Apple เผยโฉม iOS 15 ยกเครื่องระบบ Facetime, Maps และอื่นๆ อีกเพียบ

โดย RingRangRung | 8 มิถุนายน 2564 เมื่อ 02:15 น. | อ่าน 176
iOS 15

Apple เปิดฉากงาน WWDC 2021 ได้อย่างน่าสนใจด้วยการเปิดตัวระบบปฏิบัติการใหม่ iOS 15 ที่มีการยกเครื่องฟีเจอร์ Facetime, Photos, Maps และการจัดงานระบบ Notifications

สารพัดฟีเจอร์ใหม่บน Facetime

ในระบบ Facetime ของ iOS15 ทาง Apple ได้มีการเพิ่ม Spatial Audio ระบบเสียงที่มีการแยกทิศทางของคู่สนทนาตามตำแหน่งบนหน้าจอ เพื่อให้ผู้ใช้รู้สึกถึงความสมจริงเหมือนนั่งคุยอยู่ในห้องเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีระบบตัดเสียงรบกวนจากไมค์เพื่อโฟกัสไปยังเสียงพูด

อีกฟีเจอร์ที่ใส่มาคือ Portrait mode หรือการทำหน้าชัดหลังเบลอขณะ Facetime และมีฟีเจอสร้างลิงก์ห้องประชุมเพื่อเชิญคนอื่นเข้าร่วมได้ รวมถึงการเพิ่มคำเชิญลงในส่วนปฏิทิน นอกจากนี้ตัว Facetime ยังรองรับการทำงานบนเว็บเบราว์เซอร์เพื่อให้ผู้ที่ไม่มีอุปกรณ์ Apple สามารถใช้งาน Facetime ได้

สิ่งที่เป็นไฮไลท์อีกอย่างในส่วนนี้คือ SharePlay ที่ผู้ใช้สามารถแชร์เพลงจาก Apple Music ให้กับเพื่อน ๆ ทุกคนในห้องสนทนาฟังได้ รวมถึงการแชร์ภาพยนต์และรายการทีวีเพื่อชมพร้อมกัน โดยรองรับการใช้งานกับ Apple TV พร้อมด้วยแพลตฟอร์มพันธมิตรอย่าง Disney+, Hulu, TikTok, HBO Max และอื่นๆ อีกมากมายที่กำลังพัฒนาอยู่

ในส่วนของ Messages ก็ถูกพัฒนาให้ทำงานร่วมกับแอปฯ อื่นๆ อย่าง News, Photos และ Music ได้ดียิ่งขึ้น โดยตัวรายการที่แชร์ผ่าน Messages จะมีการปรากฏบนหน้าแอปฯ เหล่านั้น หรืออีกนัยหนึ่งคือ Messages (และ iMessage) จะทำหน้าที่เป็นเลเยอร์อีกชั้นบนแอปฯ ของ Apple เอง

การแจ้งเตือน Notification แบบใหม่

ในระบบปฏิบัติการเวอร์ชั่นใหม่ Apple มีการใช้ระบบอัจฉริยะในตัวอุปกรณ์เพื่อสร้างสรุปการแจ้งเตือนตามความสำคัญ Notification Summary แทนที่จะจัดเรียงตามแอปฯ และวันที่ โดยที่ระบบจะแสดงการแจ้งเตือนที่สำคัญไว้แรกสุด อาทิเช่น ข้อความที่มาจากเพื่อน

กรณีที่ผู้ใช้ปิดเสียงการแจ้งเตือน ในรายชื่อผู้ติดต่อบน iMessage ก็จะมีการแสดงสถานะว่าตัวผู้ใช้เปิดโหมด ‘Do not disturb’ เอาไว้ ซึ่งการตั้งค่าแบบใหม่นี้ทาง Apple เรียกว่าโหมด Focus ที่จะให้เลือกการแจ้งเตือนจากแอปฯ หรือบุคคล ตามความต้องการได้

ยกตัวอย่างการทำงานในโหมดนี้อาทิเช่น หากผู้ใช้ทำงานอยู่ ก็จะสามารถกำหนดปิดแจ้งเตือนจากแอปฯ ส่วนตัว, สายเรียกเข้า และข้อความที่เป็นส่วนบุคคลได้ หากเป็นช่วงวันหยุด ก็จะสามารถปิดการแจ้งเตือนอีเมล์จากที่ทำงานได้ โดยการตั้งค่าจะซิงค์กับบัญชี iCloud ในกรณีที่มีอุปกรณ์ Apple หลายเครื่อง และการตั้งค่านี้ยังส่งผลต่อการทำงานของหน้าจอหลักอย่างการแสดงหรือซ่อนแอปฯ และวิดเจ็ต ด้วย

ฟีเจอร์อัจฉริยะใหม่

iOS15 จะมีฟีเจอร์ Live Text ที่จะสแกนเพื่อค้นหาข้อความในภาพ ที่ผู้ใช้สามารถคัดลอกข้อความดังกล่าวไปใช้งานต่อได้ พร้อมด้วยฟีเจอร์ Spotlight ที่สามารถค้นหาภาพต่างๆ ในเครื่องได้ง่ายขึ้นด้วยการพิมพ์ค้นหาด้วยข้อความ

ขณะเดียวกันในระบบปฏิบัติการยังมีระบบ Memories โดยเป็นคลิปแบบอินเทอร์แอคทีฟในแอปฯ Photos แสดงรูปภาพตามอัลบั้มต่างๆ ที่ปรับแต่งด้วยเพลงหรือจังหวะที่แตกต่างกันได้

การอัพเกรดในส่วน Wallet, Weather และ Maps

Apple Wallet เวอร์ชั่นใหม่ตัวผู้ใช้สามารถสแกนบัตร ID Card เก็บไว้ในระบบได้ และสามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้งานได้กับหน่วยงานรัฐที่รองรับ นอกจากนี้ในเวอร์ชั่นใหม่ยังรองรับการเก็บ Key ต่างๆ ไว้ในระบบ

ด้านแอป Weather ก็ปรับดีไซน์ใหม่ ใส่ข้อมูลที่จำเป็นเข้าไป รวมถึงเปลี่ยนกราฟิกของสภาพอากาศอย่าง Dark Sky ด้วย รวมถึงการแสดงข้อมูลที่ซับซ้อนแบบ 3 มิติ เพื่อรองรับกับ Car Play ที่จะมาในปลายปีนี้ และตัวผู้ใช้สามารถดูข้อมูลเส้นทางและปักหมุดได้แบบเรียลไทม์ผ่าน Apple Watch

อัพเดตซอฟต์แวร์ AirPods

ส่วนคนที่ใช้งาน AirPods เองก็มีการอัพเดตฟีเจอร์ใหม่อย่างโหมดการสนทนาที่เป็นเสมือนเครื่องช่วยฟังอัจฉริยะโดยจะเพิ่มเสียงการสนทนาให้ดังขึ้น และยังสามารถ “Announce notifications” อ่านการแจ้งเตือนที่เข้ามาได้ตามการตั้งค่าของผู้ใช้

นอกจากนี้ AirPods จะสามารถค้นหาตำแหน่งผ่าน Find My ได้แล้วและตัวหูฟังจะส่งเสียงแจ้งเตือนได้แม้ว่าจะถูกเก็บในเคส ขณะที่ Spatial audio ก็จะมีให้ใช้งานใน Apple TV และ Mac ที่มีชิป M1

สำหรับ iOS15 ที่เผยโฉมในงานนี้เป็นการเปิดตัวก่อนปล่อยเวอร์ชั่น Beta ให้กับกลุ่มนักพัฒนา ขณะที่เวอร์ชั่น Beta แบบสาธารณะคาดว่าจะอยู่ในช่วงซัมเมอร์และเวอร์ชั่นไฟนอลล์น่าจะอยู่ในช่วงเดือนกันยายน ส่วนรุ่นที่ได้อัพเดตมีดังนี้

  • iPhone 12 ทุกรุ่น
  • iPhone 11 ทุกรุ่น
  • ‌iPhone‌ XS
  • ‌iPhone‌ XS Max
  • iPhone XR
  • ‌iPhone‌ X
  • ‌iPhone‌ 8
  • ‌iPhone‌ 8 Plus
  • ‌iPhone‌ 7
  • ‌iPhone‌ 7 Plus
  • ‌iPhone‌ 6s
  • ‌iPhone‌ 6s Plus
  • ‌iPhone SE‌ (1st generation)
  • ‌iPhone SE‌ (2nd generation)
  • iPod touch (7th generation)
ที่มา: techcrunch.com, macrumors.com

About Author

RingRangRung

RingRangRung

Partners