อัพเดทกับตลาดบริการเติมเงินผ่านระบบ Electronic (e-refill) เทรนใหม่ในการเติมเงินค่าโทรศัพท์มือถือในวันนี้

โดย shyboy | 9 พฤษภาคม 2551 เมื่อ 02:04 น. | อ่าน 51
นับเป็นความโชคดีของผมที่ได้รับเชิญไปงานแถลงข่าวกับดีแทค ในหัวข้อ e-refill หรือช่องทางการเติมเงินค่าโทรผ่านมือถือ ซึ่งมีข้อมูลหลายๆ อย่างที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เลยจะมาแชร์ให้เพื่อนๆ กันครับ


 


นับเป็นความโชคดีของผมที่ได้รับเชิญไปงานแถลงข่าวกับดีแทค ในหัวข้อ e-refill หรือช่องทางการเติมเงินค่าโทรผ่านมือถือ ซึ่งมีข้อมูลหลายๆ อย่างที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เลยจะมาแชร์ให้เพื่อนๆ กันครับ


 



 


ดร. เกษชญง สกาวรัตนานนท์ ผู้อำนวยการอาวุโสกลุ่มธุรกิจพรีเพด ดีแทค เล่าให้สื่อมวลชนฟังว่า ในตอนนี้ พฤติกรรมการเติมเงินของลูกค้า happy ต่อเดือนเพิ่มขึ้นจากเดือนละ 3 ครั้ง เป็น 5 ครั้ง ซึ่งได้ยินมาแว๊บแรก คงจะเป็นข่าวดีต่อดีแทคแน่นอนว่าผู้ใช้บริการคงจะโทรออกเยอะ เลยต้องเติมเงินบ่อยๆ แต่แท้ที่จริงแล้ว เปล่าเลยครับ คำตอบออกมาคือ ผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรมการเติมเงินในแต่ละครั้งที่เติมทีละเยอะๆ เป็นเติมทีละน้อยๆ


 


 


 


ซึ่งจากกราฟจะเห็นได้ว่า ค่าเฉลี่ยในการเติมเงินต่อครั้งเมื่อต้นปี 2007 จะอยู่ที่ประมาณ 85-90 บาท แต่เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้การเติมเงินเฉลี่ยต่อครั้งอยู่ที่ 78-79 บาทเท่านั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีช่องทางใหม่ๆ ที่ทำให้ลูกค้าสามารถเติมเงินต่อครั้งได้น้อยลง


 



 


แล้วลูกค้าเติมเงินในราคาเท่าไหร่บ่อยที่สุด คำตอบก็คือ ครั้งละ 60 บาท เพราะเป็นราคาบัตรเติมเงินแบบกระดาษที่ถูกที่สุดที่หาซื้อได้ในท้องตลาด รองลงมาก็เป็น บัตรราคา 100 บาท แต่ถ้าดูสัดส่วนระหว่างช่องทางการเติมเงินแบบบัตรเติมเงิน กับ ช่องทาง e-refill จะเห็นได้ว่า e-refill มีสัดส่วนที่มากกว่า


 



 


และตัวเลขด้านช่องทางการเติมเงินในปัจจุบัน (ไม่รวม e-refill) มีประมาณ 42,000 จุด แบ่งเป็น Non Telecom หรือร้านค้าขายปลีกทั่วๆ ไป ประมาณ 20,000 จุด รองลงมาเป็น Telecom หรือร้านขายโทรศัพท์มือถือ ประมาณ 15,000 จุด สุดท้ายเป็น Modern Trade หรือร้านสะดวกซื้อ และห้างทั่วๆ ไป 4,000 จุด แสดงให้เห็นว่า ยังมีช่องทางในการเพิ่มช่องทางการเติมเงินได้อีก เลยมาโฟกัสที่การเติมเงินแบบ Electronic Refill หรือสั้นๆ ว่า e-refill นั้นเอง


 



 


 


ทำให้ทาง happy มาบุกตลาดการเติมเงินออนไลน์ อย่างจริงๆ จังๆ จากกราฟจะเห็นได้ว่า เมื่อต้นปี 2007 ที่มีจำนวนร้านค้า Happy Online ประมาณ 75,000 ร้าน จนมาถึงเดือนมีนาคม 2008 มีจำนวนทั้งสิ้น 171,441 ร้านค้า เพิ่มขึ้นเกือบๆ 100,000 จุด นั้นแสดงว่า ช่องทางการเติมเงินออนไลน์ เริ่มได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะเติมเงินได้ทีละน้อยๆ จนทำให้ dtac กินส่วนแบ่งตลาดเติมเงินออนไลน์เป็น 50% ของทุกระบบในตลาดเติมเงินออนไลน์ และคาดว่าภายใน 2 ปีจะมีส่วนแบ่งถึง 70% เลยทีเดียว


 


 


 


แต่ไม่ใช่ dtac เพียงเจ้าเดียวที่ทำตลาดเติมเงินออนไลน์ ยังมีคู่แข่งอย่าง AIS และ True Move อยู่ด้วย จึงมีการสำรวจความพึงพอใจในการบริการกับร้านค้าที่ให้บริการเติมเงินออนไลน์จำนวน 350 แห่ง พบว่า dtac เป็นผู้ให้บริการที่ได้รับความพึงพอใจสูงสุด (สังเกตได้จากแท่งกราฟที่มีสีส้มและสีเหลืองเยอะ) รองลงมาเป็น AIS และสุดท้ายคือ True Move เหตุผลเพราะมีวิธีการใช้งานง่าย สะดวก มีทีมงานที่แก้ปัญหาได้รวดเร็ว และอาจจะเป็นผู้ให้บริการที่ระบบล่มน้อยที่สุด** (**ฟังผู้บริหารเค้าเล่ามาอีกทีครับ ^ ^’) ซึ่งข้อมูลทั้งหมดมาจากการทำการสำรวจโดยบริษัท 911


 


เอาล่ะ คราวนี้ dtac จะใช้กลยุทธ์อะไรที่จะมาเพิ่มช่องทางการเติมเงินผ่านระบบออนไลน์ที่ให้ลูกค้ามีประสบการณ์และความประทับใจ กลยุทธ์นั้นก็คือ “มีจุดเติมเงินในสถานที่ที่คาดไม่ถึง”


 


 


 


สถานที่แรกที่ทำให้พวกเราแปลกใจก็คือ การลุยช่องทางการเติมเงินออนไลน์ทางเรือที่ตลาดน้ำอัมพวา และตลาดน้ำดำเนินสะดวก เพื่อเจาะกลุ่มแม่ค้า และนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ โดยแฮปปี้เตรียมเรือไว้โปรโมทช่องทางนี้ถึง 3 ลำ เรียกได้ว่า ใครพบใครเห็นต้องประทับใจกันเลยทีเดียว


 


 


 


สถานที่ต่อไปถือว่าเป็นเจ้าแรกที่บุกไปขายของถึงกันในสนามเลยทีเดียว สนามที่ว่าก็คือสนามมวยราชดำเนิน, สนามมวยลุมพินี, สนามม้านางเลิ้ง ได้ยอดขายวันๆ นึงก็หลักหมื่นละครับ ^ ^


 


 


 


นอกจากทีม Street Agent ที่ให้บริการเติมเงินออนไลน์ในสถานที่ต่างๆ นั้น ก็ยังมีเครื่องขายบัตรเติมเงินแบบหยอดเหรียญลักษณะตู้ไข่ ที่ให้บริการเติมเงินครั้งละ 20 บาท ซึ่งวางไว้ตามสถานที่ต่างๆ ได้ช่วงระยะหนึ่ง ได้ผลตอบรับกลับมาค่อนข้างดี


 



 


ความพิเศษของการเติมเงินผ่านช่องทางนี้คือ จะได้รับคำทำนายดวงพร้อมกับรหัสเติมเงิน และพิเศษไปกว่านั้น หากคุณเป็นผู้โชคดีสุดๆ อาจจะได้ไข่ที่มีตั๋วชมภาพยนตร์จาก SF Cinema ฟรี 1 ใบ (แต่จริงๆ แล้วต้นทุนในการทำตู้ไข่หยอดเหรียญ กับไข่ใส่บัตรเติมเงินไม่คุ้มกับรายได้จากการขายบัตรเติม แต่ทำออกมาเพื่อให้ลูกค้าได้ประทับใจกับช่องทางการขาย และเป็นที่จดจำของลูกค้า) 


 


มีข้อมูลการเติมเงินออนไลน์อีกอย่างที่น่าสนใจมากๆ ก็คือ ยอดขายที่สูงที่สุดต่อเดือน ตกเดือนละประมาณ 600,000 บาท คนขายคนนี้อยู่ย่านรามคำแหงครับ โดยเค้าจะได้ค่าคอมมิชชั่น 3.5% จากยอดขาย และค่าคอมมิชชั่นอื่นๆ รวมต่อเดือนอยู่เกือบ 30,000 บาท ถือว่าเป็นรายได้ที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว


 


 


 


เป้าหมายของแฮปปี้ออนไลน์ในปีนี้ จะเน้นสร้างช่องทางการเติมเงินให้ได้ 500,000 จุดภายใน 2 ปี + การสร้างแบรนด์ให้มีความนิยมสูงสุดในเมืองไทย การที่แฮปปี้โฟกัสช่องการขายออนไลน์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-11 จะปรับเปลี่ยนรูปแบบจากการขายบัตรเติมเงินทั้งหมด เป็นการเติมเงินออนไลน์ ซึ่งก็เป็นข้อดีที่ว่า ประหยัดต้นทุนในการผลิตประมาณ 2% รับกระแสโลกร้อน ^ ^


 


 


 


ท้ายสุด ในวันที่ 15 พฤษภาคม เป็นวันครบรอบ 4 ปี การให้บริการ “ใจดี” (แต่ตอนนี้กระแสของบริการใจดีเป็นที่พูดถึงกันมากในแง่ลบ – -‘) ทางแฮปปี้ได้เตรียม TVC ชุดใหม่ไว้ออนแอร์ทุกช่องในวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ ด้วยเนื้อหาที่ใครๆ ดูแล้วก็ต้องอดยิ้มไม่ได้ โดยเฉพาะเพลงประกอบโฆษณาที่ได้คุณปืน ผู้บริหารแฮปปี้เป็นผู้ขับร้องในเพลง “เพราะอะไร” เพื่อนๆ รอติดตามชมได้นะครับ รับรองเนื้อหาใน TVC นั้น อาจจะตรงกับใครในชีวิตจริงก็เป็นได้


 


ขอบคุณที่ติดตามครับ ^ ^

About Author

shyboy

shyboy

Partners