Bada 2.0 พัฒนาการใหม่อีกขั้น ของระบบปฏิบัติการที่สมาร์ทของ Samsung

โดย nookzz | 27 ธันวาคม 2554 เมื่อ 13:22 น. | อ่าน 119
หากมองย้อนถึงหัวใจหลักของโทรศัพท์มือถือทุกเครื่องในโลกนี้ กว่าจะออกมาเป็นโทรศัพท์สักเครื่องได้ ไม่แค่การออกแบบ ลูกเล่นการใช้งานต่างๆ แต่ระบบในเครื่อง ถือเป็นอีกสิ่งที่มีความสำคัญ

หากมองย้อนถึงหัวใจหลักของโทรศัพท์มือถือทุกเครื่องในโลกนี้ กว่าจะออกมาเป็นโทรศัพท์สักเครื่องได้ ไม่แค่การออกแบบ ลูกเล่นการใช้งานต่างๆ แต่ระบบในเครื่อง ถือเป็นอีกสิ่งที่มีความสำคัญ เพราะเวลาเกือบทั้งหมดในการใช้โทรศัพท์มือถือ ความประทับใจของเครื่องจะดีหรือไม่ อยู่ที่ระบบของเครื่องเช่นกัน

Samsung ถือเป็นผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือ และสมาร์ทโฟนที่มีระบบปฎิบัติการที่นำมาใช้งานอย่าง Android กับ Windows Phone ซึ่งในขณะเดียวกัน Samsung ได้พัฒนาระบบปฏิบัติการของตนเองที่มีชื่อว่า Bada ที่เป็นระบบปฎิบัติการที่มีจุดมุ่งหมายให้การใช้งานดีเท่า Smart Phone แต่ใช้ง่าย และไม่ต้องปรับตัวมากเท่ากับ Smart Phone ฉะนั้นแล้ว มาทำความรู้จักกับ Bada กันสักเล็กน้อยดีกว่า

ย้อนอดีตสู่อนาคตของ Bada
หลายคนคงคุ้นเคยกับคำว่า Bada มาแล้วระยะหนึ่ง ว่าเป็นคำในภาษาเกาหลี กล่าวถึง “มหาสมุทร” โดยที่ Samsung มอบแนวคิดที่ว่า Bada คือมหาสมุทรของผู้ใช้งาน ที่อิสระในการนำไปใช้งาน ค้นหา App ที่ชอบ แนวที่ตัวเองชอบ ในส่วนนักพัฒนา สามารถมีอิสระในการพัฒนา เพื่อทำให้มหาสมุทรดังกล่าวเต็มไปด้วยสิ่งที่น่าค้นหาเช่นกัน

โครงสร้างของ Bada เป็นระบบที่ใช้ Linux มาดัดแปลง ทำให้การปรับแต่งต่างๆ รวมถึงการพัฒนา App ทำได้ไม่ยากเช่นกัน  Bada เปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปี 2010 โดยมาพร้อมกับ Samsung Wave ที่ใช้ระบบ Bada 1.0 หลังจากนั้น Bada รุ่นต่างๆก็ตามออกมา ไม่ว่าจะ Wave 525 / 723  และ Wave II เหล่านี้ถือเป็นผลผลิตของ Bada รุ่นแรก

ตลอดเวลาที่ผ่านมาของ Bada รุ่นแรก ตัวระบบยังไม่มีลูกเล่นอะไรมากนัก เรียกว่าแทบจะไม่ต่างกับ Feature Phone ทั่วไป ลูกเล่นยังไม่ค่อยครบเครื่อง การตอบสนองของเครื่องเมื่อเทียบกับสเปค ยังถือว่าน่าจะทำได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ แต่ ณ วันนี้ Samsung กลับมาอีกครั้ง พร้อมกับรุ่นใหม่ที่ได้รับการปรับปรุง เพิ่มเติมในสิ่งที่ทำให้น่าใช้งานขึ้น นั้นคือ Bada 2.0

 

ความลงตัวที่เพิ่มขึ้นใน Bada 2.0
Bada 2.0 เป็น Bada ตัวล่าสุดที่พัฒนาจาก Bada 1.0 สิ่งที่ Bada 2.0 พัฒนาขึ้นมา ในภาพรวม เป็นการนำ Bada 1.0 มาปรับแต่งให้เหมาะสมกับคอนเซปต์ที่เน้นความง่ายในการใช้งาน ลดความยุ่งยากในการเข้าถึง แต่ยังคงไว้กับสะดวกซึ่งถือเป็นจุดแข็งของ Bada โดยแบ่งจุดที่น่าสนใจออกเป็น 9 ส่วนหลักๆด้วยกัน

 

   

1 หน้าตาเมนูใหม่
ใน Bada 1.0 หน้าตาเมนูถึงจะสวย แต่ไม่น่าดึงดูด รูปแบบไอคอนที่ใหญ่ไป ทำให้หาได้ยาก ในขณะเดียวกัน เมนูย่อยของ Bada 1.0 ก็ค่อนข้างซับซ้อนต่อการใช่งาน ทำให้ใน Bada 2.0 การเปลี่ยนไอคอนให้เล็กลง เน้นความชัดเจนของไอคอน ปรับหน้าเมนูให้เป็นไอคอนแบบ 4 แถว ในหน้าเมนูย่อยต่างๆ คำสั่งที่ใช้งานบ่อยๆ ถูกนำออกมาวางไว้ให้หาใช้งานได้ง่ายขึ้น

การทำไอคอนใหม่กับเมนูย่อยของ Bada 2.0 ช่วยทำให้การมองหาสิ่งที่ต้องใช้ทำได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ในหน้าจอโทรศัพท์ แป้นหน้าจอกับไอคอน มีขนาดที่มองได้ง่ายขึ้นกว่า Bada 1.0 เช่นกัน ในส่วนนี้ถือว่าเป็นการปรับแต่งให้เหมาะกับขนาดหน้าจอของโทรศัพท์ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ดังจะเห็นได้จากไลน์สินค้าที่ใช้ Bada 2.0 ที่กำลังจะวางขายในท้องตลาดว่าจะมีให้เลือกกันหลากหลายรุ่น ให้ผู้บริโภคได้เลือกกันตามกำลังซื้อ

 

 

2 ทำงานหลายอย่างพร้อมกัน
การใช้งานแอปพลิเคชันมากกว่าหนึ่งตัว ถือเป็นสิ่งที่ระบบปฎิบัติการต่างๆ ควรจะทำได้ ใน Bada 1.0 ยังไม่รองรับการสลับ แอปฯ ใช้งาน หรือเปิด แอปฯ ค้างไว้ แต่ใน Bada 2.0 ระบบ Mutitask ถูกพัฒนาให้ใช้งานได้ง่ายมากขึ้น สามารถเปิดแอปฯค้างไว้ สลับการทำงานระหว่างแอปพลิเคชันได้สมสมบูรณ์แบบ ซึ่งในจุดนี้ จะช่วยให้ผู้ใช้งาน สามารถเปิดเว็บเบราว์เซอร์ และเลือกที่จะสลับไปเปิดเพลงสร้างอรรถรสระหว่างการใช้งาน หรือสลับหน้าจอไปใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์ก พร้อมๆกันการเปิดอ่านข้อมูลต่างๆ ได้

โดยในการใช้งานแอปฯที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตก็สามารถเลือกรับรับข้อมูลได้ในขณะที่เปิดเครื่องไว้ หรือกำลังใช้งานในส่วนอื่นอยู่ App ที่กำลังมีการทำงานเบื้องหลัง จะมีจุดสีเขียวแสดงกำกับไว้ นอกจากนี้ การกดปุ่มวางสายออก เท่ากับปิดการทำงาน App โดยอัตโนมัติ และในจุดนี้ยังสามารถเลือกปิดเฉพาะแอปฯที่ไม่ต้องการใช้งานต่อเนื่องได้อีกด้วย

 

 

3 ระบบการแจ้งเตือน (Notifications)
เหตุการณ์ต่างๆระหว่างใช้งานเครื่อง ไม่ว่าจะการใช้โทรศัพท์ / ข้อความ / การรับข้อมูลจาก แอปฯ รวมถึงการควบคุมการทำงานบางลูกเล่น ใน Bada 1.0 ระบบแจ้งเตือนยังไม่ตอบสนองต่อการใช้งานเท่าที่ควร แจ้งเตือนได้ แต่ใช้งานจากระบบแจ้งเตือนต่อไม่ได้

แต่ใน Bada 2.0 การแจ้งเตือนสามารถทำได้สมบูรณ์แบบ สามารถเข้าไปดูเหตุการณ์นั้นๆ พร้อมกับใช้งานต่อได้ทันที ในหน้าล็อคการใช้งานจอภาพ หากมีการแจ้งเดือน สามารถลากเข้าไปดูเหตุการณ์ได้ทันที และในส่วนไอคอนที่มีการแจ้งเตือน จะมีตัวเลขแสดงถึงจำนวนสิ่งที่แจ้งเตือน

แน่นอนว่าระบบเหล่านี้อาจไม่ได้แปลกใหม่ในสมาร์ทโฟน แต่อย่างที่รู้กันว่าล่าสุดอย่างใน iOS 5 ก็มีการนำรูปแบบแจ้งเตือนลักษณะเดียวกันเข้ามาใช้งาน ซึ่งตรงนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานสมาร์ทโฟนให้ครอบคลุมทุกรูปแบบมากขึ้น ไม่เหมือนกันฟีเจอร์โฟนสมัยก่อนที่ การแจ้งเตือนจะขึ้นมาเต็มหน้าจอ เพราะในจุดนี้สามารถเลือกเข้าไปดูในแต่ละสถานะเพื่อทำงานต่อเนื่องได้ทันที

 

   

4 เว็บเบราว์เซอร์
การใช้งาน Browser ของ Bada จะเป็น Browser ที่ชื่อว่า Dolphin Browser ใน Bada 1.0 การแสดงผลหน้าเว็ปในบางครั้ง การเปิดหน้าเว็ปไม่รองรับแบบเต็ม หรือแสดงได้ไม่สมบูรณ์แบบ แต่ใน Bada 2.0 การแสดงผลหน้าเว็ปทำได้ลงตัวขึ้น บางหน้าเว็ปที่ไม่แสดงให้แบบเต็ม ใน Bada 2.0 จะเรียกหน้าเว็ปแบบเต็มมาให้ใช้งาน

คำสั่งการใช้งานใน Browser หาได้ง่ายขึ้น มีการรวมสิ่งที่ใช้บ่อยมาให้ทั้งหมดในเมนูย่อยที่หาได้ง่ายขึ้น และความเร็วในการตอบสนองของ Browser ทำได้ไวมากขึ้น ซึ่งในจุดนี้ ทางซัมซุงเคลมว่า การใช้งานบนเว็บเบราว์เซอร์ของ Bada 2.0 นั้น เร็วที่สุดในตลาด เมื่อนำมาเทียบกับเครื่องในประสิทธิภาพระดับเดียวกัน

นั้นหมายความว่าผู้บริโภค จะไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินแพงๆ เพื่อเรียกหาสมาร์ทโฟนในระดับที่พอใช้ได้ เพื่อมาใช้งานท่องอินเทอร์เน็ต เพราะในราคาที่ถูกกว่า Bada 2.0 สามารถให้ประสบการณ์ในการใช้งานเว็บเบราว์เซอร์ไม่แตกต่างเครื่องรุ่นที่แพงกว่าเลย

 

 

5 กล้องถ่ายรูป 
กล้องถ่ายรูปในเครื่องที่ใช้งาน Bada มีทั้งแบบรองรับ Auto Focus  หรือถ่ายทันทีอย่างเดียว สำหรับ Bada 2.0 ในส่วนกล้องถ่ายรูป เมนูการใช้งานสามารถซ่อนได้ขณะเล็งถ่าย เมนูตั้งค่าก่อนถ่ายต่างๆ จับมาวางรวมกันในจุดเดียว ทำให้ก่อนถ่าย สามารถตั้งทุกอย่างที่ต้องการได้เร็วขึ้น การสลับการใช้งานระหว่างกล้องถ่ายรูปกับกล้องวีดีโอ ทำได้ง่ายขึ้น มีการนำไอคอน Gallery มาไว้ด้านหน้าเพื่อเข้าใช้งานได้เร็วขึ้น

หากตัวเครื่องรองรับ Auto Focus การแตะหน้าจอเพื่อเลือกจุด Focus ใน Bada 2.0 จะทำได้ไวมากขึ้น  ในจุดนี้ ความคมชัดของกล้องคงเป็นตัวที่จะมาพิสูจน์ถึงความสามารถของกล้อง เพราะด้วยซอฟร์แวร์การถ่ายภาพที่เรียกได้ว่า แทบจะมีอินเตอร์เฟสใกล้เคียงกันหมดนั้น คงเน้นให้ผู้บริโภคเข้าถึงการใช้งานง่ายมากกว่า และแน่นอนว่าสามารถเลือกแชร์ ไปยังเครือข่ายสังคมได้ทันทีด้วย

 

   

6 การป้อนข้อมูล
คีย์บอร์ด ของ Bada 2.0 มีการปรับปรุงจาก 1.0 ในแง่ของการตอบสนองให้ดีขึ้น การวางแป้นสำหรับเข้าใช้งานตัวเลข สัญลักษณ์ต่างๆ ทำได้ง่ายขึ้น ในขณะเดียวกัน ลูกเล่น Swipe ที่มีใน 1.0 ยังคงมีใน 2.0 พร้อมการเดาคำศัพท์ที่ดีขึ้นกว่าแต่เดิมก่อน  นอกจากนี้ยังเพิ่ม Emoticon สำหรับแสดงอารมณ์ในรูปแบบไอคอนเพิ่มมาใหอีกด้วย

 

   

7 เครื่องเล่นเพลง
การฟังเพลงใน Bada 2.0 มีการปรับปรุงหน้าเมนูให้ใช้ง่ายขึ้น การแบ่งหมวดหมู่ในการค้นหาเพลง มาในแบบเดียวกับเครื่องเล่นเพลงต่างๆ การแสดง Cover flow ในแนวนอนทำได้ลื่นไหลขึ้น การตั้งค่าใช้งาน เมนูที่จำเป็นถูกวางให้เรียกใช้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงโซเชียลเน็ตเวิร์ก ทำให้ผู้ใช้สามารถแชร์เพลงได้ทันที
การควบคุมเพลงในหน้าจอ Lock แถบควบคุมสามารถซ่อนตัวเพื่อแสดงแค่ชื่อเพลง เมื่อต้องการควบคุมการทำงาน เพียงแค่ปาดนิ้วลงไปที่ชื่อเพลง แถบควบคุมจะแสดงขึ้นให้ทันที

 

 

8 Gallery
การแสดงรูปใน Gallery ของ Bada 1.0 จะเป็นการแสดงภาพทั้งหมดรวมกัน สำหรับใน Bada 2.0 ในส่วน Gallery จะแบ่งหมวดหมู่อัลบัมให้ การเลือกแสดงภาพก่อนเข้าดู สามารถแตะค้างเพื่อเรียกดูภาพคร่าวๆจากในหน้าจอ  นอกจากนี้ คำสั่งย่อยในการจัดการรูป การนำไปใช้ต่อ สามารถเลือกได้สะดวก และลดความซับซ้อนลงในการเรียกใช้งาน

 

   

9 Social Hub
ใน Bada 1.0 ลูกเล่น Social Hub ยังค่อนข้างทำได้แค่อ่านมากกว่าเป็นหลัก ใน Bada 2.0 ลูกเล่น Social Hub ถูกยกระดับให้ทำงานควบคู่กับ E-Mail / Social / Message ได้ทั้งหมด การแสดงข้อมูลที่แบ่งที่มาให้เห็นได้ชัดเจนขึ้น มีการแบ่งหน้าการแสดงผล E-Mail / Social ที่สามารถสลับได้ในหน้าจอเดียวกัน  การเรียกข้อมูลจาก Social ต่างๆ ทำได้ไวขึ้น การเขียนสถานะหนึ่งครั้งและแชร์พร้อมกันทำได้ทันที

 

Bada VS Symbian
นอกจาก Bada แล้ว ยังมีตัวเลือกอื่นในตลาดหรือไม่ ถ้ามองในตลาดแล้ว ตัวเลือกที่ดูใกล้เคียงกับ Bada ที่สุด คงเป็น Symbian ทั้งคู่ต่างมีจุดดีและจุดแข็งต่างกัน Symbian มีฐานผู้ใช้ในแง่ของจำนวนที่ค่อนข้างมาก มี App ให้เลือกใช้งานมากกว่า รวมถึงมีเครื่องหลายรุ่นให้เลือก แต่การออกแบบเมนู การตอบสนองของเครื่อง ให้ความรู้สึกใช้ยาก และต้องเรียนรู้ก่อนใช้นานพอสมควร

ความยากของ Symbian ทำให้การใช้งาน Bada มีความเป็นมิตรในการตอบสนองที่ดีกว่า ไม่ว่าจะหน้าตาเมนู / Keyboard / ลูกเล่นพื้นฐานต่างๆ เพราะ Bada อิงความง่ายในแบบ Feature Phone ทำให้การใช้งานในชีวิตประจำวัน Bada ให้ความเป็นมิตรในการทำงานที่ดีกว่า Symbian

นอกจากเมนูพื้นฐานที่ให้ความง่ายและตอบสนองได้ดีแล้ว บรรดา App หลักๆ ที่ใช้งานกันในชีวิตประจำวัน ใน Bada เอง ก็มี App ที่มาทำนองเดียวกับ Symbian และมีให้ใช้งานในหลักที่ใกล้เคียงกันพอสมควร

 

สรุป
สิ่งที่เกิดขึ้นกับ Bada ในตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า ยังมีอะไรหลายๆ อย่างที่ Bada 1.0 ไม่ลงตัวอยู่พอสมควร แต่จุดแข็งของ Bada นั้นคือการใช้งานที่ครบเครื่อง แต่ยังคงความง่ายแบบใกล้เคียงกับฟีเจอร์โฟน ได้ทำงานได้เทียบเท่าสมาร์ทโฟนแบบครบเครื่อง
Bada 2.0 จึงเป็นการต่อยอดที่เน้นการปรับปรุงให้ลงตัวขึ้น ไม่ว่าจะหน้าตาที่ใช้งานได้ง่ายขึ้น ปรับปรุงความเร็วในตอบสนองที่ดีขึ้น ระบบแจ้งเตือนที่สามารถใช้งานได้จริงๆ ไม่ใช่ระบบแจ้งเตือน(อย่างเดียว) แบบแต่ก่อน การสลับหรือเปิด App ใช้งานพร้อมกันที่เพิ่มความสะดวกมากขึ้น

ความสามารถหลายๆ อย่างที่ทำได้เหมือน  Android และไม่ว่าจะเรื่องความเป็นมิตรของหน้าตาเมนู การตอบสนองของระบบที่ทำออกมารองรับทัชสกรีนโดยเฉพาะ ไม่เหมือน Symbian ต่อยอดมาจากปุ่มกด และ Bada ยังมีการใช้งานที่ยืดหยุ่นมากกว่า ในขณะเดียวกัน Bada ก็มีแหล่งให้ผู้ใช้สามารถเข้าไปดาวน์โหดลแอปพลิเคชันเพิ่มเติมได้ นั้นคือค่อนข้างครบเครื่องกับการใช้งาน  ดังนั้นแล้ว Bada 2.0 จึงเป็นการพัฒนาที่ทำให้ Bada ลงตัวในการใช้งานชีวิตประจำวันได้มากขึ้น ที่แฝงไปด้วยความง่ายไม่ซับซ้อน และในขณะเดียวกันก็ให้คววามรู้สึกที่เรียบหรูไปในตัว

About Author

nookzz

nookzz

Partners