ผู้บริโภคเติมเงินถูกยึดเงินค่าโทรเฉลี่ยรายละพัน

โดย shyboy | 28 กรกฎาคม 2553 เมื่อ 15:22 น. | อ่าน 4
สบท. ปลุกผู้บริโภคใช้สิทธิ อย่ายอมให้ใครยึดเงินค่าโทรหลังพบผู้ใช้บริการระบบเติมเงินเจอปัญหาโดนยึดเงินค่าโทรเฉลี่ยรายละกว่าพันบาท ชี้เงินในระบบเป็นสิทธิของผู้บริโภค ผู้ให้บริการต้องคืนให้


สบท. ปลุกผู้บริโภคใช้สิทธิ อย่ายอมให้ใครยึดเงินค่าโทรหลังพบผู้ใช้บริการระบบเติมเงินเจอปัญหาโดนยึดเงินค่าโทรเฉลี่ยรายละกว่าพันบาท ชี้เงินในระบบเป็นสิทธิของผู้บริโภค ผู้ให้บริการต้องคืนให้

นายประวิทย์  ลี่สถาพรวงศา ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมเปิดเผยว่า จากสถิติการรับเรื่องร้องเรียนในช่วงครึ่งปี 2553 มีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ กรณีปัญหาเรื่องร้องเรียนจากระบบเติมเงิน ซึ่งมีผู้ใช้บริการถึงร้อยละ 90  ในการใช้บริการโทรศัพท์มือถือ  โดยมีจำนวนเรื่องร้องเรียน 107  เรื่อง หรือ เป็นสัดส่วนราว 1 ใน 6 ของเรื่องร้องเรียนด้านการใช้บริการโทรศัพท์มือถือทั้งหมด  ทั้งนี้ปัญหาที่พบมากที่สุดของบัตรเติมเงินคือ โดนยึดเงินในบัตรเติมเงิน ซึ่งเกิดจาก 2 กรณี คือ ถูกยึดเงินเนื่องจากเติมเงินไม่ทันมีจำนวนทั้งสิ้น 59 เรื่อง  กรณีที่ 2 คือ ต้องการยกเลิกบริการแต่มีเงินค้างอยู่ในระบบ  จำนวน 5 เรื่อง 

ทั้งนี้จากจำนวนผู้ร้องเรียนมี 47 เรื่องที่แจ้งยอดเงินชัดเจนพบว่า ถูกยึดเงินไปทั้งสิ้น 51,413.73 บาท หรือเฉลี่ย 1093.90 บาทต่อราย โดยจำนวนเงินที่ถูกยึดสูงสุดคือ 4,312 บาทและต่ำสุดคือ 18 บาท  เปรียบเทียบกับปี 2552 ทั้งปีมีผู้บริโภคที่ถูกยึดเงินทั้งสิ้น 36 กรณี รวมเป็นเงิน 26,451.07 บาท โดยจำนวนเงินสูงสุดที่ถูกยึดไปคือ 6,888.69 บาท

“หากดูจำนวนเรื่องร้องเรียน 107 เรื่อง เหมือนไม่มาก แต่ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการพรีเพรดมากกว่า 60ล้านราย ดังนั้นแค่มีผู้บริโภคที่ใช้บริการระบบเติมเงินเพียงร้อยละ 1 หรือประมาณ 600,000 ราย ประสบปัญหานี้ ก็เท่ากับมีเงินของผู้บริโภคมากกว่า 600 ล้านบาทที่อาจถูกยึดจากผู้ให้บริการ”
นายประวิทย์กล่าว

นอกจากนี้จากการตรวจสอบของ สบท. พบว่า แต่ละบริษัทขณะนี้มีแนวทางในการให้บริการระบบเติมเงินดังนี้   ระบบเติมเงินของแฮปปี้ หากวันหมดไม่เติมเงินในช่วง 30 วันแรก ผู้ใช้บริการจะรับสายได้ แต่โทรออกไม่ได้ เติมเงินและตรวจสอบยอดเงินได้ ทบยอดเงินที่เหลือให้เมื่อเติมเงินใน 30 วัน หลังจากนั้นตั้งแต่วันที่ 31-45 ผู้ใช้บริการจะไม่สามารถรับสายและไม่สามารถโทรออกได้ เติมเงินและตรวจสอบยอดเงินที่เหลือได้ แต่จะไม่ทบยอดเงินที่เหลือให้ จากนั้นวันที่ 46 จะถูกยึดเบอร์โทรศัพท์ไป  ส่วนระบบเติมเงินของวันทูคอล หากวันหมดไม่เติมเงิน บริษัทจะรักษาเบอร์ไว้ให้ 30 วัน โดยผู้ใช้บริการสามารถรับสายได้แต่โทรออกไม่ได้ หลังจากนั้นจะถูกยกเลิกบริการ คือ รับสายเข้าหรือโทรออกไม่ได้และถูกยึดเบอร์โทรศัพท์พร้อมทั้งถูกยึดเงินที่อยู่ในระบบไปด้วย ส่วนระบบเติมเงินของ ทรูมูฟ หากวันหมดไม่เติมเงิน ผู้ใช้บริการจะสามารถรับสายได้แต่โทรออกไม่ได้ ใน15  วันแรก หลังจากนั้นวันที่ 16-17 จะรับสายและโทรออกไม่ได้ และในวันที่ 18 จะถูกยึดเบอร์โทรศัพท์ไป

ผอ.สบท. กล่าวต่อไปว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เสมือนเป็นเรื่องปกติ ทั้งที่สำหรับการยึดเงินในระบบและเบอร์โทรศัพท์นั้น  ตามประกาศ กทช. เรื่อง มาตรฐานของสัญญาให้บริการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549 ข้อ11 ระบุว่า การให้บริการโทรคมนาคมในลักษณะที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการเป็นการล่วงหน้าจะต้องไม่มีข้อกำหนดอันมีลักษณะเป็นการบังคับให้ผู้ใช้บริการต้องใช้บริการภายในระยะเวลาที่กำหนด เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ซึ่งจนถึงขณะนี้คณะกรรมการยังไม่มีมติในเรื่องดังกล่าว ดังนั้น บริษัทฯ จึงไม่มีสิทธิที่จะยึดเงินและยึดเบอร์โทรศัพท์ของผู้บริโภค

“ตามกฎหมายเท่ากับบริษัทฯ ไม่มีสิทธิยึดเงินและเบอร์โทรศัพท์ของผู้ใช้บริการ ดังนั้น หากใช้บริการระบบเติมเงินและถูกยึดเงินไป ผู้ใช้บริการสามารถเรียกร้องกับผู้ให้บริการเพื่อขอเงินคืนเข้าระบบได้โดยติดต่อโดยตรงไปยังเครือข่ายที่ใช้บริการ” ผอ.สบท.กล่าว

About Author

shyboy

shyboy

Partners