เทียบ Samsung Galaxy Watch4 กับ Apple Watch Series 6 ใครตอบโจทย์

โดย oatciiz | 22 ตุลาคม 2564 เมื่อ 14:28 น. | อ่าน 556
เทียบ Samsung Galaxy Watch4 กับ Apple Watch Series 6 ใครตอบโจทย์

Samsung Galaxy Watch4 หน้าปัดกลม กับ Apple Watch Series 6 หน้าปัดเหลี่ยมเลือกอะไรดี? บทความนี้เราจะมาลองเปรียบเทียบสมาร์ทวอทช์ 2 รุ่นที่สวย เหมาะกับสายสุขภาพและใช้งานได้หลากหลาย แต่ใครเหมาะกับรุ่นไหนไปหาคำตอบกันในบทความนี้จ้า

รีวิว SAMSUNG GALAXY WATCH4 ดีไซน์พรีเมี่ยม โดดเด่นด้วย WEAROS ครบเครื่องเรื่องสุขภาพ

ดีไซน์

นาฬิกาทั้ง 2 รุ่นมีความแตกต่างกันในเรื่องของดีไซน์ชัดเจน Samsung Galaxy Watch4 มากับดีไซน์หน้าปัดกลมสุดคลาสสิคนอกจากนี้ยังมาพร้อมกับตัวเลือกสองขนาดทั้งหน้าปัด 40 มม. และ 44 มม. ข้อดีก็คือเลือกได้ตามความต้องการได้เลย จะผู้ชาย ผู้หญิง หรือเลือกตามขนาดข้อมือก็ได้

หน้าจอใช้พาแนล Super AMOLED สีสันหน้าจอไม่ต้องพูดถึง สดใส คมชัด และมีฟีเจอร์ Always On Display มาให้ด้วย ฟีเจอร์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเพราะถ้าใครคุ้นเคยกับ Samsung สมาร์ทโฟนก็มีการใช้ฟีเจอร์นี้มานานแล้ว เป็นการแสดงผลตลอดเวลาแต่ใช้พลังงานจำนวนน้อย และถูกนำมาปรับใช้กับสมาร์ทโฟนและหน้าปัดนาฬิกา

วัสดุด้านหน้าของตัวเรือนคลุมด้วยกระจก Corning Gorilla Glass DX+ ขณะที่วัสดุบอดี้เป็นอะลูมิเนียม รุ่นนี้มีมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น 5ATM+IP68 และรองรับแรงกระแทกระดับมาตรฐานทางการทหาร MIL-STD-810G

ด้านขวาของตัวเครื่องจะมีปุ่มควบคุมแบบกดทั้ง 2 ปุ่ม โดยปุ่มด้านบนทำหน้าที่เป็นปุ่มโฮมย้อนกลับมาที่หน้าแรกขณะที่ปุ่มด้านล่างทำหน้าที่ย้อนกลับมาเมนูก่อนหน้า ด้านซ้ายของตัวเครื่องเป็นตำแหน่งของลำโพง และด้านล่างของตัวเครื่องเป็นตำแหน่งของ BiOActive Sensor ประกอบด้วย Photoplethysmography (PPG) เซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ และระดับออกซิเจนในเลือด, Electrocardiogram (ECG) เซ็นเซอร์ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และ Bioelectrical impedance analysis (BIA) เซ็นเซอร์สำหรับวัดองค์ประกอบของร่างกาย

Samsung Galaxy Watch4 สามารถเปลี่ยนสายได้ง่ายและมีตัวเลือกสายที่หลากหลาย ทั้งสายสำหรับออกกำลังกายและสายสำหรับไลฟ์สไตล์ ตอบโจท์ทุกสไตล์ในแบบคุณ

ทางด้าน Apple Watch Series 6 ใช้หน้าจอ LTPO OLED Retina ความสว่างสูงสุด 1000 nit รองรับการแสดงผล Always on display เช่นกัน หน้าปัดนาฬิกามาในรูปทรงสี่เหลี่ยม ซึ่งเป็นดีไซน์ที่ถ้าใครชอบก็ชอบไปเลย แต่ถ้าไม่ถูกจริตก็มองว่าแปลก

ขนาดที่วางจำหน่ายมีทั้งหน้าปัด 40 มม. และ 44 มม. วัสดุหน้าปัดใช้กระจกจอภาพเป็นแบบ Ion-X ส่วนตัวเรือนวัสดุเป็นอะลูมิเนียม รุ่นนี้กันน้ำลึกไม่เกิน 50 เมตร

ด้านขวาของตัวเครื่องเป็นตำแหน่งของเม็ดมะยม แต่ใน Apple Watch Series 6 จะทำหน้าที่ใช้สำหรับหมุนเลื่อนไปยังเมนูต่างๆ ส่วนด้านซ้ายของตัวเครื่องเป็นตำแหน่งของลำโพง ขณะที่เซ็นเซอร์ที่ให้มาประกอบด้วย เซ็นเซอร์วัดออกซิเจนในเลือด, เซ็นเซอร์วัดหัวใจแบบไฟฟ้า และเซ็นเซอร์วัดหัวใจแบบออปติคอล รุ่นที่ 3 เช่นกันในเรื่องการเปลี่ยนสาย Apple Watch Series 6 มีตัวเลือกเยอะเข้ากับทุกไลฟ์สไตล์และเปลี่ยนได้ไม่ยาก

ในประเด็นเรื่องการออกแบบอาจจะกินกันไม่ลงแต่ถ้ามองดูแล้วทรงของนาฬิกาหน้าปัดกลมยังคงสามารถใส่ได้ทุกโอกาสมากกว่า ทำให้ Samsung Galaxy Watch4 เข้ากับชุดได้ง่ายกว่า จะไปแนวหรูก็ได้ จะไปสายสปอร์ตก็ได้ จะดูลำลองก็ทำได้ แตกต่างจาก Apple Watch Series 6 ที่จะออกไปในแนวสปอร์ตมากกว่าแม้จะเปลี่ยนสายก็ตาม

การใช้งานด้านสุขภาพ

มาถึงเรื่องที่ถือว่าเป็นความสำคัญหลักในการเลือกใช้สมาร์ทวอทช์ทั้งสองรุ่นนั่นก็คือฟีเจอร์ในเรื่องของด้านสุขภาพหรือการออกกำลังกาย

สำหรับ Samsung Galaxy Watch 4 เป็น Smart Watch ที่วัดค่าข้อมูลได้ค่อนข้างครอบคลุมและถือเป็นครั้งแรกของสมาร์ทวอทช์กับการวัดค่าข้อมูลร่างการ หรือ Body Composition  ได้ถึง 6 ค่า ตรงนี้ช่วยให้เราเห็นข้อมูลต่างๆของร่างกายโดยละเอียด ทั้งการคุมอาหาร ออกกำลังกาย ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ 

ความละเอียดก็คือ สาามารถวัดค่าต่างๆได้ดังนี้

  • Body Fat อัตราส่วนไขมันในร่างกาย
  • Fat mass ปริมาณมวลไขมัน 
  • Sekeletal muscle ปริมาณกล้ามเนื้อ *เฉพาะกล้ามเนื้อโครงร่าง
  • Basal Metabolic Rate (BMR) ค่าเผาผลาญพลังงานขั้นต่ำต่อวัน
  • Body Water ปริมาณน้ำในร่างกาย
  • Body Mass Index (BMI) ค่าดัชนีมวลกาย

นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ที่เป็นการวัดค่าข้อมูลในร่างกายเรียกว่า BioActive ที่มีข้อมูลสุขภาพที่แม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นอัตราการเต้นของหัวใจ คลื่นไฟฟ้าหัวใจ และการวัดข้อมูลร่างกาย

ที่เข้ากับสถานการณ์โควิดมากๆ คือ การวัดค่าออกซิเจนในเลือดระหว่างที่เรานอนหลับซึ่ง Samsung Galaxy Watch4 สามารถทำได้ด้วยเช่นกัน นอกจานี้ยังมีการวัดคุณภาพการนอน (Advanced Sleep and Snoring Detection) ประเมินออกมาเกี่ยวกับคุณภาพการนอนหลับโดยจะแสดงว่าเราหลับลึกมากแค่ไหน ระยะเวลาการหลับจริง รวมทั้งแคลอรี่ที่เผาผลาญขณะหลับ ที่น่าสนใจมากๆก็คือมีการตรวจจับการนอนกรนด้วย ตรงนี้เป็นส่วนช่วยประเมินเกี่ยวกับการนอนหลับได้ดียิ่งขึ้นเพราะการกรนขณหลับมีผลกับการหายใจ

 มาถึงฝั่งของ Apple Watch Series 6 ก็มีฟีเจอร์เกี่ยวกับสุขภาพเช่นกัน เช่น ตัววัดอัตราการเต้นของหัวใจ, การตรวจจับการล้มแบบฉุกเฉิน และก็มีการวัดระดับออกซิเจนในเลือดมาให้แล้วด้วย

ส่วนการวัดค่าเกี่ยวกับการนอนจะแตกต่างกันกับ Samsung Galaxy Watch4 เพราะทางฝั่ง Apple Watch Series 6 จะเน้นไปที่การกำหนดตารางกิจวัตรมากกว่าการวัดโดยละเอียด โดยจะตรวจจับแค่ว่าเรานอนไปกี่ชั่วโมง เวลาการเข้านอนของเราและอัตราการหายใจขณะนอนหลับ โดยทั้งหมดจะไม่มีการประเมินออกมาเป็นคะแนน ดังนั้นเมื่อวัดค่าออกมาแล้วผู้สวมใส่จะต้องประเมินคุณภาพการนอนด้วยตัวเอง

สรุปแล้วในแง่ของสุขภาพถือว่า Samsung Galaxy Watch4 ทำได้ดีกว่า Apple Watch Series 6 เนื่องจากการวัดค่าทำได้โดยละเอียด อีกทั้งยังมีการประเมินผลออกมาให้ผู้ใช้สามารถอ่านค่าได้ด้วยตัวเองแบบง่ายๆ และที่ต้องบอกเพิ่มเติมคือการวัดค่าทั้งหมดของ Samsung Galaxy Watch4 สามารอ่านได้ผ่านแอปฯ Samsung Health โดยไม่ต้องโหลดเพิ่มเติม ต่างจาก Apple Watch Series 6 ที่เมื่อใช้งานร่วมกับแอปฯ Watch ใน iPhone นั้น จะอ่านค่าได้เบื้องต้นหากต้องการวัดค่าอื่นๆโดยละเอียดจะต้องโหลดแอปฯเพิ่มเติม

การใช้งานโดยทั่วไป

การใช้งานโดยทั่วไปนอกเหนือจากเรื่องสุขภาพนั้นมีความแตกต่างกัน ทางด้าน Samsung Galaxy Watch4 สามารถโต้ตอบแชทได้เลยผ่านการพิมพ์ ด้วยความที่หน้าปัดเป็นวงกลมทำให้มีพื้นที่ใช้สอยมากกว่า แป้นพิมพ์รองรับทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย นอกจากนี้ยังโต้ตอบได้ด้วยการเขียนด้วยนิ้วหรือจะเลือกตอบโต้ผ่านเสียงก็ทำได้

ขณะที่ Apple Watch Series 6 สามารถตอบแชทได้เช่นกัน โดยทำได้ทั้งการตอบโต้ด้วยเสียงและการขีดเขียนด้วยนิ้วเหมือนกับ Samsung Galaxy Watch4 แต่ข้อจำกัดคือ Apple Watch จะรองรับแค่ภาษาอังกฤษเท่านั้น 

ต่อมาเป็นเรื่องของการรับสายโทรเข้า ทั้ง Samsung Galaxy Watch4 และ Apple Watch Series 6 ทำได้ผ่านตัวนาฬิกาทั้งคู่แต่แตกต่างกันในแง่ของวิธีการ โดย Samsung จะทำได้เหนือกว่าตรงที่นอกจากการกดรับที่ตัวหน้าปัดแล้วยังสามารถรับด้วยท่าทางได้ด้วย หากมีสายเข้าสามารถเขย่าแขนสองครั้งเพื่อรับสายหรือจะงอข้อศอก 1 ครั้งเพื่อรับสายก็ทำได้เช่นกัน แต่ Apple จะกดรับสายได้ผ่านหน้าปัดเท่านั้น ข้อมูลเพิ่มเติมคือทั้ง Samsung Galaxy Watch4 และ Apple Watch Series 6 ยังไม่รองรับการรับสายจากการโทรผ่าน LINE ทั้งคู่

สรุป

สำหรับการตัดสินใจระหว่าง Samsung Galaxy Watch4 กับ Apple Watch Series 6 ขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ละบุคคล เอาเป็นว่าใครที่ใช้สมาร์ทโฟน Android แนะนำให้เลือกทาง Samsung จะเหมาะกว่า เพราะรุ่นนี้เป็นรุ่นแรกที่รันด้วย Wear OS ที่พัฒนาร่วมกับ Google ดังนั้นรับรองได้ว่าใช้งานได้แบบไร้รอยต่อ ขณะที่ใครที่ใช้ iOS ก็เลือก Apple Wath Series 6 ได้เลย 

นอกจากระบบการทำงานแล้วในแต่ของดีไซน์ของ Samsung Galaxy Watch4 ยังดูคลาสสิคมากกว่าทาง Apple Watch Series 6 ด้วยความที่ Samsung ทำดีไซน์เป็นหน้าปัดกลม ตัวเลือกรูปแบบหน้าปัดนาฬิกาจึงมีจำนวนเยอะและยังสามารถหาซื้อดาวน์โหลดเพิ่มเติมได้หลากหลาย นอกจากนี้ตัวหน้าปัดยังมีการพัฒนาจากแบรนด์นาฬิการะดับโลกมากมายให้โหลดเพิ่ม

สุดท้ายในเรื่องของราคา Samsung Galaxy Watch4 วางจำหน่าย 2 ขนาด สำหรับขนาด 40 มม. จะมีจำหน่ายด้วยกันสองสีคือ Black และ Pink Gold ราคา 7,990 บาท ส่วนขนาดหน้าปัด 44 มม.  วางจำหน่ายสองสีคือ Green และ Black ในราคา 8,990 ส่วนรุ่น LTE ราคาจะอยู่ที่ 10,900 บาท ขณะที่ Apple Watch Series 6 ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 13,400 บาท

About Author

oatciiz

oatciiz

Partners