Nokia Connection 2010 อวดศักยภาพเชื่อมโลกมือถือในสิงคโปร์

โดย shyboy | 22 มิถุนายน 2553 เมื่อ 04:14 น. | อ่าน 144
งาน Nokia Connection 2010 จัดเป็นประจำขึ้นทุกปีที่ประเทศสิงคโปร์อันเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อระหว่างสื่อมวลชน คู่ค้าและนักวิเคราะห์กว่า 150 ราย และบังเอิญเราก็ได้เป็น 1 ในสื่อมวลชนที่ได้เข้าไปสัมผัสภายในงานกัน และมันก็เป็นครั้งแรกที่เราเข้าไปงาน Nokia ในต่างประเทศกับเขาบ้าง



Nokia Connection 2010 อวดศักยภาพเชื่อมโลกมือถือในสิงคโปร์

  Report by : Platform (platform@mxphone.com)

งาน Nokia Connection 2010 จัดเป็นประจำขึ้นทุกปีที่ประเทศสิงคโปร์อันเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อระหว่างสื่อมวลชน คู่ค้าและนักวิเคราะห์กว่า 150 ราย และบังเอิญเราก็ได้เป็น 1 ในสื่อมวลชนที่ได้เข้าไปสัมผัสภายในงานกัน และมันก็เป็นครั้งแรกที่เราเข้าไปงาน Nokia ในต่างประเทศกับเขาบ้าง (หมายถึงผมนะตัวผู้เขียน)

ภายในงาน Nokia ก็จะแถลงได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะเป็นผู้นำในการเชื่อมต่อโลกแห่งการสื่อสารทั้งผ่านเสียงและรูปแบบ Non-Voice เพื่อให้เหมาะสมกับบทบาทผู้นำยอดขายมือถืออันดับ 1 ของโลกที่มีจำนวน 432 ล้านเครื่องในปี 2009 ทำนองว่าฉันเป็นยักษ์เบอร์ 1 นะ อย่าหวังว่าเบอร์ 2 ในทุก ๆ เซกเมนต์ย่อยและตลาดรวมจะมาบี้ Nokia ได้เชอะ

ใจความสำคัญของปีนี้คือการประกาศศักยภาพการเชื่อมต่อสื่อสารให้มากขึ้นกว่าปีที่แล้วนั่นเอง โดยใช้ OVI ที่บูรณาการบริการทั้งหมดบนมือถือที่สมบูรณ์แบบที่สุดผลักดันประชากรมากกว่า 1.2 พันล้านคนทั่วโลกสามารถใช้มือถือ Nokia ติดต่อคนทั้งโลกได้ด้วยการส่งต่อถึงเครื่องมือสื่อสารยอดนิยมอันได้แก่ มือถือ และคอมพิวเตอร์ รวมไปถึง Nokia พยายามสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักพัฒนาและคู่ค้าเพื่อสมประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย

คุณคริส คาร์ รองประธานฝ่ายขายประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกตะวันออกเฉียงใต้กล่าวว่า จุดเปลี่ยนอุตสาหกรรมมือถือกำลังเดินมาถึงก็คือเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับอินเตอร์เน็ต เนื้อหาและการบริการ คุณลองคิดดูว่าผู้ใช้มือถือทั่วโลกนั้นมีมากกว่า 253 ล้านเครื่องแล้วจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อมีการเชื่อมต่อข้ามโลกผ่านอินเตอร์เน็ตมันคงฟังอลังการใช่ไหมล่ะครับ

จะว่าไปนี่ไม่ใช่การ Big Move ของ Nokia เท่าไรนักมันก็แค่ตอกย้ำว่า Nokia ปั้นศูนย์รวมบริการ OVI ให้ลูกค้ายึดติดกับประโยชน์ที่ได้รับมากกว่าฟีเจอร์ในเครื่อง และดูเหมือนว่า Nokia กำลังจะเร่งสปีดกับ OVI มากเพื่อเร่งให้ตนเองขยับขึ้นจนคู่แข่งตลาดรวมเบอร์ 2 ตามได้ยากมากขึ้น

เราต้องอย่าลืมว่าเบอร์ 2 ระดับโลกแซง Nokia ในด้านความว่องไวในการพัฒนาตัวเครื่องจนน่ากลัวมาก แต่ถ้าเป็นงานด้านบริการบนมือถือทั้งหลายแล้วล่ะก็ Nokia ก็กล้าพูดได้ว่า OVI ของตนนั้นครบครันกับความต้องการแล้วจริง ๆ ขณะที่คู่แข่งเบอร์ 2 ของโลกยังไม่ตั้งไข่ในด้านนี้เลย

ก็ว่าง่าย ๆ Nokia มีสถานะเป็นทั้งผู้ผลิตเครื่องและ Content Provider ด้วยตนเองทำให้เกิดระบบนิเวศด้านการติดต่อสื่อสารที่ลงตัวเพราะตนเองสามารถควบคุมและอัพเดทตามความต้องการได้

ถึงกระนั้นเอง Nokia ก็ริอาจประมาทได้เพราะประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการใช้มือถือนั้น ลูกค้าส่วนใหญ่จะต้องมองเห็นฟีเจอร์อันฟู่ฟ่าของเครื่องเหล่านั้นเสียก่อนที่จะดึงดูดให้ลูกค้าซื้อเครื่องของตนเองเสียก่อน หาก Nokia มองว่าเป็นการสร้าง Loyalty ก็ถือว่ายอดเยี่ยมแต่ถ้ามองว่าการนำจุดขาย OVI อย่างเดียวดึงลูกค้าใหม่ ๆ นั้นก็ย่อมเป็นไปได้ยากเช่นกัน หากผู้ผลิตไม่พัฒนาฟีเจอร์ให้ทันยุคสมัย

แต่ใช่ว่าจะไม่มีอุปสรรคแม้ Nokia เป็นผู้นำการเชื่อมต่อสื่อสารบนมือถือระดับโลกก็จริงแต่ก็ต้องมาแข่งขันกับคู่แข่งรายเล็กกว่าที่สามารถแตก Segmentation เล็ก ๆ จนแข็งแกร่งมากและค่อย ๆ เติบโตกินเนื้อในตลาดมือถืออีกด้วย นั่นก็คือบริการส่งข้อความ Blackberry Messaging และ Push Mail ที่รวดเร็วทันใจและ iTunes บริการเพลงออนไลน์รองรับอุปกรณ์ของ Apple

ที่ชัดเจนเลยก็คือ OVI Message ไม่อาจจะไปต่อกรกับเหล่าบริการของ Blackberry Service ได้เลยก็เพราะสิทธิบัตรเทคโนโลยี Push นั้นคงไม่มีใครจะเร็วได้กว่านี้อีกแล้ว ขณะที่ OVI ไม่สามารถพัฒนาระบบข้อความผลักได้ทันทีทันใดได้แน่นอน อีกทั้งการเข้าใช้บริการ OVI Message ก็ต้องให้ลูกค้า Nokia สมัคร Account เสียก่อน นี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำไม Nokia ต้องผลักดันให้ลูกค้าเกิดความอยากใช้นั่นเอง

ส่วนบริการ OVI Music ยังสามารถต่อกรกับ Apple iTunes ได้อยู่เพราะนี่เป็นบริการดาวน์โหลดเพลงฟรีสำหรับลูกค้า Nokia ที่มีฐานลูกค้าเยอะเอามาก ๆ เพียงแต่สื่อมวลชนอาจจะมีการเปรียบเทียบในเชิงกลยุทธ์มากกว่าเพราะใคร ๆ ก็ทราบดีกว่า iTunes คือผู้นำบริการดาวน์โหลดเพลงสำหรับอุปกรณ์พกพาได้

จุดแข็งของกลุ่มบริการ OVI ที่ไม่มีใครจะเทียบได้ในตอนนี้คือ บริการ OVI Maps ที่คุณสามารถดาวน์โหลดแผนที่และใช้ระบบนำทางได้ฟรีทั่วโลก ต้องถือว่าโดดเด่นกว่า Google Maps Navigation ที่มีความสามารถคล้าย ๆ กันบนมือถือ Android บางรุ่น ตอนนี้ OVI Maps ก็ร้อนแรงมากจนมียอดดาวน์โหลดแล้ว 10 ล้านครั้งทั่วโลก

Nokia ล้ำหน้ากว่านั้นอีกขั้นด้วยบริการย่อยที่มีใน OVI Maps นั่นก็คือ Timeout ที่คุณสามารถค้นสถานที่แสดงศิลปะ สถานบันเทิง ร้านอาหาร หรือสถานที่ท่องเที่ยวผ่านพิกัด GPS ที่คุณอยู่ ฟังดูก็คล้าย ๆ แอพพลิเคชั่น Layar  เหมือนกันแฮะ แต่ก็ดีอย่างแค่เข้าแอพพลิเคชั่น OVI Maps เพียงอย่างเดียวก็ใช้งานได้แล้ว

ผู้สนับสนุนข้อมูลต่าง ๆ ก็มาจาก Hungry Go Where, Lonely Planet, Michelin City Guide รายหลังชื่อเหมือนแบรนด์ยางรถยนต์ใช่ไหมล่ะครับ คำตอบคือใช่ครับเป็นบริการที่ Michelin จัดเก็บดัชนีสถานที่ที่น่าไปครับ
ใครอยากจะใช้บริการเสริม Timeout เพียงแค่คุณมี Nokia N97, N97 Mini, Nokia E72 และ Nokia 5800

คราวนี้ถึงคิวของผู้หญิงเก่งประจำ Nokia คุณโจ ฮาร์โลว์ ดำรงตำแหน่งรองประธานอาวุโสฝ่ายสมาร์ทโฟน มาตอกย้ำว่าการเชื่อมต่อถึงกันและกันของคนทั่วโลกย่อมเป็นเทรนด์ในปัจจุบัน มือถือ Nokia ก็สามารถตอบโจทย์เหล่านั้นไล่ตั้งแต่แพลทฟอร์ม Series 40, Symbain และ Meego แพลทฟอร์มใหม่ที่ร่วมมือกับ Intel จับกลุ่มตลาด Mobile Computing

เธอยังบอกสถิติที่น่าสนใจว่าผู้ใช้สมาร์ทโฟนมีพฤติกรรมการใช้มือถืออย่างไร
62% ต้องโทรคุยเป็นของตายอยู่แล้วเนาะ
12% ใช้งานเพื่อความบันเทิงเช่น ฟังเพลง ดูวิดีโอ
9% ใช้งาน Web
5% ใช้งานปรับแต่งเครื่อง ลงแอพพลิเคชั่น
4.5% ใช้งานด้าน Office และ Uitilites
4% ใช้งานด้านการจัดการชีวิต
3% เสพข้อมูลต่าง ๆ

Nokia ไปสำรวจพฤติกรรมเหล่านี้เมื่อเดือนเมษายนปีนี้นี่เอง และมันก็น่าสนใจมากว่าผู้ใช้สมาร์ทโฟนเริ่มจะมีพฤติกรรมที่พึ่งพาการเชื่อมต่อมากขึ้นเรื่อย ๆ

ระหว่างนี้เธอก็ได้อวดโฉมมือถือใหม่แก่สาธารณชนด้วย ได้แก่ Nokia X5 มือถือฟังเพลงที่เน้นการใช้งาน Social Network มากขึ้น, Nokia X6 8GB สำหรับกลุ่มประเทศที่ต้องการมือถือราคาถูกลงเล็กน้อย และ Nokia N8 ตัวเป็น ๆ

ท้ายสุดก็นำเสนออินเตอร์เฟซ Symbian^3 ก็ถูกเผยแพร่ให้แก่สื่อมวลชนในงานนี้ได้ทราบกัน บอกตามตรงเราก็ไม่ค่อยจะตื่นเต้นกับอินเตอร์เฟซนี้เท่าไรเพราะมันตามหลังคนอื่นแทบทั้งนั้นโดยเฉพาะการปรับแต่งหน้าจอ Widget หรือมี Pinch Zoom ทั้งหลายคนอื่นเขาก็ทำได้แล้วล่ะ

เอาล่ะต่อจากนี้ไปจะเป็นช่วงสรุปคำถามและคำตอบภายในงาน Nokia Connection 2010 โดยขออนุญาตนำคำถามและคำตอบของพี่น้อง ๆ สื่อมวลชนมาสรุปรวมลงในนี้ให้นะครับ

เริ่มจากคุณวิล แฮร์ริส หัวหน้าฝ่ายการตลาดประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกตะวันออกเฉียงใต้วิเคราะห์ตลาดมือถือในประเทศไทยไว้ว่าเป็นประเทศที่กล้าเปิดประสบการณ์การใช้บริการผ่านอินเตอร์เน็ตได้เร็วกว่าทวีปยุโรปเสียด้วยซ้ำ ยกตัวอย่างคนไทยมีอัตราส่วนการสมัครใช้บริการ OVI Mail และ Chat  มากกว่ากลุ่มผู้ใช้ Nokia ในยุโรปเสียอีก รวมไปถึงยอดดาวน์โหลดแผนที่นั้นประเทศไทยมียอดดาวน์โหลดสูงที่สุดในอาเซียนด้วย

พฤติกรรมการซื้อเครื่องของลูกค้าชาวไทยก็เช่นกันออกจะแตกต่างจากที่อื่นเล็กน้อย คนไทยมักจะแคร์เรื่อง Branding ความไว้ในเชื่อใจต่าง ๆ สูง อย่างน้อย ๆ Nokia ก็เคยเป็นมือถือเครื่องแรกในชีวิตคนไทยแทบทั้งนั้น (ยกเว้นผมนาย Platform คนนึงล่ะ) ทำให้มีความผูกพันธ์ลึกซึ้งมากกว่าแบรนด์อื่น ๆ

ปัจจัยอื่น ๆ ที่พิจารณาในการเลือกซื้อคือ Design ที่เราต้องยอมรับเลยว่า คนไทยไม่ว่าจะซื้อของอะไรก็ตามการออกแบบมักจะเป็นข้อพิจารณาในการตัดสินใจอันดับแรก ๆ และเป็นหัวข้อใหญ่เสียด้วย

ถึงจุดนี้ Nokia เองน่าจะสำรวจตลาดมือถือของตนเองในไทยด้วยเหมือนกันว่าชาวไทยยังชื่นชอบการออกแบบของ Nokia ยุคนี้ด้วยหรือไม่? เพราะยังมีรุ่นที่ไม่ค่อยเข้าตาอยู่ไม่น้อยเช่นกัน แต่อย่างว่าไม่สวยของเราอาจจะสวยของเขาก็เป็นไปได้

และยังมีคนแอบสงสัยด้วยว่าทำไม Nokia ถึงโปรโมต OVI Maps มากมายก่ายกองว่าฟรีอย่างนู้นนี้นั้น คุณแฮร์ริสก็ช่วยคลายปริศนาให้ว่า นี่คือการเข้าสู่การปฏิวัติการเล่าเรื่องยุคใหม่ จากเดิมที่เน้นเสียง, ภาพ และข้อความ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่อาจจะเล่าเรื่องได้หมดก็คือแผนที่หรือพิกัดที่เราอยู่ เพียงแค่คุณใช้ความสามารถ OVI Maps คุณก็สามารถบอกเล่าได้ว่าคุณอยู่ตรงไหนผ่าน MMS หรือ Social Network ได้

มาถึงตรงนี้มีคนตั้งคำถามเด็ด ๆ ไว้ว่า Nokia เสียส่วนแบ่งการตลาดแล้วใช่ไหม โดยเฉพาะตลาดบน ๆ ที่โดน RIM และ iPhone รุมกระหน่ำซ้ำเติมตลาด Nseries ที่ตนเองเคยครองอยู่ ตรงนี้เขาตอบว่า "Nokia ไม่ได้เสียส่วนแบ่งการตลาดเพียงแต่คู่แข่งสามารถกวาดแชร์ได้มากขึ้นเท่านั้นเอง เพียงแต่ Nokia ก็ยังเป็นเจ้าตลาดสมาร์ทโฟนของโลกอยู่ดี"

Nokia คิดอย่างไรกับการมาของ iPhone 4 ??? ทางคุณแฮร์ริสตอบไว้ว่าเท่าที่สำรวจปฏิกริยาของลูกค้าส่วนใหญ่พบว่าไม่ได้ฮือฮาหรือตื่นเต้นเท่ากับการเปิดตัว iPhone รุ่นแรกแม้แต่น้อย มันเหมือนแค่ปรับปรุงสเปคแค่นั้น

เอาล่ะจบการสัมภาษณ์ถามตอบกับคุณแฮร์ริสแล้ว คราวนี้เราก็จ่อคิวสัมภาษณ์คุณโจ ฮาร์โลว์ รองประธานอาวุโสฝ่ายสมาร์ทโฟนครับ

ผมมีข้อข้องใจมากว่าทำไม Nokia เพิ่งมาออก Symbian^3 ตอนครึ่งปีหลังทั้ง ๆ ที่ Symbain^4 จะเปิดตัวปลายปีอยู่รอมร่อ คุณฮาร์โลว์ตอบว่า Nokia ต้องใช้เวลาพัฒนาเพิ่มฟีเจอร์ในระบบปฏิบัติการต่าง ๆ อาทิการเปลี่อนเอฟเฟคท์หน้าจอ 62 แบบ รวมไปถึง Pinch Zoom จำพวก Multi-Touch

แน่นอนว่าทั้งอินเตอร์เฟซ Symbian^3 และ Symbian^4 จะต้องอยู่ในสารบบนานถึง 24 เดือนหรือ 2 ปีเต็ม (อ๊าก ถ้าให้ Symbain^3 อยู่ในวงจรนานถึง 2 ปีแบบนี้ก็ล้าหลังคู่แข่งเอามาก ๆ แล้วครับ ถ้าเป็นแบบนั้นคาดว่า Symbain^3 น่าจะต้องค่อย ๆ ย้ายลงสู่ทัชโฟนระดับล่างมากขึ้นเพื่อหลีกทางให้ Symbain^4 ฉายเดี่ยว)

นอกจากนี้เขาก็ยังใบ้ ๆ มาว่า Symbain^4 มีจุดเด่นที่ความสามารถในการปรับแต่งหน้าตาตามใจผู้ใช้มากขึ้น เช่น Widget ส่วนความสามารถอื่น ๆ ยังไม่ได้บอกครับ

ผมก็ถามไปว่ามีความเป็นไปได้ไหมที่ Nokia จะนำระบบปฏิบัติการ Symbian ลงตลาดมือถือ Entry Level คลาสเดียวกับตระกูล C1, C2 หรือซีรีส์ 1xxx คุณฮาร์โลว์ตอบว่ายังไม่มีแผนการเช่นนั้นเพราะตลาดระดับล่างมักเป็นผู้ใช้ที่ยังไม่มีมือถือหรือเป็นเครื่องสำรองเท่านั้น ไม่มีทางที่จะตั้งใจซื้อสมาร์ทโฟนราคาถูกแม้แต่น้อย นอกเสียจากกลุ่มผู้ใช้มือถือระดับล่างอยู่แล้วต้องการหันมาใช้สมาร์ทโฟนมากกว่า ขณะเดียวกันตลาดสมาร์ทโฟนก็มีแนวโน้มจะราคาถูกลงเรื่อย ๆ ตามต้นทุนที่ต่ำลงและสามารถจับตลาดในวงกว้างมากขึ้น

มีคนถามมาว่า Nokia ให้นิยามคำว่าสมาร์ทโฟนอย่างไร? เขาก็ตอบว่าอย่างแรกจะต้องเป็นระบบปฏิบัติการเปิด (Open Source) ที่เปิดโอกาสให้นักพัฒนาและผู้ผลิตรายอื่นมาลงแรงพัฒนาด้วยกัน (แต่ไหงแต่ก่อนเป็นระบบปิดไม่ใช่หรือ?), รองรับการใช้งาน Multi-Tasking งานนี้ว่ากระทบชิ่ง iPhone 3GS น่ะสิ และต้องมี Application มากมาย

คำถามต่อไปเกี่ยวกับเรื่องการออกแบบ Nokia สมาร์ทโฟนจะมีแนวทางการออกแบบหรือร่วมมือกับดีไซน์เนอร์ยังไง? เขาตอบว่า Nokia ก็เคยมีประสบการณ์การออกแบบมือถือร่วมกับดีไซน์เนอร์ชั้นนำทำให้ Nokia ค้นพบสูตรสำเร็จว่าการใช้สีสันต่าง ๆ ให้ตรงกับอารมณ์และความต้องการนั้นดูจะน่าสนใจมากกว่า ดังที่เห็นใน X5 และ N8

จุดแข็งจุดอ่อนหรือสูตรวิเคราะห์ S.W.O.T ของแบรนด์ Nokia นั้นเป็นอย่างไร?
จุดแข็ง แบรนด์ที่แข็งแกร่ง, แพคเกจตัวเครื่องรวมดี มีฟีเจอร์ มีเทคโนโลยีครบครัน
จุดอ่อน สินค้าหลากหลายมากเกินไปจนแย่งยอดขายของตนเองมากกว่าจะช่วยกันแย่งจากคู่แข่ง
อุปสรรค คู่แข่งที่ท้าทาย Nokia นั้นเยอะมากไม่ว่าจะเป็นตลาดล่างที่โดนกระหน่ำด้วยมือถือจากจีน, ตลาดกลางก็ต้องโดนท้าชิงโดย Samsung และ LG, ตลาดบนก็โดน BlackBerry และ iPhone

คิดว่า Trend ที่น่าจะเกิดขึ้นบนสมาร์ทโฟน?
เขาตอบว่าตอนนี้ความนิยม Social Network บนมือถือได้รับความนิยมมาก แต่มันเป็นอะไรที่เปิดเผยมากเกินไป เชื่อว่า Private Network หรือสังคมปิดหรือสังคมแบบเลือกรับน่าจะค่อย ๆ ได้รับความนิยมมากขึ้น

นอกจากนี้เราก็ยังเจอคุณชูมิตต์ คาร์พูร์จึงมีโอกาสได้พูดคุยและซักถามอะไรบางอย่าง เราสามารถสรุปได้ว่าตลาดมือถือเมืองไทยครึ่งปีหลังจะเน้นตลาด Mid-End และ Hi-End มากขึ้น คาดว่าแล้วว่าตลาด Nokia รวมในประเทศไทยปีนี้จะสูงกว่าปีที่แล้วแน่นอน ถึงแม้ว่าจะเกิดเหตุชุมนุมทางการเมืองแต่ด้วยระบบการจัดจำหน่ายที่ดีก็สามารถส่งมือถือไปตัวแทนค้าปลีกได้ อีกทั้งเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวมากขึ้นกว่าปีก่อนก็ทำให้คนจะซื้อโทรศัพท์มากขึ้น

Nokia มั่นใจว่าปีนี้ยังครองเบอร์ 1 ในประเทศไทยเช่นเคย หนำซ้ำครึ่งปีแรกยังมียอดขายทิ้งห่างจากเบอร์ 2 มากนั่นเป็นเพราะมีมือถือที่โดนใจลูกค้าชาวไทย ยกตัวอย่าง Nokia 5233  สมาร์ทโฟนในรูปแบบทัชโฟนที่มีราคาเพียง 4 พันกว่าบาทสามารถทำยอดขายได้ดีมาก และมั่นใจว่าช่องทางการจำหน่ายที่ครอบคลุมมากกว่าคู่แข่งก็จะทำให้สถานภาพ Nokia ยังไม่สั่นคลอน

รูปแบบมือถือที่ได้รับความนิยมไปปัจจุบันก็ยังเป็นทัชโฟนซึ่งได้รับความนิยมในตลาด Mid-End และแบบคีย์บอร์ด QWERTY ย่อส่วนที่ได้รับความนิยมในตลาดบน อีก 1 ปีข้างหน้าทั้งสองรูปแบบนี้จะได้รับความนิยมขึ้นเรื่อย ๆ เพราะจะมีการแนะนำมือถือในราคาที่ถูกลง หาซื้อง่ายมากขึ้น

สรุปในภาพรวมของงานแล้วล่ะครับว่า OVI มันคือหัวใจของ Nokia ในปัจจุบันที่พยายามผลักให้ลูกค้าหันมาใช้บริการจนเกิดเป็น Brand Loyalty และอยากจะให้ลูกค้าใหม่ ๆ หันมาใช้มือถือ Nokia มากขึ้น งานนี้กาลเวลาจะพิสูจน์เองล่ะครับว่า Nokia จะสร้างฐานลูกค้าให้สามารถเชื่อมต่อเป็น Community ขนาดใหญ่ได้ดั่งใจหรือไม่

About Author

shyboy

shyboy

Partners