Big Move ครั้งสำคัญ “AIS” ปรับโครงสร้าง Core Network ใหม่เป็นรายแรกในไทย เตรียมรับเทคโนโลยี 5G ก่อนใคร

โดย nineFangKhaoW | 11 ธันวาคม 2561 เมื่อ 11:00 น. | อ่าน 13

แม้ว่า LTE หรือ 4G ในปัจจุบัน จะเป็นเทคโนโลยีหลักในประเทศไทยไปอีกหลายปี แต่ตอนนี้หลาย ๆ ประเทศก็ได้เตรียมความพร้อมสำหรับการก้าวไปสู่ยุค 5G เร็ว ๆ นี้แล้ว ซึ่งคาดว่าในปีหน้า เราจะได้เห็นภาพผู้ให้บริการด้านเทเลคอมทั่วโลกและไทย ต่างมุ่งให้ความสำคัญกับการปูทางเทคโนโลยีเครือข่ายของตน ให้พร้อมรับการมาเยือนของ 5G ตลอดจน การนำอุปกรณ์ IoT มาใช้งานกันอย่างแพร่หลายในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ

โดย 4G และ IoT นั้นจะเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานที่สำคัญของ 5G ซึ่งแน่นอนว่าผู้ให้บริการในประเทศไทยก็ต้องมีการเตรียมความพร้อมให้มั่นใจว่าโครงข่าย 4G และ IoT ที่มีอยู่นั้น พร้อมแล้วสำหรับการเปลี่ยนถ่ายสู่ 5G ที่จำเป็นต้องใช้คลื่นความถี่ปริมาณมากบนแบนด์วิดธ์ขนาดใหญ่ เพื่อรองรับปริมาณการใช้งานที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลบนความเร็วที่สูงยิ่งขึ้นไปอีก

ตัวเลขการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือในไทยโตไวมาก
ข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ปัจจุบันตัวเลขของผู้ใช้งานดาต้าอินเทอร์เน็ตบนมือถือเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี จากปี 2016 ที่มีอัตราการใช้งานเฉลี่ยต่อคนต่อเดือนอยู่ที่ราว 3.5 GB ซึ่งถัดมาอีกแค่ปีเดียวในปี 2017 ก็เพิ่มเพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ย 7.3 GB และจนมาถึงปีนี้นับรวม 3 ไตรมาสแรกและคาดการณ์จนถึงปลายปี ตัวเลขน่าจะไปจบลงที่เฉลี่ยราว ๆ 10.1 GB ต่อคนต่อเดือน เพิ่มขึ้นกว่า 70% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

ตัวเลขดังกล่าวแสดงถึงพฤติกรรมการใช้งานดาต้าอินเทอร์เน็ตบนมือถือที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ อย่างเห็นได้ชัด โดยการบริโภคข้อมูลประเภทวิดีโอและโซเซียลมีเดียเป็นแรงผลักดันที่สำคัญ ดังนั้นการพัฒนาเครือข่ายของผู้ให้บริการจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ทีนี้พอเรามาพูดกันถึงเรื่องนี้ หลายคนก็อาจมีคำถามเกิดขึ้นในใจแล้วว่า ถ้า 5G กำลังจะมาในอนาคต ในฟากโอเปอร์เตอร์มีความพร้อมขนาดไหน เครือข่าย 4G ที่ให้บริการกันอยู่ในปัจจุบัน จะขยับขยายยังไงได้บ้าง งั้นเราลองมาดูสถานะของผู้ให้บริการที่มีคลื่นความถี่รวมมากที่สุดอย่าง AIS ว่าพัฒนาไปถึงไหนกันแล้ว

Big Move แรก ออกตัวแรงด้วย Super Block บน 1800 MHz
เป็นที่ทราบดีว่า นับจากการประมูลคลื่น 1800 MHz ช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เสริมความแข็งแกร่งให้กับ AIS ใน 2 เรื่องหลัก เรื่องแรก คือ ทำให้ AIS เป็นค่ายที่มีคลื่นในมือมากที่สุดถึง 120 MHz (60 MHz X 2) แบ่งเป็น คลื่นความถี่ 900 MHz จำนวน 20 MHz (10 MHz X 2), คลื่นความถี่ 1800 MHz จำนวน 40 MHz (20 MHz X 2) และคลื่นความถี่ 2100 MHz จำนวน 60 MHz (30 MHz X 2) ประกอบด้วย 30 MHz (15 MHz X 2) ที่เป็นของ AIS เอง และอีก 30 MHz (15 MHz X 2) ที่เป็นพันธมิตรร่วมกับ TOT

เรื่องที่สอง คือ การประมูลคลื่น 1800 MHz ได้มาเพิ่มอีก 10 MHz (5 MHz x 2) เป็นการเติมเต็มให้กับคลื่น 1800 MHz ที่มีอยู่เดิม 30 MHz (15 MHz x 2) ทำให้รวมกันเป็นแบนด์วิธที่กว้างที่สุดถึง 40 MHz (20 MHz x 2) และยังเป็นความถี่ที่ติดกัน หรือที่ AIS เรียกคลื่นความถี่นี้ว่า Super Block ซึ่งคลื่นความถี่ 1800 MHz นี้เป็นย่านความถี่ที่ดีสุดและเหมาะสมที่สุดในการให้บริการ 4G ในระบบ FDD ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดตามมาตรฐานของเทคโนโลยี ส่งผลให้เครือข่าย 4G ของ AIS มีความเร็วเพิ่มขึ้นสูงสุด 30%

Big Move ต่อมา เติมเชื้อเพลิงเครือข่าย 4G ขยายแบนด์วิธให้ใหญ่ขึ้นไปอีก
เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา AIS ได้ปรับคลื่น 2100 MHz ในส่วนที่เป็นพันธมิตรร่วมกับ TOT จำนวน 30 MHz (15 MHz X 2) ซึ่งแต่เดิมถูกนำไปใช้ในการให้บริการ 3G เป็นหลัก โดยในจำนวน 30 MHz (15 MHz X 2) ดังกล่าวที่ว่านี้ จะถูกแบ่งมาใช้ในการให้บริการเป็น 4G จำนวน 20 MHz (10 MHz X 2) นั่นหมายความว่า ตอนนี้ AIS มีคลื่นสำหรับให้บริการ 4G มากที่สุดในตลาด จำนวน 100 MHz เลยทีเดียว ส่งผลให้ดาต้าอินเทอร์เน็ตในภาพรวม มีความเร็วเพิ่มขึ้น 20-30% และรองรับการใช้งานเพิ่มขึ้นถึง 25% เลยทีเดียว

ตารางแสดงเปรียบเทียบจำนวนคลื่นสำหรับให้บริการ 4G ก่อนและหลังการปรับ

วางรากฐาน 4G ไว้ดี พร้อมรับ 5G ก่อนใคร
อย่างที่เกริ่นไปตั้งแต่ตอนต้นว่า 4G และ IoT จะเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานที่สำคัญของ 5G ดังนั้นผู้ให้บริการต้องมีการเตรียมความพร้อมให้มั่นใจว่าโครงข่ายที่มีอยู่นั้น พร้อมแล้วสำหรับการเปลี่ยนถ่ายสู่ 5G อย่างแท้จริง และเชื่อว่า 5G จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการพัฒนาเข้าสู่ยุคดิจิทัลที่ในหลายภาคส่วนจำเป็นต้องใช้ในอนาคต

สำหรับ AIS ที่นอกจากการพัฒนาเครือข่าย 4G ในปัจจุบันข้างต้นแล้ว ยังอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อเตรียมรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยี 5G อย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้แบ่งเป็นแกนหลักจากคุณสมบัติ 3 ส่วน คือ

  • การยกระดับความเร็วการใช้ดาต้า (Enhanced Mobile Broadband-eMBB) หรือเน้นความเร็ว (Speed)
  • ขยายขีดความสามารถการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ต่ออุปกรณ์ (Massive machine type communications-mMTC) หรือเน้นสนับสนุน IoT ที่จะถูกนำมาใช้อย่างมหาศาล
  • เพิ่มคุณภาพเครือข่ายให้สามารถตอบสนองได้รวดเร็วและเสถียรที่สุด (Ultra-reliable and low latency communications-uRLLC) หรือเน้นประสิทธิภาพความเร็วในการตอบสนอง (Low Latency)

AIS ได้เตรียมวางรากฐานเครือข่ายในทั้ง 3 แกนข้างต้น มาอย่างต่อเนื่อง อย่างในแกนเรื่องความเร็ว หรือ Speed ได้เปิดตัว 4.5G ที่เร็วระดับกิกะบิท (Gbps) และเปิดตัว Massive MIMO 32T 32R ครั้งแรกในโลก รวมถึงการเปิดให้บริการ NEXT G พร้อมผนึกกำลังพาร์ทเนอร์ผู้ผลิตชิปและสมาร์ทโฟน ให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์เร็วแรงระดับกิกะบิทครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ส่วนในแกน IoT นอกจากการพัฒนาเครือข่ายทั้ง NB IoT และ eMTC ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศเรียบร้อยแล้ว ยังเป็นรายแรกในไทยที่เปิดให้บริการ IoT เชิงพาณิชย์กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนหลายแห่งอีกด้วย

Big Move ล่าสุด ปรับโครงสร้าง Core Network เพิ่มอัตราตอบสนอง เตรียมพร้อมรับ 5G
ขณะที่ในแกนการตอบสนอง หรือ Latency ทาง AIS ก็ได้เริ่มศึกษาและ เป็นรายแรกที่เริ่มต้นปรับโครงสร้างเครือข่ายหลักที่กระจายอยู่ในแต่ละภูมิภาค (AIS Core Network Architecture Ready for 5G) ให้สามารถสื่อสารตรงไปยังเซิร์ฟเวอร์บริการต่างๆ ได้ทันที โดยไม่ต้องย้อนกลับมาผ่านศูนย์กลางเครือข่ายในส่วนกลาง ทำให้อัตราการตอบสนองเร็วขึ้น เพราะค่า Latency ต่ำ  ส่งผลให้ประสบการณ์ใช้งานของลูกค้าดีขึ้น เนื่องจากสามารถใช้และเชื่อมต่อ Service/Content ต่างๆ ได้เร็วขึ้น ค่าดาวน์โหลด/อัพโหลดสูงขึ้น เช่น เล่นเกม, ดูยูทูป, เล่นโซเชียลมีเดีย โพสต์รูป เปิดรูป, เล่นไลน์, เปิดเว็บ เร็วขึ้น เป็นต้น ความเคลื่อนไหวนี้ ถือเป็นเรื่องใหม่ในวงการเทเลคอมบ้านเรา และมีเพียงเอไอเอสรายเดียวที่เริ่มปรับโครงสร้างเครือข่ายในลักษณะนี้

นอกจากนี้ หลังจากที่ กสทช. ได้อนุมัติให้เปิดการสาธิต 5G บนคลื่น ความถี่ย่าน 26.5-27.5 GHz ได้อย่างเป็นทางการ AIS ก็ได้ร่วมกับพาร์ทเนอร์ อย่าง Nokia, Huawei และ ZTE เปิดทดสอบ 5G เป็นรายแรกของไทย ในงาน “5G the First LIVE in Thailand by AIS” ณ AIS DC ชั้น 5 ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม ตั้งแต่วันนี้ – 15 ธันวาคม 2561 (ชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย) เพื่อให้คนไทยเห็นประโยชน์ของ 5G ที่จะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ในฐานะเทคโนโลยีที่จะพลิกโฉมและสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจทุกระดับ

เริ่มเห็นแนวโน้มว่า 5G น่าจะมาให้เราได้สัมผัสและใช้งานได้จริงในระยะเวลาอีกไม่นาน แม้จะระบุเป็นวันเวลาที่แน่นอนไม่ได้ แต่ในแง่ของผู้ให้บริการแล้ว สิ่งสำคัญคือการมองไปข้างหน้า ควบคู่กับความขยันหมั่น Exercise เพิ่มขีดความสามารถเครือข่ายของตนอยู่เสมอ ใครเริ่มก่อน ปรับก่อน ก็ได้เปรียบ เมื่อวันที่เทคโนโลยีเข้ามาจริง ๆ แล้ว จะได้พร้อมพุ่งไปข้างหน้าได้ทันที 

 

 

 

About Author

nineFangKhaoW

nineFangKhaoW

Partners