[Review] ASUS Zenfone Max Pro M1 มือถือ Pure Android แบตฯอึด จอใหญ่ ตอบโจทย์คนเล่นเกม

โดย RingRangRung | 26 มิถุนายน 2561 เมื่อ 10:30 น. | อ่าน 1,491

เป็นอีกหนึ่งซีรีส์สมาร์ทโฟนที่เน้นเรื่องความจุของแบตเตอรี่ที่ได้รับความนิยมในบ้านเราไม่น้อยสำหรับ ASUS Zenfone Max และในปีนี้ก็ได้มีรุ่นใหม่เข้ามาวางจำหน่ายในไทย ได้แก่รุ่น ASUS Zenfone Max Pro M1 (ZB602KL) โดยยังคงสเปคแบตฯจุใจ 5,000mAh จอใหญ่ 5.99 นิ้ว ชิป Snapdragon 636 เป็น Pure Android เวอร์ชั่น 8.1 Oreo กับราคาแค่ 5,990 บาท

สเปค ASUS Zenfone Max Pro M1 (ZB602KL)

  • หน้าจอ IPS Full HD+ (2160x1080p) ขนาด 6 นิ้ว ดีไซต์ Full View 18:9 มีค่า Contrast Ratio 15000:1
  • ชิปเซต Snapdragon 636 ตัวประมวลผล Kryo 260 18GHz ใช้ GPU Adreno 509
  • สเปค RAM 3GB+32GB/ 4GB+64GB /6GB+64GB รองรับหน่วยความจำเสริมสูงสุด 2TB
  • รองรับการทำงานสองซิมและหน่วยความจำเสริม microSD Card แบบ Triple Slot
  • ระบบรักษาความปลอดสแกนลายนิ้ว และสแกนใบหน้า
  • กล้องหลังคู่ 16+5 ล้านพิกเซล ( 13+5 ล้านพิกเซล สำหรับรุ่น RAM 3GB) มีแฟลช Solflight LED พร้อมโหมด Portrait mode รองรับวีดีโอ 4K UHD(3840×2160 พิกเซล)
  • กล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล (8 ล้านพิกเซลสำหรับรุ่น RAM 3GB) มีแฟลช Solflight LED
  • ระบบเสียงให้ความคมชัดและมีพลังด้วยชิป NXP Smart Amplifier พร้อมด้วยลำโพงแม่เหล็ก 5 ตัว
  • รันระบบปฏิบัติการ Pure Android 8.1 Oreo
  • แบตเตอรี่ 5000mAh รองรับ Fast Charge 10W
  • สีที่เปิดตัวในไทย ดำ (Deep Black) และ เงิน (Meteor Silver)

แพ็คเกจของ Zenfone Max Pro M1 เป็นกล้องกระดาษสีเงินตัดเทาไซส์ปกติ มีชื่อรุ่น Zenfone Max Pro M1 และโลโก้ We Love Photo บนหน้ากล่อง สำหรับอุปกรณ์ภายในก็มีทั้ง

  • เครื่อง ASUS Zenfone Max Pro M1
  • ชุดหูฟัง Handset แบบอินเอียร์ และจุดซิลิโคนสำหรับเปลี่ยน
  • อะแดปเตอร์ 5.0V=2A รองรับ Fast Charging 10W
  • สาย microUSB
  • สาย OTG micro-USB Host
  • คู่มือการใช้งาน
  • เข็มจิ้มถาดซิม

บอดี้ของรุ่นนี้ยังคงเอกลักษณ์ที่ดูแข็งแกร่งบอดี้เป็นอลูมิเนียมขึ้นรูปชิ้นเดียว (Unibody) ด้านหน้าเป็นกระจก 2.5D สัดส่วนตัวเครื่อง 159 x 76 x 8.5 มม. และหนัก 180 กรัม ถือว่าค่อนข้างบางและเบาสำหรับสมาร์ทโฟนที่มีแบตเตอรี่ความจุ 5,000mAh ขณะที่สีก็มีให้เลือกทั้ง สีเงิน (Meteor Silver) และสีดำ (Deep Black) เครื่องที่เราได้มารีวิวเป็นสีเงินครับ

สำหรับหน้าจอของรุ่นนี้เป็น IPS LCD ขนาด 6 นิ้วดีไซน์แบบ Full View อัตราส่วน 18:9 ในตัวเครื่อง 5.5 นิ้ว โดยพื้นที่การแสดงผลเมื่อเทียบกับตัวเครื่องอยู่ที่ 85% สิ่งที่ทำให้ Zenfone Max Pro M1 โดดเด่นกว่ามือถือในรุ่นระดับราคาเดียวกันคือตัวหน้าจอที่มีค่า Contrast Ratio ถึง 15000:1 และขับความสว่างได้สูงถึง 450nits ส่วน Multi-Touch รองรับได้ 10 จุด

ด้านหน้าเครื่องเริ่มจากด้านบนประกอบด้วย กล้องหน้า, ช่องลำโพงสนทนา, เซ็นเซอร์ต่างๆ และไฟแฟลชแบบ SoftLight LED ขณะที่ด้านล่างปล่อยโล่งใช้แถบ Navigation Bar (Back, Home, Recent Apps) แบบสัมผัส

ตำแหน่งการจัดวางกล้องหลังคู่เป็นแนวตั้งติดมุมขอบบนซ้าย มีช่องแฟลช LED อยู่ด้านล่าง ขณะที่ตรงกลางหลังเครื่องเป็นเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ

ขอบเครื่องด้านขวาจะเป็นสารพัดปุ่มกดทั้ง ปุ่ม Power และปุ่มปรับระดับเสียง ส่วนฝั่งซ้ายเป็นช่องใส่ซิม ซึ่งรุ่นนี้เป็นถาด Triple Slot ใส่สองซิมได้และเพิ่ม microSD ได้ โดยที่รุ่นนี้รองรับการทำงานแบบ 4G ทั้งสองซิมแบบ DSDS (Dual-SIM Dual Standby)

ส่วนขอบบนของเครื่องจะมีแค่ไมโครโฟนตัดเสียงรบกวน ด้านล่างเป็นช่องลำโพงหลัก, ไมโครโฟน, พอร์ต microUSB และช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม.

หัวใจสำคัญของ ZenFone Max Pro (M1) คือการใช้ขุมกำลังเป็น Qualcomm Snapdragon 636 สถาปัตยกรรมการผลิตระดับ 14 นาโนเมตร ตัวประมวลผล Kryo260 ความไว 18GHz ใช้ GPU รุ่น Adreno 509 ตัวสเปคที่วางขายในไทยมี 3 ตัวคือรุ่น RAM 3GB+ROM 32GB, RAM 4GB+ROM 64GB และ RAM 6GB+ROM 64GB ซึ่งทั้งสามรุ่นรองรับหน่วยความจำเสริมแบบ microSD Card ได้สูงสุด 2TB ซึ่งรุ่นที่เราได้มารีวิวเป็นตัวสเปค RAM 3GB ครับ

อีกหนึ่งเคล็ดลับความลื่นไหลในการทำงานของรุ่นนี้คือระบบปฏิบัติการที่เป็นแบบ Pure Stock Android ในเวอร์ชั่น Android 8.1 Oreo ไม่ใช่ Android One ไม่มี Zen UI ครอบทับ แน่นอนข้อดีของการเป็นระบบปฏิบัติการในรูปแบบนี้คือการไม่มีฟีเจอร์ หรือลูกเล่นบริการต่างๆมาทำให้หนักเครื่อง และยังได้รับการอัพเดตที่ฉับไว โดยทาง ASUS การันตีให้ด้วยว่าจะอัพเดตให้อีกสองรุ่นใหญ่คือ Android P และ Android Q อย่างแน่นอน

แต่การเป็น Pure Android ก็ต้องแลกมาด้วยหน้าตาของ UI และฟังก์ชันบนเครื่องที่จะไม่ค่อยหวือหวามากนักจะมีมาให้เฉพาะแอปพลิเคชันและฟีเจอร์ที่จำเป็นจริงๆเท่านั้น ซึ่งใครที่เคยใช้ระบบปฏิบัติการแบบที่มี UI ของแบรนด์ผู้ผลิตครอบทับมาก็ต้องมีการปรับตัวนิดหน่อย

สำหรับฟีเจอร์การใช้งานของ Zenfone Max Pro M1 ก็มีทั้งระบบรักษาความปลอดภัยไม่ว่าจะเป็นการสแกนลายนิ้วมือได้ภายใน 0.3 วินาที แม้ว่านิ้วเปียก และรองรับการปลดล็อกด้วยการสแกนใบหน้า

นอกจากนี้ยังมาพร้อมฟีเจอร์ ZenMotion ที่สามารถเรียกใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ บนตัวเครื่องได้ทันทีผ่านปลายนิ้ว ในขณะที่หน้าจอแสดงผลปิดอยู่ได้ และ Split screen แสดงผลการทำงานสองหน้าจอ

แน่นอนว่าเป็นตระกูล Zenfone Max เรื่องแบตเตอรี่ก็ต้องจุใจจัดให้ในขนาด 5,000mAh รองรับ Fast Charge 10W นอกจากความจุแล้วก็ยังมาพร้อมกับความปลอดภัยด้วยโดยที่แบตฯของรุ่นนี้ได้ผ่านมาตรฐานการทดสอบอุตสาหกรรมถึง 12 มาตรฐาน โดยเฉพาะ JEITA Protection มาตรฐานการจัดการอุณหภูมิของแบตเตอรี่จากญี่ปุ่น ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้ยากที่สุดอีกด้วย

ด้วยความจุของแบตเตอรี่บวกกับระบบการจัดการพลังงานของชิป SD636 ทำให้รุ่นนี้ตอบโจทย์การใช้งานได้นานต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเล่น ROV ที่กดได้นาน 11.2 ชั่วโมง FreeFire ได้นาน 9 ชั่วโมง หรือจะเป็นการรับชมวีดีโอได้นานถึง 20 ชั่วโมง

ส่วนเรื่องระบบเสียงรุ่นนี้ก็มีลำโพงแม่เหล็กถึง 5 ชิ้น พร้อมด้วย NXP Smart Amp ที่ช่วยให้เสียงที่ได้ออกมาดังกว่าปกติ โดยที่ Zenfone Max Pro M1 ใช้ชิปเสียงเดียวกับรุ่นเรือธงด้วยอย่าง NXP 9874 Smart Amps ให้เสียงที่ดังกว่าเดิม 41% คุณภาพเสียงเบสดีกว่ารุ่นเดิม 14%

สำหรับตัวเซ็นเซอร์จากการทดสอบด้วย Android Sensor Box มีดังนี้

  • Accelerometer Sensor ตรวจวัดความเร่งจากการโน้มเอียง
  • Light Sensor ตรวจจับแสงสว่าง
  • Orientation Sensor เซ็นเซอร์ปรับมุมมองหน้าจอ
  • Proximity Sensor ปิดหน้าจออัตโนมัติขณะสนทนาแนบหู
  • Gyroscope Sensor เซนเซอร์ตรวจจับลักษณะการหมุนของสมาร์ทโฟน
  • Sound Sensor ตรวจวัดระดับเสียง
  • Magnetic Sensors เซ็นเซอร์ตรวจจับแม่เหล็ก

ขณะที่คะแนนจากการทดสอบด้วยแพลตฟอร์ม Benchmark ออกมาดังนี้

  • PCMark for Android (Work 2.0) = 6087 คะแนน

  • Geekbench 4 = Single-core : 1341 คะแนน/ Multi-core : 4909 คะแนน

  • AuTuTu Benchmark v7.0.7 = 115932 คะแนน

มาดูที่การถ่ายภาพกันบ้างแม้ Zenfone Max Pro M1 จะมีหน้าตา UI ในโหมดกล้องที่ดูธรรมดา แต่ก็มาพร้อมจุดขายอย่างกล้องหลังคู่ ซึ่งตัวสเปค RAM 3GB ที่ได้มาจะเป็นสเปคกล้องตัวหลัก 13 ล้านพิกเซล กับกล้องเสริม 5 ล้านพิกเซล โดยที่ตัวกล้องรองจะถูกใส่มาเพื่อใช้ในโหมด Depth effct สำหรับถ่ายแบบหน้าชัดหลังเบลอ ซึ่งทำงานร่วมกับโหมด Beauty ที่ปรับแบบออโต้ได้ 3 ระดับ หรือจะกำหนดค่าเองก็ได้

สำหรับโหมดถ่ายภาพของรุ่นนี้ก็มีทั้งโหมด HDR, Portrait, Landscape, Sport, Flowers, Backlight, Candlelight, Sunset, Night, Beach และ Snow ซึ่งถ้าเลือกไม่ได้ก็เปิด Auto ไปเลยง่ายๆ ขณะที่การปรับแต่งด้วยตัวเองก็มีให้เลือกทั้ง ISO (100-1600), Exposure (+-2) และ White balance

ขณะที่กล้องหน้าในสเปค RAM 3GB ใส่มาให้ 8 ล้านพิกเซล มีแฟลช LED ให้ใช้ ขณะที่โหมดถ่ายภาพก็มีทั้งโหมด Beauty และโหมด Portrait ให้ได้ใช้งานเหมือนกับกล้องหลัง

สำหรับการบันทึกวีดีโอกล้องหลังทำได้ในระดับความละเอียดสูงสุด 4K DCI (2160 x 4096 พิกเซล) ขณะที่กล้องหน้าอยู่ที่ HD(1920×1080 พิกเซล)

  • ชมตัวอย่างภาพจากกล้องของ ASUS Zenfone Max Pro M1

ถึงแม้ว่าลูกเล่นจะไม่ได้วือหวาแต่ ASUS Zenfone Max Pro M1 ก็จัดว่าเป็นมือถือทางเลือกสำหรับคนที่อยากได้สมาร์ทโฟนแบตฯอึดๆไว้ใช้งาน แถมยังตอบโจทย์คนที่ชอบเล่นเกม โดยที่ราคาก็มีให้เลือก 3 ระดับดังนี้

  • รุ่น 3GB/32GB กล้องหลังคู่ 13+5MP กล้องหน้า 8MP ราคา 5,990 บาท
  • รุ่น 4GB/64GB กล้องหลังคู่ 16+5MP กล้องหน้า 16MP ราคา 6,990 บาท
  • รุ่น 6GB/64GB กล้องหลังคู่ 16+5MP กล้องหน้า 16MP ราคา 7,990 บาท

ทั้งนี้หากใครซื้อผ่าน Shopee และเกิดไม่พอใจกับตัวสินค้า สามารถคืนเครื่องได้ฟรีภายใน 14 วันหลังจากทำการซื้ออีกด้วย

About Author

RingRangRung

RingRangRung

Partners