ไมโครซอฟท์เดินหน้าส่งเสริมภาคธุรกิจให้เติบโตฝ่าวิกฤติ เตรียมพร้อมรับมือเศรษฐกิจฟื้นกลับ สานต่อภาค ๒ ของแคมเปญ Crisis Turning Point Part II

โดย shyboy | 13 กันยายน 2552 เมื่อ 23:51 น. | อ่าน 11
บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าส่งเสริมภาคธุรกิจให้เติบโต ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจที่ยังคงไม่แน่นอนว่าจะฟื้นตัวในเร็ววันนี้หรือไม่ ด้วยการสานต่อแคมเปญ Crisis Turning Point Part II ต่อเนื่องจากแคมเปญแรกที่ได้เปิดตัวไปเมื่อปลายปี 2551

11 กันยายน 2552 – บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าส่งเสริมภาคธุรกิจให้เติบโต ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจที่ยังคงไม่แน่นอนว่าจะฟื้นตัวในเร็ววันนี้หรือไม่ ด้วยการสานต่อแคมเปญ Crisis Turning Point Part II ต่อเนื่องจากแคมเปญแรกที่ได้เปิดตัวไปเมื่อปลายปี 2551 โดยเน้นการดำเนินธุรกิจในเชิงรุกมากกว่าการตั้งรับ ชูกลยุทธ์ 3 E’s ในการนำไอทีเข้ามาช่วยบริหารจัดการเพื่อสร้างรากฐานทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง เตรียมความพร้อมสู่การเติบโตในวันข้างหน้า

 

สืบเนื่องจากแคมเปญ Crisis Turning Point หรือจุดเปลี่ยนในวิกฤติที่บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เปิดตัวไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2551 และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้า คู่ค้า และภาคธุรกิจทั่วไป ที่ได้นำแนวทางและกลยุทธ์การใช้ทรัพยากรทางเทคโนโลยีและไอทีที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอีกทั้งยังใช้เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนธุรกิจต่อไป ซึ่งสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิผลทางธุรกิจให้กับหลายองค์กรที่เป็นลูกค้าและคู่ค้าของไมโครซอฟท์ ด้วยเหตุนี้ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด จึงเดินหน้าสานต่อความเป็นผู้นำและที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีที่เชื่อถือได้ เปิดตัวแคมเปญ Crisis Turning Point Part II ต่อเนื่องแนวคิดการบริหารจัดการธุรกิจในยุควิกฤติเศรษฐกิจโดยใช้ไอทีเป็นเครื่องมือเสริมในการลดต้นทุนและค่าใช้จ่าย ประหยัดเวลา ลดความเสี่ยง อีกทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และประสิทธิผลให้กับองค์กร

 

นางสาวปฐมา จันทรักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในสภาพวิกฤติเศรษฐกิจที่ทั่วโลกยังคงได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง และยังไม่สามารถคาดเดาระยะเวลาที่แน่นอนในการฟื้นตัวได้นั้น สิ่งที่จำเป็นสำหรับภาคธุรกิจคือ การสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับธุรกิจและองค์กร เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเติบโตเมื่อโอกาสมาถึง ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยแนวทางในเชิงรุก ในขณะที่มีปัจจัยลบและแรงกดดันจากรอบด้าน อีกทั้งสภาพการแข่งขันทางธุรกิจปัจจุบันในยุคแห่งโลกดิจิตอลที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การจะขับเคลื่อนองค์กรจำเป็นต้องอาศัยการนำเทคโนโลยีและโซลูชั่นเข้ามาเสริมการทำงานของบุคลากรอย่างเหมาะสมให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ ไมโครซอฟท์จึงสานต่อแนวคิดการใช้ประโยชน์สูงสุดจากไอที ในการดำเนินธุรกิจในยุควิกฤติเศรษฐกิจ ด้วยแคมเปญ Crisis Turning Point Part II เพื่อช่วยสนับสนุนให้ภาคธุรกิจประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยในครั้งนี้ได้นำกลยุทธ์ 3 E’s มาใช้ ได้แก่ การลดต้นทุน ค่าใช้จ่าย และระยะเวลาการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยทรัพยากรไอที (Efficiency in Cost and Time Management) ลดความเสี่ยงทางธุรกิจด้วยการเพิ่มการรักษาความปลอดภัยทางข้อมูล (Enhance Risk Management) และเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลการทำงานด้วยไอที (Execute for Operational Efficiency) ไมโครซอฟท์เชื่อว่าเมื่อองค์กรนำไอทีเข้ามาเสริมประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรอย่างถูกต้องและเหมาะสมแล้ว จะสามารถนำพาองค์กรฝ่าฟันวิกฤติเศรษฐกิจไปได้ ดังตัวอย่างจากคู่ค้าและลูกค้าของไมโครซอฟท์

 

หลักการของ Crisis Turning Point Part II คือ การใช้ทรัพยากรไอทีที่มีอยู่มาเสริมความพร้อมในการดำเนินธุรกิจเพื่อการเติบโตในอนาคตอย่างยั่งยืน ภายใต้กลยุทธ์ 3 E’s คือ 

 

1. Efficiency in Cost and Time Management เป็นการลดต้นทุน ลดค่าใช้จ่าย และลดระยะเวลาการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรด้านไอทีที่มีอยู่ให้สามารถรองรับความต้องการทางธุรกิจอย่างมีระบบ หรือที่เรียกว่า Get Organized เพื่อพร้อมรับการขยายตัวของธุรกิจในอนาคตได้ซึ่งประกอบด้วย

– Collaboration ช่วยให้การทำงานร่วมกันภายในองค์กรเป็นไปอย่างง่ายดาย โดยการรวมศูนย์ข้อมูลต่างๆ ขององค์กรไว้ที่เดียวกัน โซลูชั่นนี้จะช่วยลดต้นทุนในการจัดเก็บข้อมูล ประหยัดเวลาในการทำงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับพนักงานในองค์กร

– Unified Communications โซลูชั่นการสื่อสารแบบรวมศูนย์ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการสื่อสาร ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและลดเวลาการเดินทาง

– Virtualization ช่วยบริหารจัดการทรัพยากรไอทีที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพและคุ้มค่าสูงสุดต่อการลงทุน

– Business Intelligence ระบบธุรกิจอัจฉริยะ ที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลที่มีอยู่เพื่อนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างแม่นยำรวดเร็ว และเกิดประสิทธิผลสูงสุด

 

2. Enhance Risk Management เป็นการลดความเสี่ยงทางธุรกิจด้วยการเพิ่มการรักษาความปลอดภัยให้ข้อมูลเพื่อป้องกันความเสียหาย โดยต้องมั่นใจว่า ข้อมูลลับขององค์กรจะไม่ถูกนำไปเปิดเผยหรือใช้ในทางที่ผิด ในขณะเดียวกัน ต้องให้ผู้ที่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลและผู้ที่มีสิทธิ์ใช้ข้อมูล สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ตลอดเวลาเพื่อความต่อเนื่องและการเข้าถึงข้อมูลได้อย่างทันท่วงที ได้แก่

– Right Management System (RMS) การกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูล และโซลูชันระบบรักษาความปลอดภัย จะช่วยควบคุมและปกป้องโครงสร้างพื้นฐานไอทีขององค์กรให้ปลอดภัย และลดความเสี่ยงจากความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นแก่ธุรกิจได้

 

 

3. Execute for Operational Efficiency เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลการทำงานด้วยการใช้เทคโนโลยีด้านไอที โดยดูว่า องค์กรของเราสามารถนำเทคโนโลยีใดบ้างมาต่อยอดกับเทคโนโลยีเดิมที่มีอยู่เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด หรือควรจะใช้ระบบไอทีใดมาเป็นกลไกในการขับเคลื่อนระบบการทำงานขององค์กรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อช่วยลดระยะเวลาในการทำงาน สามารถทำงานได้อย่างคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น เรียกได้ว่าเป็นการ Save Time และ Get Organized ซึ่งทำให้เรามีเวลาที่เหลือไปคิดหรือต่อยอดทางธุรกิจเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่องค์กร นอกจากนี้ พนักงานยังสามารถเชื่อมต่อเข้ากับระบบงานที่บริษัทได้อย่างง่ายดายในทุกที่ ทุกเวลา ช่วยให้องค์กรประหยัดเวลาและใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่าและเต็มประสิทธิภาพ สามารถดำเนินธุรกิจไปได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีสะดุด ได้แก่

– Desktop Deployment ช่วยเพิ่มความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการทำงานในยามที่คุณต้องทำการลงโปรแกรมบนเครื่องเดสก์ท็อปจำนวนมาก โซลูชั่นนี้ช่วยให้คุณสามารถจัดการภารกิจนี้ให้เสร็จได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว

– Application Integration ช่วยเชื่อมโยงระบบต่างๆ เข้าด้วยกัน ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของแอพพลิเคชั่น

– Infrastructure and Data Center Management ช่วยคุณบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานด้าน ไอทีและศูนย์ดาต้าเซนเตอร์ให้เปี่ยมประสิทธิภาพมากขึ้น

– Relationship Management โซลูชั่นด้านการบริหารความสัมพันธ์ลูกค้าที่จะช่วยรักษาฐานลูกค้าของคุณได้ด้วยระบบวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสร้างสรรค์การบริการและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

– Higher productivity and quality in software development ช่วยให้ทีมพัฒนาซอฟต์แวร์สามารถพัฒนาซอฟต์แวร์และแอพพลิเคชั่นต่างๆ ได้ง่ายและมีประสิทธิภาพ ตอบรับความต้องการของธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว

– Streamline your software team development การปรับปรุงขั้นตอนการพัฒนาซอฟต์แวร์ และลดความซับซ้อน เพื่อการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 

ไมโครซอฟท์ มุ่งหวังว่า เมื่อกลยุทธ์ 3 E’s ในแคมเปญ Crisis Turning Point Part II ถูกนำไปปรับใช้ร่วมกับแนวคิด CIO ในแคมเปญแรก ซึ่งประกอบไปด้วย การลดกระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อน (Consolidation) การนำไอทีมาช่วยจัดการระบบและลดค่าใช้จ่าย (Use IT to help reduce costs) และการใช้ระบบไอทีรวมถึงทรัพยากรที่มีอยู่ให้ได้ประโยชน์สูงสุด (Optimization) แล้ว จะสามารถช่วยสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งทางธุรกิจให้กับองค์กรต่างๆได้ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันทางธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพในยุควิกฤติเศรษฐกิจ  

 

สำหรับผู้สนใจเรียนรู้ความสำเร็จและกลยุทธ์ต่างๆ สามารถเข้าไปดูและศึกษาข้อมูลได้ที่ www.savecost.in.th   หรือ โทร   0-2685-1322 กด 4                    

About Author

shyboy

shyboy

Partners