5 ข้อควรรู้ก่อนใช้ Bada กับ 5 แรงจูงใจพัฒนาแอปฯ Bada

โดย nookzz | 4 มกราคม 2555 เมื่อ 13:12 น. | อ่าน 11
เมื่อสมัยที่ Bada เวอร์ชันแรกเข้าสู่ตลาด ผู้ใช้หลายคนอาจมองว่าเป็นโทรศัพท์ฟีเจอร์โฟนทั่วๆ ที่มีความสามารถเพิ่มขึ้น แต่เมื่อ Bada 2.0 ออกมา กลับมีจุดเปลี่ยนที่ทำให้จากฟีเจอร์โฟนกลายเป็นสมาร์ทโฟนอยู่หลากหลายจุด

5 ข้อควรรู้ก่อนใช้ Bada

เมื่อสมัยที่ Bada เวอร์ชันแรกเข้าสู่ตลาด ผู้ใช้หลายคนอาจมองว่าเป็นโทรศัพท์ฟีเจอร์โฟนทั่วๆ ที่มีความสามารถเพิ่มขึ้น แต่เมื่อ Bada 2.0 ออกมา กลับมีจุดเปลี่ยนที่ทำให้จากฟีเจอร์โฟนกลายเป็นสมาร์ทโฟนอยู่หลากหลายจุด ทีนี้มาดูกันถึง 5 จุดหลักๆที่ ทำให้โทรศัพท์ที่ใช้ Bada 2.0 กลายเป็นสมาร์ทโฟนเต็มตัว

ข้อแรก สมาร์ทโฟนสำเร็จรูป
ด้วยความที่ตัวเครื่องไม่ต้องปรับแต่งอะไรมาก แต่สามารถเข้าถึงการใช้งานอินเทอร์เน็ต อีเมล ตารางนัดหมาย ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพิ่มได้ ทำให้ Bada 2.0 กลายเป็นสมาร์ทโฟนกึ่งสำเร็จรูป ที่เพียงแค่ใส่ซิม เปิดเครื่อง ล็อกอินเข้าบัญชีต่างๆ ก็พร้อมใช้งานได้ทันที ไม่ต้องมานั่งซิงค์ข้อมูลให้ยุ่งยากอีกต่อไป

ข้อสอง ทำงานพร้อมกันได้

มัลติเทสกิ้ง กลายเป็นจุดเด่นสำคัญที่ทำให้ Bada 2.0 เหนือกว่าสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆในตลาดด้วยซ้ำไป กลายเปิดใช้งานแอปพลิเคชันพร้อมๆกัน คงเป็นความสามารถที่เหนือกว่าฟีเจอร์โฟนอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งในจุดนี้ก็ไม่ต้องกังวลว่า จะมีค่าดาต้าเพิ่มขึ้น เมื่อลืมเปิดทิ้งไว้หรือไม่ เพราะผู้ใช้สามารถเลือกเปิด-ปิดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ด้วยตัวเอง

ข้อสาม สเปกสูงราคาคุ้ม
อย่างที่รู้กันตั้งแต่สมัย Bada รุ่นแรกวางจำหน่ายพร้อมกับสินค้าตระกูล Wave ที่จะเห็นได้ว่า เมื่อเทียบสเปกต่อสเปกแล้ว ในระดับราคาเดียวกัน Wave แทบจะกินขาดในทุกๆแบรนด์ และเมื่อออกมาเป็น Bada 2.0 ก็เช่นกัน เมื่อวางตัวเป็นสมาร์ทโฟนในระดับราคา 5,000 − 10,000 บาทแล้ว เชื่อว่าเมื่อเทียบในแง่ของความสามารถ และประสิทธิภาพเครื่อง Bada คงไม่เป็นรองใคร

ข้อสี่ ออกแบบเพื่อทัชสกรีน
ข้อจำกัดสำคัญที่ทำให้เจ้าตลาดผู้พัฒนาซิมเบียน ต้องทนทุกข์อยู่ในปัจจุบันคงหนีไม่พ้นการพัฒนาต่อยอดจากระบบปฏิบัติการที่ทำงานผ่านปุ่มกดมาก่อน แต่กลับกัน Bada 2.0 ถูกพัฒนาออกมาในยุคที่โทรศัพท์หน้าจอทัชสกรีน ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ดังนั้นความลื่นไหลในการใช้งาน รวมกับลูกเล่นต่างๆของเครื่อง จึงครบถ้วนและสมบูรณ์กว่าอย่างเห็นได้ชัด

ข้อห้า หน้าจอปรับแต่งง่ายแค่ลากวาง
อินเตอร์เฟส TouchWiz ของซัมซุงเอง ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้การใช้งาน Bada นั้นไม่ยุ่งยาก เพราะผู้ใช้สามารถใช้นิ้ว ลากวาง ในการเพิ่มไอคอนลัดไว้ที่หน้าจอ ตั้งเมนูด่วนด้านล่าง ปรับแต่งวิตเจ็ตใน 7 หน้าหลัก ด้วยเหตุนี้ ผู้ใช้จึงสามารถปรับแต่งหน้าจอให้เป็นไปตามความต้องการของผู้ใช้ได้แบบง่ายดาย

5 แรงจูงใจพัฒนาแอปฯ Bada

จากยอดดาวน์โหลดมากกว่า 100 ล้านแอปฯผ่าน Samsung Apps โดยผู้ใช้งาน Bada คงเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้นักพัฒนาทั้งหลาย หันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาแอปฯ สำหรับใช้งานบนระบบปฏิบัติการ Bada ที่ล่าสุดกำลังทยอยวางจำหน่ายโทรศัพท์ที่ใช้ Bada 2.0 ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

ข้อแรก โตแบบก้าวกระโดด
ในเมื่อเป็นโอเอสในอ้อมอกอ้อมใจของค่ายมือถือที่ได้รับการยอมรับว่าเติบโตอย่างรวดเร็วมากที่สุดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้แน่ใจได้ว่าผู้ใช้งานโทรศัพท์ที่ใช้งานระบบปฏิบัติการ Bada ในท้องตลาดจะมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นในตลาดเกิดใหม่ หรือ ตลาดในประเทศที่กำลังพัฒนา ดังนั้นเมื่อจำนวนเครื่องเข้าสู่ท้องตลาดเป็นจำนวนมาก โอกาสที่จะเกิดการดาวน์โหลดแอปฯไปใช้งานก็ยิ่งสูงขึ้

ข้อสอง ง่ายในการพัฒนา
แอปฯ และเกมส่วนใหญ่ของ Bada จะทำงานบนภาษา C++ ทำให้โปรแกรมเมอร์ที่มีพื้นฐานภาษา C++ อยู่แล้วสามารถพัฒนาแอปฯ ได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องเรียนรู้ภาษาใหม่ๆให้ยุ่งยาก ยังไม่นับรวมกับชุดพัฒนาตัวใหม่ที่เป็นมิตรกับผู้พัฒนามากขึ้น ซึ่งทางซัมซุงเชื่อว่าจะมีนักพัฒนาจำนวนไม่น้อย หันมาให้ความสำคัญกับ Bada มากขึ้น

ข้อสาม ไม่มีค่าใช้จ่ายแฝง
ในการส่งแอปฯขึ้นไปในมาร์เก็ต เป็นที่รู้กันว่านักพัฒนาจะโดนหักส่วนแบ่งรายได้ในอัตราที่ไม่เท่ากันแล้วแต่ระบบปฏิบัติการ แต่ในขณะเดียวกันยังไม่รวมกับค่าใช้จ่ายสำหรับชุดพัฒนาที่ต้องจ่ายเป็นรายปี แต่กับ Bada สามารถเริ่มต้นพัฒนาได้กับพีซีทั่วไป บนภาษา C++ ทำให้ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเพื่อซื้อพีซีสเปกๆสูงๆ

ข้อสี่ วางโฆษณาในแอปฯ เพิ่มรายได้
ชุดพัฒล่าสุดใน Bada SDK 2.0 เพิ่มฟีเจอร์ที่ช่วยให้ผู้พัฒนาสามารถนำโฆษณาเข้าไปติดไว้ในแอปฯ (In-App Ad) เพื่อเพิ่มช่องทางหารายได้ให้มากขึ้น ทำให้นักพัฒนามีทางเลือกระหว่างสร้างแอปฯฟรี แล้วได้ส่วนแบ่งจากค่าโฆษณา หรือ สร้างแอปฯเสียเงิน แล้วรับรายได้จากค่าแอปฯ เป็นหลัก

ข้อห้า ลดขั้นตอนการตรวจสอบแอปฯ
ปัญหาที่นักพัฒนาหลายๆคนเคยเจอคือ การส่งแอปฯ ขึ้นไปยังสโตร์ หรือ มาเก็ต แล้วต้องรอเวลาในการตรวจสอบ ซึ่งบางทีอาจใช้เวลายาวนานเป็นสัปดาห์ ดีไม่ดีอาจโดนตีกลับ แต่ใน Bada การตรวจสอบเหล่านี้จะรวดเร็วกว่า และถ้าพัฒนาแอปฯมาตรงตามข้อตกลง ก็จะไม่มีวันโดนตีกลับอย่างเด็ดขาด ส่งผลให้นักพัมนาสามารถส่งแอปฯขึ้นไปให้ดาวน์โหลดใน Samsung App ได้อย่างรวดเร็ว

advertorial content

About Author

nookzz

nookzz

Partners