AIS ล่องใต้ ปูทาง 5G บังคับรถไร้คนขับครั้งแรก พร้อมเผยไม้เด็ด Local Strategy

โดย oatciiz | 16 สิงหาคม 2562 เมื่อ 22:15 น. | อ่าน 790

ต่อเนื่องจากภาคอีสาน AIS ล่องใต้มาที่จังหวัดสงขลา ครั้งนี้เป็นการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อทดสอบ ศักยภาพของเทคโนโลยี 5G ในสภาพแวดล้อมจริง บนคลื่นความถี่ 28 GHz ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการทดสอบ 5G ในภาคใต้ ภายใต้การสนับสนุนของ กสทช. ด้วยแนวคิด “Smart City, Smart Living” ระบบต้นแบบเมืองอัจฉริยะ

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป เอไอเอส กล่าวว่า “ด้วยความมุ่งมั่นของเอไอเอสที่เป็นผู้ริเริ่มพัฒนานวัตกรรมและนำเทคโนโลยีมายกระดับโครงสร้างพื้นฐานของภูมิภาคและประเทศมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้งานทั่วทุกภูมิภาคและทุกเจเนอเรชัน ภายใต้วิสัยทัศน์ของการเป็น Digital Life Service Provider เราจึงไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคตอยู่เสมอ

ปัจจุบัน AIS มีสถานีทั้งหมดกว่า 8 หมื่นสถานีฐาน แบ่งออกเป็นภาคใต้จำนวน 5,732 สถานีฐาน ให้บริการ เครือข่าย 3G และ 4G ครอบคลุมแล้วกว่า 1,083 ตำบล ทั่วทั้ง 14 จังหวัดและปัจจุบัน AIS ครองส่วนแบ่งการตลาดภาคใต้มาเป็นอันดับหนึ่ง

นายปรัธนา อธิบายเพิ่มเติมว่า  ความสำเร็จมาจากเครือข่ายที่สามารถครอบคลุมทั้งพื้นดินไปจนถึงพื้นทะเล เนื่องจากสภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่ติดชายฝั่ง ดังนั้นเราจำเป็นต้องสร้างโครงข่ายที่กินวงกว้างในความเร็วที่สูง เพื่อการใช้งานที่ไม่สะดุดและต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีการกระจายจุด Wifi ของ AIS ในภาคใต้อีกกว่า 10,000 จุด จาก 120,000 จุดทั่วประเทศ เพื่อสร้างความต่อเนื่องในการใช้สัญญาณ แบบ Next G ที่เป็นการผนวกเอา Internet มือถือ และ Wifi มารวมกันและดันความเร็วอินเทอร์เน็ตสูงสุดให้ไปถึงระดับ Gigabit และก้าวต่อไปคือการมาของ 5G ที่เราต้องพร้อม

ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิวัติ แก้วประดับ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า “มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยสถาบันวิจัยและนวัตกรรมดิจิทัล สำนักวิจัยและพัฒนา ดำเนินโครงการ การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล ในเรื่อง IoT, Big Data, และระบบปัญญาประดิษฐ์ ภายใต้ชื่อ Smart City Model in Campus ที่ได้รับการอนุมัติและสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาล โดยสถาบันฯ ทำงานวิจัยและพัฒนาอย่างใกล้ชิดกับ AIS  เพื่อร่วมกันศึกษา ทดลอง ทดสอบ เทคโนโลยี 5G ในมิติต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ผ่าน Use Case ที่เป็นประโยชน์ต่อภาอุตสาหกรรมและการใช้ชีวิตของประชาชน และหวังว่ายิ่งเกิด Use Case มากเท่าไหร่ การมาของ 5G ก็จะพร้อมใช้ได้เร็วมากขึ้นเท่านั้น”

ตัวอย่าง 5G Use Case ที่นำมาสาธิต

5G Remote Control Vehicle (การบังคับรถไร้คนขับข้ามภูมิภาค) : เป็นการแสดงศักยภาพของเครือข่าย 5G เกี่ยวกับ ความเร็วในการรับส่งสัญญาณ (Throughput) ความเร็วในการตอบสนอง (Latency) และความเสถียรของระบบ (Stability) ผ่านเทคโนโลยีการบังคับรถยนต์ไร้คนขับทางไกลข้ามภูมิภาคครั้งแรกของไทย ระหว่างกรุงเทพฯ – สงขลา ที่ผู้ควบคุมรถไม่จำเป็นต้องอยู่ในตัวรถ แต่สามารถบังคับรถให้เคลื่อนที่ไปยังพื้นที่ต่างๆตามต้องการ ผ่านการสั่งงานระยะไกลแบบเรียลไทม์ บนเครือข่าย 5G ซึ่งข้อมูลต่างๆ จะถูกส่งต่อผ่านระบบ Video Analytics และสามารถ Streaming Video ที่มีความละเอียดสูง ผ่านเครือข่าย 5G กลับมาหาผู้ควบคุมรถได้ทันที จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการนำไปประยุกต์ใช้ในหลายๆ ส่วนของสังคม เช่น การสัญจรโดยสาร, การขนส่งสินค้าในภาคอุตสาหกรรม และโลจิสติกส์

นวัตกรรม V2V (การสื่อสารระหว่างรถต่อรถ ผ่าน 5G) : เป็นการสาธิตนวัตกรรมการสื่อสารระหว่างรถต่อรถ (Vehicle to Vehicle) ผ่านเครือข่าย 5G ที่สามารถรับ-ส่งข้อมูลความเร็วสูง มีการตอบสนองที่รวดเร็วและมีความเสถียรของระบบสูง ทำให้รถยนต์ 2 คัน สามารถสื่อสารข้อมูลการขับขี่ ข้อมูลความปลอดภัย และข้อมูลการจราจรไปมาระหว่างกันเองได้อย่างแม่นยำและปลอดภัย ซึ่งจะช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการจราจรในเส้นทาง

นวัตกรรม Mobile Surveillance / Object Detection (รถตรวจการณ์และรักษาความปลอดภัย) : นวัตกรรมรถตรวจการณ์และรักษาความปลอดภัย จาก Video Analytics และ AI ด้วยการนำข้อมูลวิดีโอจากกล้องวงจรปิดบนยานพาหนะ ส่งผ่านเครือข่าย 5G ไปยังห้องควบคุมกลาง ทำให้สามารถวิเคราะห์ภาพจำแนกวัตถุรอบคันรถ และตรวจจับลักษณะของรถ เช่น ป้ายทะเบียน, รุ่นของรถ, ยี่ห้อ, สีและลักษณะของรถ และการแจ้งเตือนความเสี่ยงในพื้นที่ต่างๆ ได้แบบเรียลไทม์และแม่นยำ โดยหากเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องแจ้งข้อมูลรถต้องสงสัยเข้ามาในพื้นที่ ระบบก็จะสามารถแกะรอยและแจ้งเตือนทันทีที่รถคันดังกล่าวขับเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยให้การเฝ้าระวังพื้นที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

AIS กับกลยุทธ์  “ชิงใจคนพื้นที่” เพื่อผลลัพท์ความเป็นผู้นำตลาด 

ความแข็งแรงด้านเครือข่ายเป็นสิ่งสำคัญแต่ในมุมของการทำตลาดคงยังไม่พอ AIS มองว่า อีกส่วนสำคัญที่ทำให้เราขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งมาจาก การทำตลาดแบบอิงความต้องการเฉพาะกลุ่ม จากการสำรวจพบว่าพฤติกรรมผู้ใช้งานในภาคใต้ มีความต้องการมากกว่า Data เพียงอย่างเดียวเพราะผู้ใช้ยังชอบการโทร ดังนั้นจึงต้องมี Package on top เพิ่มเติมขึ้นมาทำการตลาดเฉพาะ อย่างเช่น โปรโมชั่นเหมาเหมาๆที่  AIS เคยทำออกมา โปรนี้ครอบคลุมทั่วประเทศแบบ Nationwide ซึ่งเลือกได้ว่าจะเหมาโทร หรือเหมา Internet แต่เมื่ออ้างอิงจากพฤติกรรมข้างต้นที่กล่าวมา แพ็คเกจในภาคใต้จึงต้องปรับให้เหมาะในลักษณะเหมาๆที่มี Internet มาพร้อมการโทรในราคาที่เท่าเดิม

อีกหนึ่ง Oppotunities ที่ AIS คว้าไว้ได้คือ กลุ่มลูกค้าต่างประเทศ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ กลุ่มแรก กลุ่มคนใช้แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นชาวประมง ทั้งในแถบระนองและภูเก็ตซึ่งก็ถือว่าเป็นตลาดที่ใหญ่ ตรงนี้มีซิม มิงกะละบา เจาะกลุ่มชาวเมียนมาร์โดยเฉพาะ คนกลุ่มนี้มีพฤติกรรมการดู Content Entertainment เหมือนกับคนไทย ดูละครไทย และ ดู YouTube ผสมกับการโทรที่เป็นแบบ Long Call เป็นการโทรกลับบ้าน ซึ่ง AIS เองก็มีการจับมือกับเครือข่ายในประเทศเมียนมาร์ลดค่าโทรลงเหลือนาทีละ 1 บาท 50 สตางค์ และ AIS กล้าบอกได้ว่าเป็นเครือข่ายเดียวที่สามารถใช้งานได้ทั้งบนพื้นดินและบนน่านน้ำโดยมีสัญญาณที่ยังชัดเจนอยู่

กลุ่มถัดมา คือ ชาวมาเลเซียและชาวจีนที่ข้ามมาทำธุรกิจฝั่งประเทศไทยผ่านด่านสะเดา ตรงนี้ AIS ออกเป็น traveller Sim เพื่อนักท่องเที่ยวที่มีพฤติกรรมเดินทางมาฝั่งไทยเป็นระยะเวลาสั้นๆ 3 ถึง 7 วัน ซิมที่วางจำหน่ายจึงต้องพร้อมใช้งานแบบมีให้ทั้ง Internet และนาทีการโทร โดยจะต้องมาในราคาที่ดึงดูด ราคาเริ่มต้นที่ 88 บาท เท่านั้น

ปัจจุบันส่วนแบ่งการตลาดแบบภาพรวมทั้งหมดของ AIS มีมากถึง 45% และกลยุทธ์ชิงใจคนพื้นที่แบบเจาะลึกเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญในการทำตลาด เห็นได้จากก่อนหน้านี้ที่ภาคอีสานเลือก ต่าย-อรทัย มาเป็นแม่เหล็ก ล่าสุดที่ภาคใต้มีการดึง เอกชัย-ศรีวิชัย มาเสริมทัพและแน่นอนว่ายังมีแผนส่งต่อกลยุทธ์นี้สู่ภาคเหนือต่อไป

About Author

oatciiz

oatciiz

Partners