[Review] Fitbit Charge 3 แทรคเกอร์อัจฉริยะ แบตอึด ดีไซน์สวย กันน้ำได้

โดย RingRangRung | 15 ธันวาคม 2561 เมื่อ 09:41 น. | อ่าน 2,835

เปิดตัวพร้อมวางจำหน่ายในไทยเป็นที่เรียบร้อยสำหรับ Fitbit Charge 3 ฟิตเนสแทรคเกอร์อุปกรณ์คู่ใจของคนรักสุขภาพ โดยที่รุ่นนี้ได้มีการปรับปรุงหลายส่วนไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีไซน์, ขนาดหน้าจอ, และฟังค์ชั่นต่างๆ ที่อัดแน่นทั้งสมาร์ทฟีเจอร์ด้านไลฟ์สไตล์และการออกกำลังกายในรูปแบบต่างๆ

Fitbit Charge 3 มีเข้ามาขายในไทย 2 โมเดลตัวรุ่นปกติสนนราคาที่ 6,490 บาท มีจำหน่ายทั้งแบบสีดำ/กรอบอะลูมีเนียมกราไฟต์ (Black/Graphite Aluminium) กับ สีบลูเกรย์/กรอบอะลูมิเนียมสีชมพูโรสโกลด์ (Blue Grey/Rose-Gold Aluminium)

ขณะที่อีกรุ่นเป็นตัว Special Edition ราคา 6,990 บาท ซึ่งสเปคจะเหมือนกันแต่มีตัวเลือกสีกับวัสดุของสายที่ต่างกัน โดยที่รุ่นพิเศษจะมีให้เลือกสี ลาเวนเดอร์วูฟเวน /กรอบอะลูมิเนียมสีชมพูโรสโกลด์ (Lavender Woven / Rose-Gold Aluminium) กับ สี ฟรอสต์ ไวท์ สปอร์ต /กรอบอะลูมีเนียมกราไฟต์ (Frost White Sport /Graphite Aluminium)

แพ็คเกจของ Charge 3 ก็เป็นแบบที่คุ้นเคยกันตัวกล่องมีรูปอุปกรณ์พร้อมชื่อรุ่นชัดเจน พร้อมด้วยสเปคไฮไลท์แบบคราวๆ สำหรับอุปกรณ์ภายในประกอบไปด้วย

  • ตัวเรือน Fitbit Charge 3 + สายไซส์ S สำหรับข้อมือขนาด 5.5-7.1 นิ้ว
  • สายไซส์ L สำหรับข้อมือขนาด 7.0-8.7 นิ้ว
  • อะแดปเตอร์ชาร์จไฟ
  • คู่มือการใช้งาน
  • เฉพาะตัว Special Edition จะมีสายสีดำแถมมาให้

เริ่มจากการออกแบบกันก่อน Fitbit Charge 3 มีการปรับลุคให้ดีพรีเมียมมากขึ้น หน้าจอเป็นแบบสัมผัส ขาว-ดำ มีการปรับขนาดจอให้ใหญ่กว่ารุ่น Charge 2 ราว 40% สามารถแสดงผลต่างๆได้อย่างเต็มตามากขึ้น โดยที่รุ่นนี้ใช้จอชนิด OLED ขนาดจอ 1.57 นิ้ว คลุมทับด้วยกระจก Gorilla Glass 3 พร้อมฟีเจอร์ปรับระดับความสว่างตามสภาพแวดล้อมโดยอัตโนมัติ

ตัวเรือนเป็นอะลูมิเนียมเกรดเดียวกันกับที่ใช้ในงานอากาศยาน (Aerospace-grade)ทำให้มีความเบาและทนทาน  สามารถกันน้ำได้ในระดับความลึก 5 เมตร ซึ่งเท่ากับว่าใส่ลงสระ หรือใส่อาบน้ำได้สบายๆ ด้านหลังตรงกลางจะเป็นเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจอย่างต่อเนื่องหรือ PurePulse Heart Rate และเซ็นเซอร์ตรวจวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดสัมพัทธ์ (Relative SpO2 sensor) ที่สามารถนำไปต่อยอดเพื่อการติดตามข้อมูลสุขภาพเชิงลึกได้ ติดกับเซ็นเซอร์เป็นขั้วทองแดงสำหรับเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ชาร์จไฟ หรือซิงค์ข้อมูลเข้าคอมพิวเตอร์ผ่านสาย USB

การสั่งงานของรุ่นนี้ส่วนใหญ่ใช้งานเป็นระบบสัมผัสบนหน้าจอ แต่ก็มีการใส่ปุ่มแบบเหนี่ยวนำ (Inductive button) ไว้ที่ฝั่งซ้ายของตัวเรือน

เรื่องวัสดุของสายในรุ่นปกติจะได้สายที่เป็นซิลิโคนซึ่งแถมมาให้ในกล่อง 2 ขนาด ตัวสายที่ติดมาให้จะเป็นไซส์ S สำหรับข้อมือขนาด 5.5-7.1 นิ้ว ขณะที่สายไซส์ L จะทำมาสำหรับข้อมือขนาด 7.0-8.7 นิ้ว วิธีเปลี่ยนสายก็ง่ายๆพลิกดูด้านใต้บริเวณขั้วสายจะมีปุ่มสลักเล็กๆแค่จิกลงไปเบาๆแล้วดึงออกเป็นอันจบ ขณะที่การใส่สายกลับก็แค่สอดขั้วสายเข้าไปให้ตรงกับช่องบนตัวเรือนแล้วดันเข้าไปจนมีเสียงคลิกเบาๆ ก็เป็นอันมั่นใจได้ว่าตัวสายล็อคเข้ากับเรือนนาฬิกาเป็นที่เรียบร้อย

รูปแบบการรัดข้อมือของสายจะเหมือนกับนาฬิกาข้อมือทั่วไปตัวตะขอล็อคแข็งแรงดีและถ้าสังเกตตรงห่วงรัดสายด้านใต้จะมีการทำสลักเล็กๆไว้ล็อคกับรูบนสายอีกชั้นไม่ต้องกลัวว่าสายจะหลุดจากห่วงมารบกวนขณะทำกิจกรรมต่างๆ

ตัวสายของ Fitbit Charge 3 นอกจากที่เป็นสายซิลิโคนแบบคลาสสิคแล้ว ก็ยังมีสายรูปแบบต่างๆให้เลือกซื้อทั้ง สายผ้า, สายหนัง หรือสายเจาะรูแนวสปอร์ต สนนราคาบรรดาอุปกรณ์เสริมก็อยู่ที่ราว 990-1,890 บาท

ด้านการสั่งงานของ Fitbit Charge 3 มีดังนี้

  • ปัดจอบนลงล่างเพื่อดูหน้าต่างแจ้งเตือน
  • ปัดจอล่างขึ้นบนเพื่อดูข้อมูลแทรคกิ่งต่างๆ
  • ปัดจอขวาไปซ้ายเพื่อเข้าหน้าคำสั่ง Exercise /Relax / Timers / Alarms / Weather / Settings
  • แตะปุ่ม Inductive button เพื่อย้อนกลับ
  • แตะปุ่ม Inductive button ค้าง เพื่อเข้าโหมด Fitbit Pay หรือ เปิด-ปิด ปลุกหน้าจอ (Screen Wake) / การแจ้งเตือน

 

Fitbit Charge 3 ใช้เทคโนโลยี Bluetooth 4.0 มีระยะการเชื่อมต่อกับตัวอุปกรณ์ได้สูงสุด 6 เมตร และมีการฝั่งชิปเซต NFC สำหรับใช้งานระบบชำระเงิน Fitbit Pay ที่เปิดใช้งานในไทยเป็นที่เรียบร้อย โดยร่วมมือกับ 3 สถาบันการเงินขนาดใหญ่ ทั้งบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC, ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งผู้ใช้จะต้องตั้งค่าใส่ข้อมูลบัตรเครดิต และตั้งรหัส PIN ผ่านฟีเจอร์ Wallet บนแอปฯก่อน

เรื่องระยะเวลาการใช้งานของ Charge 3 ถือว่าน่าประทับใจมากๆ โดยที่ตัวอุปกรณ์ใช้เวลา 2 ชั่วโมงในการชาร์จแบตเตอรี่จาก 0-100% และสามารถใช้งานได้นานถึง 7 วันต่อการชาร์จ 1 ครั้ง แต่จากที่ลองใช้มาพบว่ารุ่นนี้สามารถอยู่ได้นานกว่าที่ Fitbit เคลมไว้ หรือประมาณ 8 วันนิดๆ

สำหรับระบบแจ้งเตือนของ Fitbit Charge 3 ก็รองรับทั้งสายเรียกเข้า, ข้อความ และปฏิทินนัดหมาย โดยที่โหมดตอบกลับเร็ว (Quick Replies) ของ Android จะเปิดให้ใช้กันเร็วๆนี้ แต่น่าเสียดายตรงที่ระบบยังไม่รองรับการแสดงผลที่เป็นภาษาไทย ซึ่งก็ได้แต่หวังว่าทาง Fitbit จะพัฒนาระบบให้รองรับได้สำเร็จภายในเร็ววันนี้

ด้านการออกกำลังกายในรุ่นนี้ก็มีให้เลือกมากกว่า 15 โหมด อาทิเช่น Run, Bike, Swim, Treadmill, Weight และ Interval Timer เป็นต้น ซึ่งในแต่ละกิจกรรมก็จะมีหน้าแดชบอร์ดข้อมูลที่แตกต่างกันไป และสามารถกำหนดเป้าหมาย (Goal) ของแต่ละกิจกรรมได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเลือกโหมดว่ายน้ำ (Swim) ตัวผู้ใช้ก็จะสามารถกำหนดเป้าหมายว่าจะว่ายน้ำเป็นระยะเวลากี่นาทีได้ หรือถ้าเป็นโหมดวิ่ง (Run) ก็เลือกได้ว่าจะตั้งเป้าวิ่งกี่นาที หรือวิ่งกี่กิโลเมตร ซึ่งตัวสายรัดจะจับ GPS ติดตาม ระยะทาง และ Pace ผ่านโทรศัพท์ที่เชื่อมต่ออยู่

ในมุมของการพักผ่อน Charge 3 ก็มีโหมด Relax จับระดับชีพจรพร้อมให้คำแนะนำในการปรับจังหวะการหายใจเพื่อกำหนดสมาธิผ่อนคลายความเครียด

นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ Sleep Stages ระบบตรวจวัดการนอนหลับของผู้ใช้ซึ่งฟีเจอร์นี้จะตรวจจับการนอนหลับของผู้ใช้ และแบ่งช่วงการนอนออกเป็น 4 ระดับประกอบด้วย

  • Awake : สภาวะตื่นนอน
  • REM : ภาวะหลับตากระตุก ซึ่งมักจะเป็นช่วงที่เรากำลังฝันโดยเฉลี่ยจะคิดเป็น 10-25% ของทั้งคืน
  • Light : ช่วงหลับตื้น ซึ่งถือเป็นภาวะระดับการนอนหลับแบบปกติคิดเป็น 50-60% ของทั้งคืนครับ
  • Deep : ช่วงหลับลึกคิดเป็น 10-25% ของการนอน ซึ่งตามมุมมองของแพทย์ถือเป็นช่วงการหลับที่ดีที่สุดเพราะร่างกายจะอยู่ในสภาวะพักผ่อนมากที่สุด และการฟื้นฟูและซ่อมแซมอวัยวะต่างๆของร่างกายก็มักจะเกิดขึ้นในช่วงนี้

สำหรับคนที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพฟีเจอร์เหล่านี้จัดว่ามีประโยชน์มากๆครับ ขณะที่รูปทรงนาฬิกาก็เอื้อต่อการใส่นอนด้วยรูปทรงที่ไม่ได้มีเหลี่ยมมีมุมมากนัก ซึ่งโดยส่วนตัวก่อนนอนทุกครั้งก็ต้องเข้าไปปิด Screen Wake ก่อนเพื่อไม่ให้แสงหน้าจอมารบกวนขณะหลับ

ด้านคุณสุภาพสตรีในรุ่นนี้ก็มีโหมด Female Health สำหรับติดตามเรื่องของรอบประจำเดือน และอาการต่างๆ ขณะที่เหล่าพนักงานออฟฟิศหรือผู้ที่ต้องนั่งอยู่กับที่นานๆตัวแทรคเกอร์ก็มีระบบเตือนให้ลุกขึ้นมาขยับตัว ขยับร่างกาย

ในภาพรวม Fitbit Charge 3 เหมาะกับกลุ่มผู้ใช้งานที่เริ่มต้นดูแลสุขภาพ ด้วยการทำกิจกรรมออกกำลังกายง่ายๆ ทั้งที่บ้านหรือในฟิตเนส และต้องการฟิตเนสแทรคเกอร์ที่มีลูกผสมสมาร์ทฟังค์ชั่นเพื่อให้สามารถใส่ติดตัวได้ตลอดทั้งวัน พร้อมด้วยแบตเตอรี่อึดอยู่ได้นานถึง 7 วันต่อการชาร์จเพียงครั้งเดียว โดยที่เจ้าตัวฟิตเนสแทรคเกอร์รุ่นนี้จะสมบูรณ์แบบมากขึ้นหากสามารถรองรับการใช้งานภาษาไทยได้

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถไปลองจับ หาซื้อเป็นเจ้าของได้ที่ร้าน B2S,.Life, คิงพาวเวอร์, พาวเวอร์บาย , วีมาร์ท และลาซาด้า โดยรุ่น Special Edition อยู่ที่ 6,990 บาท ก็ส่วนรุ่นธรรมดาราคา 6,490 บาท เท่านั้น

About Author

RingRangRung

RingRangRung