ทีเอ ออเร้นจ์ขยายตัวเกินคาด รายได้เติบโตร้อยละ 50 จากไตรมาสเดียวกันปี 2546

โดย terng ^_^ | 2 กันยายน 2549 เมื่อ 07:41 น. | อ่าน 2

ทีเอ ออเร้นจ์ขยายตัวเกินคาด รายได้เติบโตร้อยละ 50 จากไตรมาสเดียวกันปี 2546 ยอดผู้ใช้บริการทะลุเป้าปี 2547 ก่อน 3 เดือน

จำนวนผู้ใช้บริการบรอดแบนด์เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า จากไตรมาสที่แล้ว และรายได้เพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าเมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ของปีที่ผ่านมา

บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 3 7 ที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก เนื่องจากทีเอ ออเร้นจ์ และธุรกิจบรอดแบนด์เติบโตเกินความคาดหมาย

จำนวนผู้ใช้บริการของทีเอ ออเร้นจ์เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จำนวน 401,330 เลขหมาย ในไตรมาสนี้ ซึ่งส่งผลให้มีจำนวนผู้ใช้บริการทั้งสิ้น 2.7 ล้านเลขหมาย และทะลุเป้าหมายสำหรับปี 2547 ก่อน 3 เดือน

ทีเอ ออเร้นจ์มีรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 29.7 เทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา และเพิ่มขึ้นร้อยละ 50.8 จากไตรมาส 3 ปี 2546 เป็น 1.8 พันล้านบาท (ตามสัดส่วนการลงทุนในอัตราร้อยละ 42.86 ของทรู) ในขณะที่ กำไรจากการดำเนินงาน ก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าใช้จ่ายตัดจ่าย หรือ EBITDA เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า เป็นจำนวน 385 ล้านบาท (ตามสัดส่วนการลงทุนของทรู) ซึ่งมากเพียงพอสำหรับดอกเบี้ยจ่าย

ในไตรมาสนี้ทรูมีผู้ใช้บริการบรอดแบนด์เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า เป็นจำนวน 93,845 ราย ซึ่งนับเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นถึง 7 เท่า จากปลายปี 2546 ในขณะเดียวกัน จำนวนผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น จนมีจำนวนทั้งสิ้นกว่าหนึ่งล้านราย ทำให้ทรูเป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตอันดับหนึ่งของประเทศ

รายได้จากบริการบรอดแบนด์สำหรับลูกค้าทั่วไป (บริการ ADSL และ Cable Modem) เพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 195.8 เป็นจำนวน 195 ล้านบาท หรือเกือบ 3 เท่า เมื่อเทียบกับรายได้ในไตรมาส 3 ของปีที่ผ่านมา

จากปัจจัยสนับสนุนดังกล่าวข้างต้น ส่งผลให้รายได้ของทรูในไตรมาสที่ 3 ปี 2547 เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.6 เป็น 7.6 พันล้านบาท และ EBITDA เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.2 เป็น 3.2 พันล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมา

เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2 ของปี 2547 รายได้และ EBITDA ของทรูเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2 และ 4.4 ตามลำดับ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากทีเอ ออเร้นจ์ และจากการจำหน่ายสินค้า ยิ่งไปกว่านั้นรายได้จากบริการบรอดแบนด์ที่เพิ่มขึ้น ยังช่วยชดเชยการลดลงของรายได้จากโทรศัพท์พื้นฐาน นอกจากนี้รายได้จากธุรกิจ โครงข่ายข้อมูล (DDN) เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.9 ในขณะที่รายได้จากบริการ WE PCT เพิ่มขึ้นเล็กน้อย

หากไม่นับรวมทีเอ ออเร้นจ์ ทรูมีกำไรสุทธิ 14 ล้านบาท (รวมกำไรจากรายการพิเศษจำนวน 219 ล้านบาท) ซึ่งสะท้อนถึงการปรับตัวที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับผลขาดทุนจำนวน 678 ล้านบาทในไตรมาสที่ 3 ของปี 2546 ธุรกิจโทรศัพท์พื้นฐานซึ่งเป็นธุรกิจหลักมีกำไรจากการดำเนินงานปกติ ก่อนรายการพิเศษ จำนวน 10 ล้านบาท และแสดงกำไรดังกล่าวติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 4 สำหรับในไตรมาสนี้ บริษัทและบริษัทย่อย มีผลขาดทุนสุทธิลดลงเป็น 410 ล้านบาท จากขาดทุนจำนวน 473 ล้านบาทในไตรมาสที่ผ่านมา

นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร กล่าวว่า “ทีเอ ออเร้นจ์มีการเติบโตอย่างดียิ่ง ทั้งนี้เนื่องจากการประสานความร่วมมือในกลุ่มทรู รวมทั้งความสำเร็จจากแคมเปญส่งเสริมการขายต่างๆ อาทิ ‘All Together Bonus’ ซึ่งเป็นการรวมบริการของทีเอ ออเร้นจ์เข้ากับผลิตภัณฑ์ของทรู”

“ในไตรมาสนี้ ทีเอ ออเร้นจ์ ได้บรรลุเป้าหมายที่สำคัญ โดยสามารถเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการเป็นจำนวน 2.7 ล้านราย ซึ่งเป็นเป้าหมายสำหรับ สี้นปี 2547 ทีเอ ออเร้นจ์ มีลูกค้าเพิ่มขึ้นในไตรมาสนี้อย่างรวดเร็ว ทำให้มีส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นเป็นเกือบร้อยละ 40 (จากร้อยละ 26 ในไตรมาสที่ 2) และคาดว่าจะมีผู้ใช้บริการอย่างน้อย 3 ล้านเลขหมายภายในสิ้นปีนี้”

“ความสำเร็จของทีเอ ออเร้นจ์ ในการจัดหาเงินกู้ระยะยาวในไตรมาสนี้ ทำให้ทรูถือหุ้นในทีเอ ออเร้นจ์เพิ่มขึ้น และรวมทีเอ ออเร้นจ์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบริษัททรูเต็มรูปแบบ ซึ่งทำให้ทรูเป็นผู้ให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมครบวงจร และได้รับประโยชน์จากแนวโน้มเทคโนโลยียุคใหม่ ที่คาดว่าจะมีการผสานกันระหว่างเทคโนโลยีไร้สายและมีสาย หรือ Fixed-Mobile Convergence” นายศุภชัยกล่าว

“อัตราการทำกำไร ณ ระดับ EBITDA (EBITDA margin) สำหรับช่วง 9 เดือนแรกของปี 2547 นี้ เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 42.5 จากร้อยละ 41.5 สำหรับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และกระแสเงินสดจากการดำเนินงานหลังรายจ่ายลงทุน (ไม่รวมทีเอ ออเร้นจ์) เพิ่มขึ้นร้อยละ 18 เป็น 4.1 พันล้านบาท ซึ่งทำให้ทรูสามารถชำระหนี้จำนวน 3.4 พันล้านบาท และสามารถสนับสนุนด้านการเงินแก่ทีเอ ออเร้นจ์ จำนวน 4 พันล้านบาท ภายหลังจากจัดหาเงินกู้ระยะยาวดังกล่าวสำเร็จลง และทรูได้ซื้อหุ้นในทีเอ ออเร้นจ์เพิ่มในสัดส่วนร้อยละ 39 ที่ราคา 1 บาท ทำให้ถือหุ้นรวมในอัตราร้อยละ 82.86”

นายวิลเลี่ยม แฮริส หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน (CFO) กล่าวว่า “การเข้าซื้อหุ้นดังกล่าวเสร็จสมบูรณ์ในปลายไตรมาสนี้ บริษัทจึงได้จัดทำงบดุลรวมของบริษัท โดยวิธีรวมทั้งหมด (Fully Consolidation) ในขณะที่ยังคงมีการจัดทำโดยวิธีรวมตามสัดส่วน (Proportionate Consolidation) ในอัตราร้อยละ 43.86 เช่นเดิมสำหรับ งบกำไรขาดทุน เนื่องจากการซื้อหุ้นดังกล่าวเสร็จสมบูรณ์ในช่วงปลายไตรมาส”

“จากความแตกต่างในการจัดทำงบการเงินดังกล่าวแล้ว ทำให้ทรูมีสัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA เพิ่มขึ้นจาก 5.3 เท่าในไตรมาสที่ผ่านมา เป็น 6.5 เท่า ในไตรมาสนี้ แต่หากมีการรวมผลกำไรขาดทุนจากทีเอ ออเร้นจ์ โดยวิธีรวมทั้งหมด เช่นเดียวกับงบดุล สัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ในไตรมาสนี้ ของทรูโดยรวมจะลดลงเป็น 5.6 เท่า” นายแฮริสกล่าว

“การที่ทรูเข้าไปบริหารจัดการ ทีเอ ออเร้นจ์ เต็มรูปแบบทำให้กลุ่มบริษัททรูสามารถลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลงได้ในไตรมาสต่อๆ ไป นอกจากนี้ทีเอ ออเร้นจ์ยังสามารถลดภาระดอกเบี้ยลงได้ประมาณปีละ 150 ล้านบาท จากการมีอัตราดอกเบี้ยต่ำลง เฉลี่ยที่ระดับ 5.75 โดยเป็นอัตราลอยตัว เทียบกับอัตราเฉลี่ยที่ระดับร้อยละ 6.2 สำหรับเงินกู้เดิม อย่างไรก็ตาม ค่าเสื่อมราคาและค่าใช้จ่ายตัดจ่ายของทีเอ ออเร้นจ์ จะเพิ่มสูงขึ้นในไตรมาสถัดไป เนื่องจากจะมีการขยายเครือข่ายเพิ่มขึ้น” นายแฮริสกล่าวในที่สุด

About Author

terng ^_^

terng ^_^

Partners