ทรีคอมจับมือศูนย์ทดสอบสไปเรนต์ แสดงศักยภาพสถาปัตยกรรม ระบบเครือข่ายดาต้าเซ็นเตอร์ประสิทธิภาพสูง

โดย shyboy | 9 มีนาคม 2553 เมื่อ 00:24 น. | อ่าน 4
ทรีคอมจับมือศูนย์ทดสอบสไปเรนต์ แสดงศักยภาพสถาปัตยกรรม ระบบเครือข่ายดาต้าเซ็นเตอร์ประสิทธิภาพสูง ทดสอบในสถานการณ์จริง ตอกย้ำประสิทธิภาพการทำงานระดับแนวหน้าในวงการอุตสาหกรรมของผลิตภัณฑ์ ดาต้าเซ็นเตอร์ คอร์สวิตช์รุ่น H3C S12500

กรุงเทพฯ,  4 มีนาคม 2553 – ทรีคอม คอร์ปอเรชั่น (Nasdaq: COMS) ผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบเครือข่ายระดับโลกแก่องค์กรทุกระดับ ร่วมกับศูนย์ทดสอบสไปเรนต์ คอมมูนิเคชั่นส์ ผู้นำด้านการทดสอบประสิทธิภาพโซลูชั่นสำหรับระบบเครือข่ายระดับเอ็นเตอร์ไพรส์ ล่าสุดประกาศความร่วมมือในการสาธิต   การทดสอบดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้งานอยู่จริงในรูปแบบการทดสอบแนวคิด หรือ proof of concept ที่จะพิสูจน์  ให้เห็นถึงสมรรถภาพระดับแนวหน้าในวงการอุตสาหกรรมของผลิตภัณฑ์ดาต้าเซ็นเตอร์สวิตช์ รุ่น H3C® S12500 และ S5820X ที่ใช้งานภายใต้เครือข่ายสภาพแวดล้อมการใช้งานดาต้าเซ็นเตอร์แห่งอนาคต

“ความซับซ้อนยุ่งยากของดาต้าเซ็นเตอร์ในอนาคต สร้างความท้าทายในด้านประสิทธิภาพซึ่งถือเป็นหัวใจของการทำงาน ความเสถียรและความปลอดภัยของข้อมูล ซึ่งจำเป็นต้องมีความถูกต้องและแม่นยำจากระดับองค์ประกอบโครงสร้างพื้นฐานทุกส่วนของดาต้าเซ็นเตอร์”

การทดสอบดาต้าเซ็นเตอร์มีขึ้นที่ห้องปฏิบัติการ Spirent Proof of Concept (SPoC) Lab ในเมืองซันนี่เวล   รัฐแคลิฟอร์เนีย ตลอดเดือนมกราคม 2553 โดยในครั้งนี้จะเปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติการดาต้าเซ็นเตอร์ต่างๆ   ได้เห็นภาพการออกแบบและสมรรถภาพการทำงานของดาต้าเซ็นเตอร์แห่งอนาคตระดับมัลติ-เทราบิต (Multi-terabit) การสาธิตห้องปฏิบัติการ SPoC ที่ใช้นวัตกรรมจากผลิตภัณฑ์คอร์สวิตช์ H3C S12500 และแอคเซส สวิตช์เทคโนโลยี 10 กิกะบิตอีเธอร์เน็ต (GbE) H3C S5820X ซึ่งจะบ่งชี้ให้เห็นถึงข้อได้เปรียบต่างๆ ของผลิตภัณฑ์สวิตช์จากทรีคอมที่ให้ทั้งประสิทธิภาพและรองรับการขยายทั้งจำนวนและประเภทของพอร์ตได้มากกว่าถึงสองเท่า ความเร็วในการกู้คืนข้อมูลที่เร็วกว่าถึง 20 เท่า ตลอดจนความสามารถในการลดค่าใช้จ่ายและการใช้พลังงานได้สูงสุดถึงร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับโซลูชั่นของคู่แข่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน

โดยผู้มาเยี่ยมชมการสาธิต ณ ห้องปฏิบัติการ SPoC แห่งนี้ยังจะได้เห็นถึงประสิทธิภาพของเทคโนโลยี Intelligent Resilient Framework (IRF) อันล้ำสมัยของ ทรีคอม-เอชทรีซี ในสถานการณ์การใช้งานจริง เทคโนโลยี IRF นี้ แตกต่างจากเทคโนโลยีอื่นๆ ที่มีอยู่ โดยช่วยให้ผู้ใช้สามารถปรับขยายขนาดการใช้งาน   ได้อย่างไม่เคยมีมาก่อน จึงช่วยให้ผู้บริหารระบบเครือข่ายสามารถบริหารจัดการพอร์ตกิกะบิตอีเธอร์เน็ตและ 10 กิกะบิตอีเธอร์เน็ตได้แบบเวอร์ช่วลไลเซชั่น นอกจากนี้ เทคโนโลยี IRF ยังช่วยให้สามารถทำอัพเกรดซอฟต์แวร์แบบ In-Service-Software-Upgrades (ISSS) ผ่านระบบเครือข่าย เพื่อให้มั่นใจได้ถึงความราบรื่นของการใช้งานระบบเครือข่าย ตลอดจนการดำเนินธุรกิจ โดยการเพิ่มมิติของการควบคุม (Control Plane) สวิตช์แฟบริก (switch fabric) ในอุปกรณ์สวิตช์อื่นๆ ที่เชื่อมต่อกันด้วยเทคโนโลยี IRF จึงช่วยให้การกู้คืนระบบสามารถทำได้อย่างฉับไวกว่าเดิมด้วยอัตราความเร็วประมาณ 50 มิลลิวินาที ซึ่งเร็วกว่ามากเมื่อเทียบกับการใช้โปรโตคอล Spanning Tree Protocol (STP) แบบเดิมๆ

มร. ซาร์ กิลไล รองประธานอาวุโส ด้านผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นทั่วโลก ของ ทรีคอม กล่าวว่า “นวัตกรรมของผลิตภัณฑ์สวิตช์ H3C S12500 ได้สร้างประสบการณ์ใหม่ของดาต้าเซ็นเตอร์ พร้อมทั้งเปลี่ยนแนวคิดในการออกแบบและทำงานของดาต้าเซ็นเตอร์ยุคใหม่ ผลิตภัณฑ์สวิตช์รุ่นนี้ช่วยให้ผู้ใช้งานมีทางเลือกใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากการออกแบบระบบเครือข่ายที่เรียบง่ายขึ้นมาก สามารถขยายขนาดและความเสถียร   ของระบบอย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน จึงช่วยให้ลูกค้าลงทุนได้อย่างคุ้มค่าและสามารถนำบริการใหม่ๆ อาทิ การทำวีดีโอ สตรีมมิ่ง การทำเวอร์ชวลไลเซชั่น และคลาวด์ คอมพิวติ้ง มาใช้งานได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น”

Spirent TestCenter HyperMetrics ยังทดสอบด้านประสิทธิภาพการใช้งาน ความหน่วงของเวลา (latency) และความเสถียรของการออกแบบระบบเครือข่ายสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ของเอชทรีซี ในช่วงทราฟฟิกข้อมูลและสภาพโปรโตคอลที่แตกต่างกัน ซึ่งรวมไปถึงการใช้งานสวิตช์แบบ 2 และ 3 เลเยอร์ การทำเราท์ติ้งแบบฮาร์ดแวร์ความเร็วสูงได้ทั้ง IPv4 และ IPv6, เทคโนโลยี Multiprotocol Label Switching (MPLS), Border Gateway Protocol (BGP), การทำวีดีโอ สตรีมมิ่ง และบริการส่งข้อมูลแบบมัลติคาสต์อื่นๆ

มิเชล ลินจ์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาด ของสไปเรนต์ กล่าวว่า “ความซับซ้อนยุ่งยากของดาต้าเซ็นเตอร์  ในอนาคต สร้างความท้าทายในด้านประสิทธิภาพซึ่งถือเป็นหัวใจของการทำงาน ความเสถียรและความปลอดภัยของข้อมูล ซึ่งจำเป็นต้องมีความถูกต้องและแม่นยำจากระดับองค์ประกอบโครงสร้างพื้นฐานทุกส่วนของดาต้าเซ็นเตอร์ สถาปัตยกรรมเพื่อการทดสอบประสิทธิภาพของดาต้าเซ็นเตอร์แบบครบวงจรจะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเปรียบเทียบสมรรถนะการทำงานตั้งแต่ เซิร์ฟเวอร์ของระบบเครือข่ายไปจนถึงระบบจัดเก็บข้อมูล ระดับ 10 กิกะบิตอีเธอร์เน็ตไปจนถึง 40/100 กิกะบิตอีเธอร์เน็ต การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างระบบคอมพิวเตอร์ทางอินเทอร์เน็ต หรือ iSCSI ไปยัง ไฟเบอร์แชนเนล และไฟเบอร์แชนเนล บนอีเธอร์เน็ต (Fibre Channel over Ethernet: FCoE) การใช้งานสวิตช์แบบเลเยอร์ 2-7  จึงช่วยให้องค์กรระดับเอ็นเตอร์ไพรส์สามารถออกแบบโซลูชั่นได้ดียิ่งขึ้น และสามารถบรรลุตามวิสัยทัศน์ด้านดาต้าเซ็นเตอร์ยุคใหม่ได้ ”

About Author

shyboy

shyboy

Partners