้มาช้ากว่าที่เคย และเมื่อนึกถึงมวยคู่ปรับที่ท้าชนกันได้คงจะไม่พ้น Samsung Galaxy Note20 Ultra 5G ที่เปิดตัวมาก่อนพักใหญ่ หมาถึงตรงนี้หลายคนอาจกำลังหาข้อมูลว่าทั้ง 2 รุ่นเมื่อเทียบกันแล้วมีข้อแตกต่างอะไรบ้างและถ้าตัดสินใจซื้อจะเลือกรุ่นไหนดี บทความนี้เราจะพาไปเทียบกันดูว่า เรือธงทั้ง 2 ค่ายมีดีต่างกันหรือไม่

เทียบสเปค Galaxy Note20 Ultra 5G กับ iPhone 12 Pro Max

ขนาดหน้าจอของ Samsung Galaxy Note20 Ultra 5G ให้ขนาดมาจุใจที่ 6.9 นิ้ว พาแนล Dynamic AMOLED 2X ความละเอียด 1440×2778 พิกเซล ความละเอียดสี 496ppi อัตรารีเฟรชเรท 120Hz วัสดุหน้าจอและด้านหลังใช้ Gorilla Glass Victus และใช้โครงแบบ Stainless Steel

ส่วนกล้องนั้น Galaxy Note20 Ultra 5G ให้มาแบบจะดเต็มแบบ Quad Camera ประกอบด้วย Wide Camera ความละเอียด 108MP 26mm f/1.8 PDAF / O.I.S. ต่อมาเป็นเลนส์ Telephoto ความละเอียด 12MP 120mm f/2.2 PDAF / O.I.S. 5x Optical Zoom / 50x Space Zoom และเลนส์ Ultrawide ความละเอียด 12MP 13mm f/2.4 ส่วนสุดท้ายคือ Laser Autofocus ขณะที่กล้องหน้าให้มาที่ความละเอียด 10MP 26mm f/2.2 Dual Pixel PDAF

ในประเทศไทยรุ่นที่จำหน่ายเป็นชิป Exynos 990, Octa-core มากับ RAM 12GB และ Storage เริ่มต้นแบบพร้อมใช้ที่ 256GB/512GB และถ้ายังไม่พอสามารถเพิ่ม microSDXC สูงสุดถึง 1TB

ในการใช้งาน Galaxy Note20 Ultra 5G ยังรองรับ nanoSIM แบบ 2 ซิม อีกทั้งมากับแบตเตอรี่ 4,500 mAh ที่รองรับชาร์จเร็ว 25W และชาร์จไร้สาย 15W สุดท้ายคือรองรับ 5G และการเชื่อมต่อบนคลื่น GSM/CDMA/HSPA/EVDO/LTE (SA/NSA/Sub6/mmWave) และรองรับ Wifi 6 แล้ว

เมื่ออ้างอิงจากสเปคของ Samsung Galaxy Note20 Ultra 5G แล้ว iPhone 12 Pro Max ก็ถือว่ามีความแตกต่างอยู่หลายจุด สิ่งแรกคือขนาดหน้าจอ ในรุ่นนี้ให้มาที่ 6.7 นิ้ว เป็นหน้าจอ Super Retina XDR OLED ความละเอียด 1284×2778 458ppi อัตรารีเฟรชเรทที่ 60Hz เรื่องสีสันหน้าจอและความสว่างไม่น่าห่วงสำหรับ iPhone แต่ที่น่าเสียดายคืออัตรารีเฟรชเรทที่ให้มาน้อยไปนิด ถึงแม้จะไม่ให้มาสูงเท่ากันที่ 120Hz แต่มาตรฐานในตอนนี้ควรจะอยู่ที่ 90Hz แล้วสำหรับรุ่นเรือธง แต่ก็ไม่ใช้ว่าไม่มีส่วนที่ดีเกี่ยวกับหน้าจอเพราะวัสดุที่เปลี่ยนมาใช้ Ceramic Shield ที่มีความแข็งแรงกว่าเดิม 4 เท่าถือว่าเป็นอะไรที่ค่อนข้างประทับใจ ส่วนฝาหลังยังใช้ Gorilla Glass และโครงเครื่องเป็น Stainless Steel เช่นเดียวกับ Galaxy Note20 Ultra 5G

จะบอกว่ากล้องไม่สำคัญก็ไม่ได้แล้วในยุคปัจจุบัน แต่ iPhone 12 Pro Max ยังคงให้ความละเอียดมาค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับตลาดสมาร์ทโฟนปัจจุบัน ประกอบด้วยเลนส์ Wide ความละเอียด 12MP 26mm f/1.6 Dual Pixel PDAF / Sensor-Shift  O.I.S. ต่อมาเป็น Telephoto ความละเอียด 12MP 65mm f/2.2 PDAF / O.I.S. 2.5x Optical Zoom และเลนส์ Ultrawide ความละเอียด 12MP f/2.4 สุดท้ายคือ 3D LiDAR Scanner ในขณะที่สมาร์ทโฟนฝั่ง Android พัฒนาเรื่องกล้องไปไกลมากแล้ว iPhone ยังคงเลือกที่จะเพลย์เซฟกับความละเอียดที่ค่อนข้างน้อยไปสักหน่อย ส่วนกล้องหน้าให้ความละเอียดมาที่ 12MP 23mm f/2.2
มาพร้อมกับ 3D Depth Sensor

ชิปของ iPhone 12 Pro Max เรียกว่าแรงที่สุดในตอนนี้กับ Apple A14 Bionic, Hexa-core มากับ RAM 6GB และ ROM 128GB/256GB/512GB ให้ได้เลือกกัน และแน่นอนว่าไม่สามารถเพิ่มหน่วยความจำได้ดังนั้นจะซื้อ iPhone ทั้งทีต้องวางแผนกันพอสมควรในเรื่องนี้ซึ่งปัญหาปวดใจคือราคาที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง หรือถ้าใครไม่อยากเพิ่มเงินในเรื่องของหน่วยความจำ Apple ก็มีทางออกในการซื้อ iCloud นั่นเอง สุดท้ายก็เสียเงินอยู่ดีจริงไหม

ต่อมาเป็นเรื่องการใช้งานทั่วไปของ iPhone 12 Pro Max ซึ่งในตอนนี้ก็ยังไม่รองรับ 2 ซิม แต่จะมีตัวเลือกให้ใช้ 1 ซิมกับ eSIM ควบคู่กันไปทำให้มีขั้นตอนในการเปิดใช้งาน และเมื่อพูดถึงแบตเตอรี่ตอนนี้ยังไม่มีการยืนยันความจุออกมา แต่ตามข่าวลือ iPhone 12 Pro Max ก็จะยังให้มาไม่ถึง 4,000 mAh ตรงนี้จึงต้องไปวัดผลในส่วนของการจัดการพลังงานของชิปอีกครั้ง ส่วนอื่นๆอาทิ ชาร์จเร็ว 25W และชาร์จไร้สาย 15W และการรองรับการเชื่อมต่อ 5G และ Wifi 6 ทำได้เหมือนกันกับ Samsung Galaxy Note20 Ultra 5G

นี่เป็นเพียงการเทียบสเปคเพื่อให้เห็นภาพนะครับ ต้องบอกว่าไม่ได้ไกลกันมากแต่ Samsung Galaxy Note20 Ultra 5G นั้นก็ให้มาเหนือกว่า iPhone 12 Pro Max อยู่หลายอย่าง ถ้าวิเคราะห์แล้ว Apple เลือกที่จะทำอะไรที่ตัวเองมั่นใจ ในขณะที่ Samsung เน้นการพัฒนาให้ล้ำขึ้นไปอีก

วิเคราะห์การใช้งานจริงระหว่าง Samsung Galaxy Note20 Ultra 5G และ iPhone 12 Pro Max

มันมีความสะดวกหลายด้านที่ Apple ทำให้ผู้ใช้ติดใจเช่น Air Drop ซึ่งเป็นการส่งไฟล์ระหว่างอุปกรณ์ของ Apple แน่นอนว่าข้อดีอยู่ทีรวดเร็ว สะดวก แม้ไฟล์จะมีขนาดใหญ่ แต่ Samsung Galaxy Note20 Ultra 5G ก็มาพร้อม Nearby Share แล้ว ที่น่าสนใจก็คือ ฟังก์ชั่นนี้รองรับตั้งแต่ Android 6.0 เป็นต้นไป โดย Nearby Share จะส่งข้อมูลได้ทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ ผ่านหลายโปรโตคอลทั้ง Bluetooth, Bluetooth LE, WebRTC, รวมถึง P2P WiFi เพื่อให้ได้การเชื่อมต่อที่เร็วและเสถียรที่สุด ไม่เพียงแค่นั้น Google ยังเตรียมเปิดมาตรฐาน Nearby Share นี้ให้กับระบบอื่นๆ ทั้ง Chrome OS, Windows, Mac OS รวมไปถึง Linux ซึ่งจะทำให้อุปกรณ์ Android จะสามารถส่งไฟล์แบบไร้รอยต่อกับทุกอุปกรณ์แม้กระทั่งอุปกรณ์ Apple ก็ตาม

ไม่ว่ากันที่คุณอาจจะเคยฮือฮากับ Siri ผู้ช่วยเสียงที่ Apple พัฒนาออกมาเมื่อหลายปีก่อน แต่คู่แข่งอย่าง Google Assistant ก็ฉลาดและทำงานได้ดีไม่แพ้กันในเวลานี้ จากประสบการณ์ยิ่งเป็นภาษาไทย ผู้ช่วยเสียงจาก Google ที่พัฒนามาเพื่ออุปกรณ์ Android นี้มีความสามารถที่อัจฉริยะและตอบสนองได้ดี รวดเร็ว และเข้าใจผู้ใช้เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นบนอุปกรณ์สมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์สมาร์ทโฮมก็ตาม

ทำความเข้าใจเรื่องสมาร์ทโฟน Android ที่หลายคนติดภาพการซื้อมาใช้งานแล้วจะโดนแพ ตอนนี้ Samsung การันตีว่าสมาร์ทโฟนเรือธงทั้ง S Series และ Note Series นั้นจะอัปเดตได้ต่อเนื่อง 3 เวอร์ชั่น นั่นหมายความว่า Samsung Galaxy Note20 Ultra 5G จะไปได้ยาวๆถึง Android 12 ทีนี้ก็ไม่ต้องมานั่งลุ้นว่าซื้อมาทิ้งขว้างเพราะใช้ได้ยาวๆไม่แพ้ iPhone 12 Pro Max แน่นอน

สิ่งที่ทำให้ Samsung Galaxy Note20 Ultra 5G เหนือกว่า iPhone 12 Pro Max

ซื้อสมาร์ทโฟนเรือธงสักเครื่องและต้องจ่ายเงินเกือบครึ่งแสนก็ต้องใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และสิ่งที่ทำให้ Samsung Galaxy Note20 Ultra 5G เหนือกว่า iPhone 12 Pro max ก็คือเรื่องความรอบด้านในการใช้งานนี่แหละครับ

อย่างแรกเลยคือ ปากกา S-Pen ที่เป็น Killer Feature ที่ไม่ได้ชนะเพียง Apple อย่างเดียวแต่เอาชนะเรือธงทุกแบรนด์ไปแบบขาดลอย เพราะนอกจากการขีดเขียนที่เสถียรแม่นยำ แล้วยังมาพร้อมคุณสมบัติที่เป็นมากกว่าปากกา เพราะเป็นรีโมทในการลั่นชัตเตอร์รวมทั้งควบคุมสไลด์เมื่อพรีเซนตืงานได้ด้วย

Wireless DeX และ Link-to-Windows มีประโยชน์มาก แค่เพียงต่อ Galaxy Note20 Ultra 5G เข้ากับทีวีหรือโปรเจคเตอร์ผ่าน Miracast ทีนี้ไม่ว่าจะพรีเซนท์งานผ่าน PowerPoint บนโปรเจคเตอร์หรือดู Netflix บนทีวีที่บ้านก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องมีสายต่อให้เกะกะแต่อย่างใด ส่วน Link-to-Windows ก็ทำให้การเชื่อมต่อกับ Windows PC ทำได้แบบไร้ขีดจำกัดเหมือนยกจอสมาร์ทโฟนมาไว้บน PC 

Wireless PowerShare หรือการแชร์พลังงานให้กับอุปกรณ์อื่นถือว่าสำคัญมากเวลาเดินทางหรือเวลาอยู่ข้างนอก ที่แน่ๆเลยคือหูฟัง TWS ดังนั้นย่อมดีกว่าที่เราจะมีที่เก็บพลังงานพร้อมใช้สำหรับอุปกรณ์เสริม ลองคิดดูว่าถ้า AirPods แบตเตอรี่หมดระหว่างใช้งานต้องวิ่งวุ่นหาที่ชาร์จแค่ไหนกันหละ

มาตรฐานใหม่อย่าง USB-C ที่ Apple ไม่ยอมเปลี่ยนมาใช้สักทีก็เป็นเรื่องชวนสงสัย เพราะในขณะที่อุปกรณ์ทั่วโลกใช้กันหมดแต่ Apple ยังเลือกจะใช้พอร์ต Lightning กับ iPhone ประโยชน์ไม่ได้เพียงแค่ชาร์จเท่านั้นแต่ประโยชน์ของ USB-C ยังมีทั้งในเรื่องการโอนถ่ายไฟล์และความแข็งแรงอีกด้วย

About Author

oatciiz

oatciiz

Partners