เทคโนโลยีที่แย่งเวลาจากแม่

โดย mchaw | 19 กันยายน 2550 เมื่อ 10:26 น. | อ่าน 41
จากคอลัมน์ M talk by mchaw นิตยสาร Mobile Mag เดือน สค.07

          สวัสดีครับคุณผู้อ่านกับเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นเดือนที่มีวันสำคัญอย่างยิ่งของประเทศไทย ใครตอบได้ไหมครับ นั่นแน่ หลายคนตอบได้อย่างไม่ลังเล ใช่แล้วครับ ก็เป็นเดือนที่มีวันคล้ายวันพระราชสมภพ ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ แม่ในหัวใจของชนชาวไทยทุกหมู่เหล่านั่นเองครับ  ใช่เพียงแต่เป็นแค่วันหยุดทำให้หลายคนไม่ต้องไปทำงาน หรือไปโรงเรียนเท่านั้น  แต่ยังเป็นวันที่สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องระลึกถึงพระคุณของมารดา ผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูเรามาจนเติบใหญ่  หลายคนที่ยังไม่มีลูก อาจจะยังไม่ลึกซึ้งพระคุณพ่อแม่เท่าที่ควร  ผมเองในฐานะที่มีลูกเป็นทายาทแล้ว ขอยอมรับว่า ความเป็นแม่ ใช่เพียงการออกลูกให้มีชีวิตเกิดมาเท่านั้นนะครับ  ลองนึกถึงภาพว่าที่คุณแม่ เมื่อรู้ว่ามีเลือดเนื้อเชื้อไขอยู่ในตัว และจำเป็นต้องไปปรึกษาคุณหมอแต่เนิ่นๆ เพื่อที่จะปฏิบัติตัวให้ถูกต้องในการที่จะทำอย่างไรให้ลูกน้อยออกมาครบถ้วน สมบูรณ์แบบที่สุด  รวมไปถึง ปู่ตา ย่ายาย ที่เมื่อรู้ข่าว ก็ยินดีกันถ้วนหน้า ต่างก็ขวนขวาย หาของกินบำรุง หรือยาบำรุง มาให้ว่าที่คุณแม่โด๊ปให้มากที่สุด จนว่าที่คุณแม่หลายท่านน้ำหนักขึ้นเอาๆ ทั้งๆที่ท้องแค่เดือนหรือสองเดือน จนคุณหมอต้องสั่งให้เพลาๆลงบ้างสำหรับของทานบำรุงเหล่านั้น


 


          ในการจะทำกิจกรรมหลายอย่างที่เคยทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังหรือเล่นกีฬาที่ชอบ ก็ต้องยอมงด เพื่อระวังกระทบกระเทือน จะนั่ง จะนอน ก็ต้องค่อยๆทำ การไปท่องเที่ยวต่างๆ ก็ต้องลดลง หรือเที่ยวแบบเบาๆ คือไม่หักโหมประเภทต้องปีนหน้าผา ว่ายน้ำหรือเล่นเรือบานานาโบ๊ท เล่นเครื่องเล่นหวาดเสียวต่างๆอย่างรถไฟเหาะตีลังกา เข้าบ้านผีสิง อย่างนี้ก็ต้องงดไปโดยปริยาย  กินของที่ชอบแต่อาจไม่ดีต่อสุขภาพก็ต้องงด อย่างกินช็อกโกแลตมากๆ หรือกินของรสจัดมากๆก็ต้องงด  ว่าที่คุณแม่หลายท่าน ก็แพ้ท้องเฉียดตายทีเดียว เพราะไม่สามารถทานอะไรได้ ได้เห็นอาหาร หรือได้กลิ่นก็จะอาเจียนอย่างเดียว ถึงขนาดต้องไปให้น้ำเกลือที่โรงพยาบาลก็มีหลายราย และหลายท่านก็มีความกังวลถึงลูกน้อยในท้องว่าจะสมบูรณ์ทั้ง 32 หรือไม่ 


 


          ยิ่งใกล้คลอดน้ำหนักตัวเอง รวมกับน้ำนักตัวลูกก็ยิ่งเพิ่มขึ้นๆ  โดยปกติแล้ว สาวๆมักจะเป็นห่วงในเรื่องความสวยความงามเป็นอย่างยิ่ง  เมื่อไรที่รู้ว่าตัวเองไม่สวยพอ ไม่ค่อยจะยอมออกจากบ้านไปไหน เพราะไม่มั่นใจ แต่เมื่อมีลูกท้องโย้ ก็ยังเอาไปคุยกันคนอื่นได้อย่างสบายว่าลูกดิ้นอย่างโน้นอย่างนี้  ให้เพื่อนๆจับลูบท้อง อย่างไม่อายใคร เห็นไหมครับ เท่านี้ ความรักที่มีต่อลูกเริ่มแม้จะยังไม่เห็นหน้าค่าตากันด้วยซ้ำไป  และเมื่อได้เวลาที่จะต้องเข้าห้องคลอด แม่ก็ต้องทนเจ็บ ทนทรมาน หลายท่าน ข้ามวันข้ามคืนก็มี  หน้าที่คุณพ่อตลอดมาก็พยายามเอาใจใส่คุณแม่ เพราะคนท้องมักจะมีอารมณ์แปรปรวนได้ง่าย  คอยหาอะไรให้ทาน หรือทานยาตามเวลาที่หมอสั่ง ไม่ไปหาเศษ หาเลยนอกบ้าน เพราะจะทำให้คุณแม่วุ่นวายใจและ กระทบต่อลูกในท้อง  ตอนคลอดเดี๋ยวนี้คุณหมอก็จะอนุญาตให้คุณพ่อเข้าไปเป็นกำลังใจให้คุณแม่ ให้คุณแม่ได้จับมือ และคุณพ่อก็พูดปลอบใจอยู่ข้างๆ ทำให้คุณแม่รู้สึกไม่ว้าเหว่ หรือเจ็บปวดโดยไม่มีคนเห็นใจ  จนสุดท้ายแต่ยังไม่ท้ายสุดของความเป็นแม่ ก็คือวินาที ที่ได้เห็นหน้าลูกน้อยเป็นครั้งแรก ความเจ็บปวดแทบจะมลายไปสิ้น เปลี่ยนมาเป็นความปลื้มใจ น้ำตาแห่งความปลื้มปิติไหลรินออกมาอย่างไม่รู้ตัว  สักครู่หลังจากคุณหมอตัดสายสะดือแล้ว จะนำลูกสุดที่รักมาให้คุณแม่ได้ชื่นชมสักเล็กน้อย ก่อนที่คุณหมอกุมารแพทย์อีกท่านจะรับเด็กไปชั่งน้ำหนัก ทำความสะอาด และตรวจเบื้องต้นเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของทารกน้อยคนนี้ และจำนำไปยังห้องพยาบาลเด็กอ่อน เพื่อที่จะให้คุณแม่ได้พักฟื้นอย่างเต็มที่ หลังจากราวครึ่งวัน หากคุณแม่เริ่มที่จะมีน้ำนม คุณหมอจะเข้ามาบอกวิธีในการให้นมบุตรที่ถูกต้อง และนำเด็กน้อย มาให้คุณพ่อคุณแม่ได้ชื่นชมอย่างเต็มตา โดยที่เด็กอาจจะยังไม่สามารถลืมตาได้เลย แต่ด้วยสัญชาตญาณระหว่างแม่กับลูก เมื่อแม่อุ้มลูกมาแทบอก ลูกก็จะดูดนมแม่อย่างตั้งอกตั้งใจ เป็นอีกหนึ่งความประทับใจที่ผมเองไม่มีวันลืมเลือนครับ


 


          เขียนมาถึงตรงนี้ ในใจก็นึกภาพตามไปด้วย น้ำตาก็อดปริ่มออกมาไม่ได้ และย้อนนึกไปถึงความหลังเมื่อครั้งที่เรายังจำความไม่ได้ คุณแม่ผมก็คงเป็นลักษณะเดียวกันนี้ เพียงแต่วิทยาการสมัยก่อนยังไม่เจริญอย่างทุกวันนี้ ทำให้คุณแม่สมัยก่อนคลอดลูกตามบ้านในต่างจังหวัด โดยมีเพียงป้าหมอตำแยทำคลอดให้ คุณพ่อก็ต้องไปต้มน้ำร้อน นึกภาพแล้วคงทุลักทุเลกว่าทุกวันนี้มากทีเดียว แต่ก็เห็นถึงความตั้งใจและเสียสละทั้งคุณพ่อและคุณแม่ ที่ได้มีทั้งความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา หรือพรหมวิหารสี่ให้กับลูกๆ  ดังทางศาสนาสอนไว้ว่า พ่อ และ แม่เป็นพระพรหมของลูก นั่นเองครับ  แล้วภาระหน้าที่ก็ไม่ได้จบเพียงแค่นั้น ไหนจะต้องคอยดูแลเอาใจใส่ในการทานอาหาร การอึ ที่ไม่ค่อยเป็นเวลาของเจ้าตัวน้อย ทั้งเวลาที่ป่วยไข้ก็ต้องประคบประหงมไม่ได้หลับไม่ได้นอนแทบทั้งคืน ไหนตอนกลางวันจะต้องขายของเพื่อให้ได้เงินมาเป็นทุนสำรองในการเลี้ยงชีวิตและเผื่ออนาคตทางการศึกษาให้ลูกในภายภาคหน้า  เวลาลูกเล็ก ก็ลำบากตรงที่ต้องคอยดูแลไม่ไห้ป่วยไข้ ให้เติบโตได้ตามมาตรฐาน เมื่อเข้าวัยเรียนก็ต้องหาโรงเรียนที่ดีที่สุดเท่าที่จะมีกำลังให้ลูกได้เรียนสูงๆ คนต่างจังหวัด ก็ขวนขวายหาโรงเรียนดีๆในกรุงเทพให้ลูกได้เข้ามาเรียน ส่งเสียเทอมหนึ่งหลายๆหมื่นก็กัดฟัน เพื่ออนาคตลูก เมื่อโตขึ้นเป็นวัยรุ่น ลูกก็ทำให้ช้ำใจหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นความดื้อรั้นตามวัย การคบเพื่อนไม่ดี ติดเพื่อน รวมถึงการประพฤติตัวที่ทำให้ทางโรงเรียนต้องเชิญผู้ปกครองไปพบ ทำให้น้ำตาคุณพ่อคุณแม่ไหลได้  และแม้ว่าลูกจะไม่ดีเพียงไร แต่พ่อแม่ก็ยังรักและหวังดีต่อลูกเสมอ  


 


          หลายท่านที่เป็นคุณลูกที่มีคุณพ่อคุณแม่อยู่ อาจยังไม่รู้สึกถึงคุณค่ามากเท่าที่ควร ตราบที่ไม่มีท่านใดท่านหนึ่งหรือไม่มีทั้งสองท่านแล้วนั่นแหละ จึงจะเห็นถึงความสำคัญหรือคุณค่าของท่าน ลองนึกดูว่า เวลาที่เราประสบเคราะห์กรรม หรืออันตราย เราจะระลึกถึงใครเป็นคนแรก ส่วนใหญ่ก็ต้องระลึกถึงคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งคอยปกป้องเราจากภยันตรายต่างๆนั่นเอง และเมื่อมีอะไรไม่สบายใจ คุณพ่อคุณแม่ก็จะเป็นที่ปรึกษาที่ดีที่สุดเพราะเป็นผู้ที่รักเราแบบไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน  เป็นATM ที่เราสามารถกดตังค์ได้ตลอดเวลา เป็นยามที่คอยปกป้องอันตรายให้เรา เป็นพยาบาลที่คอยดูแลยามป่วยไข้  และเป็นที่ปรึกษายามเราอกหัก  วันนี้คุณเห็นความสำคัญของท่านหรือยังครับ  ผมเอง เพิ่งเสียคุณพ่อไปกับโรคร้ายไม่นาน ก็ยังรู้สึกเสียดายว่า เวลาที่ท่านอยู่เราไม่ได้ทำอะไรให้ท่านเท่าที่ควรจะทำได้ แต่ยังดีที่มีคุณแม่ ซึ่งคราวนี้จะพยายามอย่างที่สุดไม่ให้เกิดความรู้สึกเสียดายเวลาที่ไม่ได้ทำดีกับคุณแม่อีก


 


          น้องๆหลายคน ติดที่จะพูดคุยโทรศัพท์จนลืมคุณพ่อคุณแม่ ด้วยรู้สึกว่า ตัวเองเรียนไปทำเกรดได้ดี ก็ทำให้พ่อแม่ชื่นใจ อวดใครได้แล้ว กลายเป็นเรียนเพื่อคุณแม่ บางคนสอบเข้าที่นั่นที่นี่ได้ ก็ขอรางวัลจากคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งกลายเป็นการจ้างเรียนไปเสียอย่างนั้น  เรียนเสร็จกลับมาบ้านก็ปิดประตูเข้าห้อง ทำการบ้าน หรือไม่บางคนก็อยู่ทำกิจกรรมที่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยจนดึกดื่น กลับบ้านดึกคุณพ่อคุณแม่ก็รอแทนที่จะดีใจที่เห็นหน้าพ่อแม่ กลับนึกไปว่าพ่อแม่มาคอยจับผิด ทำท่าทางไม่พอใจรีบขึ้นบ้านไป ที่ไหนได้ คุณแม่จะถามว่ากลับมาดึกๆนี่หิวไหมจะได้ทำกับข้าวให้ทาน ก็เป็นอันอดทานข้าวไป  เวลาที่มีอยู่บ้านไม่มากนัก ก็ไม่ค่อยจะได้คุยกับพ่อแม่เท่าไร ใช้เวลาหมดไปกับ อินเตอร์เน็ต เกมส์ และ การคุยโทรศัพท์  เชื่อไหมครับว่ามีเรื่องเล่ากันมาอย่างนี้  คุณพ่อคุณแม่อยากจะคุยพบหน้ากับลูก แต่ลูกเอาแต่เล่น แชททางอินเตอร์เน็ต  หรือไม่ก็โทรศัพท์คุยกับเพื่อน หรือแฟน เป็นชั่วโมงๆ  จนเวลาที่คุณแม่จะคุยอะไรกับลูกทั้งที่อยู่บ้านเดียวกัน ต้องอาศัยการโทรเข้าโทรศัพท์มือถือไปคุย อย่างนี้ก็มีให้เห็น   


หลายคนบอกไม่จริงผมไม่ได้เป็นคนเช่นนั้น ผมมักจะเข้ามาหาคุณพ่อคุณแม่และคุยสม่ำเสมอ ลองดูเถอะครับว่า เวลาที่คุยกับคุณพ่อคุณแม่ นั่งพูดจาดีๆน่ะ ส่วนใหญ่ไม่ไปขอสตางค์ ก็ต้องไปขอของอะไรสักอย่างใช่ไหม  และหากคุณพ่อคุณแม่ อธิบายถึงความที่ยังไม่เหมาะสม หรือยังไม่จำเป็น ก็จะมีอาการกระฟัดกระเฟียด และประชดประชันออกมาให้คุณพ่อคุณแม่เห็น  หรือทำเป็นไม่ยอมทานข้าว เข้านอนเลย ไม่พูดจากับพ่อแม่ จนคุณแม่สงสารและต้องออกปากให้คุณพ่อยอมที่จะให้สิ่งที่ลูกต้องการเสมอๆ  


 


          เทคโนโลยีในสมัยนี้ ช่วยย่อโลกให้ติดต่อถึงกันได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย  คุณพ่อคุณแม่คิดถึงลูกก็สามารถโทรไปหาได้ตลอดเวลา แม้ว่าจะอยู่ไกลกัน อย่างเวลาลูกไปเรียนหรือไปเที่ยว ทำให้ไม่ต้องพะวงว่าลูกจะปลอดภัยหรือไม่  เวลานัดกันที่ไหนก็สามารถที่จะรู้ได้ว่าไปตรงเวลาหรือไม่เพราะอะไร  อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีเหล่านั้นแทนที่จะทำให้ชีวิตง่ายขึ้น มีเวลามากขึ้น เพราะรวดเร็ว  แต่กลายเป็นทำให้เรายิ่งมีเวลาน้อยลงไป โดยเฉพาะเวลาคุณภาพกับครอบครัว  บางคุณพ่อทำงานส่งงานทางอินเตอร์เน็ตเช็คข้อมูลข่าวสารต่างๆ คุณแม่ก็ดูทีวีอยู่อีกมุมหนึ่ง คุณลูกก็แชทกับเพื่อนๆหรือคุยโทรศัพท์อีกมุมหนึ่ง ทำให้ความอบอุ่นในครอบครัวแบบไทยๆนั้น หดหายไปจากชีวิตเมืองในปัจจุบันได้อย่างไร้ร่องรอย เวลาทานข้าวร่วมกันก็รีบๆทาน แล้วไปทำธุระตัวเองต่อ ตอนเช้าก็ต้องรีบๆตื่นแต่งตัวไปทำงานหรือไปโรงเรียน  ลองอย่างนี้ครับ  ลองจัดเวลาว่างในแต่ละวัน ไม่ต้องมาก สัก 1 ชม.ต่อวัน ที่จะอยู่ร่วมกันพร้อมหน้า พ่อแม่ลูก ได้นั่งอ่านนิทาน เล่าเรื่องที่ประสบมาในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นลูกเล่าเรื่องการเรียน หรือคุณพ่อคุณแม่เล่าเรื่องที่ทำงาน และหลายเรื่องก็น่าจะเป็นอุทาหรณ์หรือ มีข้อคิดเตือนใจให้กับลูกๆได้นำไปปรับใช้ในชีวิตได้ด้วย  ก่อนนอน ลองมาสวดมนต์วันละ 5 นาที และทำสมาธิร่วมกันสัก 5 นาที ก็จะช่วยให้จิตใจสงบก่อนจะนอนได้อย่างมีความสุขไม่ฝันร้าย  ให้ดี กอดกันวันละนิดและกราบที่ตักหรือที่อกคุณพ่อคุณแม่ก่อนนอนทุกวัน   และคุณพ่อคุณแม่ก็จะอวยพรให้ลูกเจริญๆรุ่งเรือง ซึ่งเป็นคำอวยพรจากผู้มีพระคุณสูงสุดของเราดีกว่าคำสรรเสริญเยินยอใดๆจากคนอื่นอีกครับ


 


          สุดท้ายของคอลัมน์นี้ ก็ขอให้คุณลูกทั้งหลายได้ระลึกและปฏิบัติดีกับคุณพ่อคุณแม่  อย่างไรก็ดีหลายคนอาจจะอ่านมาไม่ถึงตรงนี้ ก็ไม่เป็นไรครับ แต่หากอยากคุยกัน หรือจะติชมหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิญได้นะครับที่ mchawz@gmail.com  อ้างสักนิดว่าจากคอลัมน์ M Talk ขอลาไปก่อน ขอบุญรักษาคุณผู้อ่านครับ/ mchaw

About Author

mchaw

mchaw

Partners