ทำความรู้จักกันว่า "เทคโนโลยี 3G" คืออะไร

โดย Bluecosmos | 10 พฤศจิกายน 2554 เมื่อ 15:41 น. | อ่าน 62
เดินทางมาจนถึงวันนี้สำหรับประเทศไทยหลายคนคงจะได้ยืนคำว่า เทคโนโลยี 3G กันมาได้นานแล้ว แต่มันก็ยังไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นจริงได้เสียที จนเมื่อเร็วๆนี้เองทางผู้ให้บริการต่างก็มีความเคลื่อนไหวแล้วกับเทคโนโลยีนี้ ถึงแม้ว่าจะยังเป็นแค่การขัดตาทัพก็ตาม

3G คืออะไร ?

ก่อนไปที่ 3G มาพูดถึงของเก่าเก็บกันก่อน

1G อันนี้ก็คือระบบโทรศัพท์มือถือเคลื่อนที่ยุคที่ 1 คือสามารถส่งส่งสัญญาณหากันแบบ Analog และบวกกับวิวัฒนาการในยุคนั้นทำให้เครื่องมันออกมาใหญ่เป็นเตารีดมาก สามารถใช้งานได้แค่โทรออก/รับสาย เท่านั้น

2G ชื่อภาษาไทยก็คือ โทรศัพท์มือถือเคลื่อนที่ยุคที่ 2 อันนี้เริ่มมาเข้าสู่ยุค Digital กันแล้ว หลายคนอาจจะยังจำกันได้เพราะส่วนมากโทรศัพท์จะมีเสายืนออกมาให้เก๋ไปอีกแบบ ไปยันจนโทรศัพท์มือถือที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ก็สามารถใช้งานระบบ 2G ได้ทั้งหมด มันต่างกับ 1G ตรงที่ว่าแทนที่มันจะโทรออก/รับสายได้เพียงอย่างเดียวมันกลับสามารถที่จะส่งข้อมูลได้ด้วย ที่เราเห็นๆกันชัดเลยก็คือเป็นแบบ Text SMS นั่นแหละครับ

ต่อมาที่จริงแล้วก่อนจะถึงยุค 3G เครือข่ายบ้านเราก็พัฒนามาเรื่อยๆก่อนทีละก้าวเป็น 2.5G อันนี้ก็เพิ่มจาก 2G คือสามารถใช้งาน GPRS (General Package Radio Service) ได้ งงอีกมันคืออะไรมันไม่ใช่ GPS นำทางนะครับคนละเรื่องเลย อันนี้เป็นการรับ/ส่งข้อมูลหรือการใช้งานโมบายอินเตอร์เน็ตนั่นเองนี่ถือเป็นยุคแรกเลย แต่ตัว GPRS เองก็มีข้อจำกัดคือมันส่งข้อมูลได้มากสุดแค่ 46 kbps เดี๋ยวนี้ต้องบอกว่ามันเต่ามาก!! ประมาณนั้น เนื่องจากนั้นช้าเช่นนี้ทำให้ยุคนั้นโทรศัพท์มือถือเองก็เล่นอินเตอร์เน็ตธรรมดาไม่ได้ซะส่วนใหญ่ จึงเกิด Wap ขึ้นซึ่ง Wap ก็เป็นเหมือนหน้า Page ที่เอาไว้รันบนโทรศัพท์ของเราเพื่อสามารถใช้บริการต่างๆได้ เช่นโหลดเพลง โหลด Wallpaper เป็นยุคที่ Nokia เฟื่องฟูและ Motorola ก็เริ่มล่มสลาย นอกจากนี้เองก็ยังเกิดบริการใหม่อย่าง MMS (Multimedia Message) ขึ่นอีกด้วยเพื่อส่งรูปภาพหากันได้

ยังไม่พอก้าวต่อมาอีกก็คือ 2.75G อันนี้เข้าสู่ยุคปัจจุบันกันแล้ว (ที่จริงก็ไม่ปัจจุบันเพราะบ้านเรากำลังจะก้าวข้ามมัน) อันนี้นอกจากโทรเข้า/รับสาย, GPRS, MMS แล้วก็มีในส่วนของ EDGE (Enhanced Data rates for GSM Evolution) เพิ่มเข้ามา มันก็คือต่อยอดมาจาก GPRS ซึ่งเอามาพัฒนาขยายช่องสัญญาณเพื่อให้มีความเร็วเพิ่มขึ้น หลายคนคงได้สัมผัสกับความเร็วของมันไปแล้วโดยความเร็วสูงสุดจริงๆของเจ้าตัวนี้คืออยู่ที่ 473.6 kbps แต่บ้านเราปล่อยออกมาแค่ประมาณ 236 kbps เท่านั้น ยุคนี้เองเนื่องจาก EDGE ส่งข้อมูลได้ไวกว่าทำให้โทรศัพท์ส่วนใหญ่ทั้งหมดเข้าสู่อินเตอร์เน็ตธรรมดาได้แล้วโดยที่ปล่อย Wap ให้ตายจากไปอย่างช้าๆ

*** ปัจจุบันทาง AIS ได้พัฒนาระบบ EDGE ไปเป็น EDGE+ ซึ่งสามารถใช้ความเร็วดาวน์โหลดสูงสุด 296 kbps ความเร็วอัพโหลดสูงสุด 236.8 kbps และสามารถใช้งานโทรศัพท์ไปพร้อมกับ Internet ได้เหมือนกับระบบ 3G

มาถึงยุคประเด็นหลักก็คือยุค 3G (เครือข่ายโทรศัพท์ไร้สายยุคที่ 3) แต่บ้านเราเองนั้นไม่รู้ไปตกหลุมแล้วหารูออกไม่เจอ บวกกับเจอปัญหาการเมืองรุมเร้า บ่อยครั้ง ทำให้ 3G มันไม่เกิดซักที ช้าไปถึง 10 ปี การจะมี 3G ได้นั้นรัฐก็จำเป็นต้องออกสัมปทานให้กับบริษัทที่มาทำเครือข่าย ซึ่งตอนนั้นเองหลักๆบ้านเราก็มีเครือข่ายที่ใช้งานในระบบเดิม 2.75G กันอยู่แล้วก็คือ AIS, Dtac และ Truemove ซึ่งไม่รู้ แต่ทาง กทช. ผู้ที่ควบคุมกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมเนี่ยดันไปเจอตอการเมือง ตอหน่วยงานรัฐอย่าง CAT หรือ TOT อีกทำให้ไม่เกิดการประมูลขึ้นซักทีจนเวลาผ่านมาได้ 10 ปีตั้งแต่มี 3G บนโลกนี้แล้วบ้านเราก็ยังไม่สามารถที่จะประมูลมันได้ แถมไม่รู้ว่านี่เป็นเรื่องดีหรือร้านเพราะตอนนี้ถ้าให้เรียกประมูล 3G จริงๆมันกลายเป็น 3.9G กันไปแล้วเพราะมันเลยคำว่า 3G มานานนมแล้ว


อธิบายให้เข้าใจกันง่ายๆเลยคือเทคโนโลยี 3G นั่นคือระบบโครงข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงอีกรูปแบบนึง นั่นเอง โดยเทคโนโลยี 3G จริงๆแล้ว สามารถใช้งานได้ความเร็วสูงสุดจริงๆแล้วคือ 384 kbps เท่านั้น ทำให้ต้องพัฒนาต่อเป็น 3.5G ที่ใช้งานที่ความเร็วสูงสุด 3.6 Mbps ต่อมาอีกเป็น 3.75G ที่สามารถใช้ความเร็วสูงสุดได้ 7.2 Mbps จวบจนมาถึง 3.9G ที่ความเร็วสูงสุดไปที่ 42 Mbps กันไปแล้ว หรือเรียกสั้นๆตามโฆษณาว่า 3G+ อะไรทำนองนั้นก็ได้

(…. kbps/Mbps คือประมาณการรับส่งข้อมูลสูงสุด)

 

ทั้งๆที่อุปกรณ์ที่ใช้งานระบบเครือข่าย 3G ได้มีมานานแล้วแต่ผู้บริโภคบ้านเราเองยังไม่ได้สัมผัสมันซะที หลายสิ่งอย่างจึงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงในลิดช่วงระยะหลายปีที่ผ่านมา ทั้งภาคเอกชนและรัฐเองต่างก็ไม่สามารถเพิ่มบริการทางโทรศัพท์มือถือได้มากนักเพราะการเข้าถึง (อินเตอร์เน็ตเครือข่าย 3G) ยังไม่เป็นรูปธรรม ดังนั้นหลายคนคงจะเริ่มนึกออกแล้ว ถ้าบ้านเราเองมี 3G ขึ้นมาเมื่อไรบริการทุกอย่าง หลายองค์กรต้องปรับตัวเข้ามาลุยตลาดนี้กันอย่างแน่นอนไม่ว่าจะเป็นบริการทางการวีดีโอ, หนัง หรือพวกการซื้อขายเพลงออนไลน์ เป็นต้น สิ่งที่มีอยู่แล้วจะเติบโตขึ้นไปอีกหรือล่มสลายไปด้วยสิ่งใหม่ที่จะเกิดขึ้นหลังจากมีเครือข่าย 3G ในประเทศไทย

ในปีที่แล้วนี้เองทางกทช.(หน่วยงานอิสระ) นั้นก็ได้เตรียมจัดงานประมูลเครือข่าย 3.9G ขึ้น แต่ก่อนหน้าที่จัดประมูลนั้นทาง TOT ผู้ที่ถือครองคลื่นมา 9 ปีเต็มๆแต่ไม่ทำอะไรเลยก็ต้องมาขยับบ้างเพราะถ้าไม่ทำอะไรเลยเดี๋ยว กทช. จะหาเรื่องยึดคืนไปประมูลกันง่ายๆ ก็เริ่มลุกขึ้นมาทำบ้างโดยรีบเปิดเครือข่าย 3G ของตัวเองในนามว่า TOT3G ก่อนเลยรายแรกที่ใช้งานคลื่นความถี่มาตรฐาน 2100 MHz พร้อมกับเสา 500 ต้นที่ตั้งอยู่ในกทม.และปริมณฑล ทั้งหมด เรียกว่ามาทีครอบคลุมไปเกือบทั้งเมืองหลวงและปริมณฑลซะแล้ว แต่ก็ตามสไตล์ TOT คือทำยังไม่ดีพอเท่าไรได้ Feedback กลับมาค่อนข้างล้มเหลวไม่ได้ตามเป้า แจกซิมฟรีไปซะทุกงานเพื่อเพิ่มยอด พร้อมมี MVNO (Mobile Virtual Network Operator) ช่วยขับเคลื่อนหลายบริษัทด้วยกันและยังคงมีเพิ่มมาเรื่อยๆ แต่ยังไม่เกิน 10 บริษัท ณ ปัจจุบัน

ปล่อยไปจนกระทั่งทางกทช. เองพร้อมแล้วที่จะเปิดประมูล 3.9G คลื่น 2100 MHz ซึ่งลงทุนเช่าโรงแรมไปกว่า 70 ล้านบาท (ภาษีทั้งนั้น) เพื่อจัดประมูลแต่ก่อนประมูล 1 วันก็เป็นอันต้องล่มไปเพราะทาง CAT และ TOT เองยื่นฟ้องศาลให้ล้มประมูลนี้เพราะตามหลัก รัฐธรรมนูญปี 2550 ที่เลือกๆกันมาเนี่ยดันเอากทช. ออกไปรวมกับ กสช. กลายเป็น กสทช. ทำให้บ้านเราที่ตอนนั้นมีแต่ กทช. ผู้โดดเดี่ยวไม่มีอำนาจซะงั้น เลยต้องจบแต่เพียงเท่านั้น โดยผู้มีอำนาจที่แท้จริงยังไม่มีตัวตนเลย ? (กสทช. ยังไม่มีการร่างพรบ., คัดเลือกและแต่งตั้ง) ทำให้ล่มไปไม่เป็นท่า

จนถึงปัจจุบันหลังจากที่ผิดหวังไปในตอนที่การประมูล 3G คลื่น 2100 MHz เมื่อปีที่ผ่านมานั้นล่มไปไม่เป็นท่า หลายคนเริ่มหมดหวัง 3G ในประเทศไทย แต่มันกลายเป็นว่าการล่มครั้งนั้นก็ไม่ใช่จะล้มเหลวจนถึงที่สุดมันกลายเป็นว่าทุกค่ายรู้แล้วซึ่งเวลาที่ต้องเอาอาวุธตัวใหม่อย่าง 3G มาเป็นตัวชูโรงได้แล้วพร้อมๆกัน (ที่จริงมันก็ไม่พร้อมเท่าไรเพราะทาง Truemove เองนำหน้ามาตั้งแต่ปี 2009 แล้วโน่น) เหมือนเป็นการกระตุ้นให้ผู้ให้บริการต้องทำเครือข่าย 3G ซึ่งอัพเกรดมาจากคลื่นเดิมที่ตัวเองได้สัมปทานอยู่ เป็นผลให้จากวันนั้นจนถึงวันนี้กลายเป็นว่าประเทศไทยเองมีผู้ให้บริการเครือข่าย 3G มากถึง 5 รายแล้ว เรียกว่าผุดเป็นดอกเห็ดเลยทีเดียวแต่อย่างไรก็ตามยังถือว่าไม่ใช่เครือข่าย 3G ที่แท้จริงๆที่ควรจะเป็น แต่ก็สามารถช่วยให้ผู้บริโภคใช้งานกันได้อย่างแพร่หลายเพราะ นอกจากทางผู้ให้บริการเปลี่ยนเป้าหมายจากเสาหลักอย่าง 2100 MHz ซึ่งเป็นคลื่นมาตรฐานมาใช้คลื่นเดิมของตัวเอง แล้วนั้นแบรนด์มือถือต่างๆเองก็เปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกันเพื่อให้โทรศัพท์มือถือของตัวเองโดดเด่นกว่าสามารถใช้งาน 3G ได้ เป็นอีก 1 จุดขายกันไป

เมื่อมันผุดเป็นดอกเห็ดแบบนี้หลายคนคงจะงง แล้วมันเหมือนกันไหมใช้ได้เหมือนกันรึเปล่า คำตอบก็คือไม่เลยมันไม่เหมือนกันเลย แล้วเราจะเข้าใจมันได้อย่างไรละ ? ดังนั้นมาติดตามได้กันต่อในบทความ เข้าใจ 3G กับตัวคุณ ได้ในเร็วๆวันนี้ครับ

About Author

Bluecosmos

Bluecosmos

Partners