“เจมาร์ท” พร้อมลุยตลาดหลักทรัพย์ฯ เสนอขายไอพีโอ 75 ล้านหุ้นระดมทุนขยายกิจการ

โดย shyboy | 19 สิงหาคม 2551 เมื่อ 00:48 น. | อ่าน 9
บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) ผู้นำในธุรกิจจัดจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่และติดตามเร่งรัดหนี้สิน เตรียมเสนอขายไอพีโอ 75 ล้านหุ้น ระดมทุนขยายกิจการและชำระหนี้ระยะสั้น

บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) ผู้นำในธุรกิจจัดจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่และติดตามเร่งรัดหนี้สิน เตรียมเสนอขายไอพีโอ 75 ล้านหุ้น ระดมทุนขยายกิจการและชำระหนี้ระยะสั้น โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส จำกัด(มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน


 


นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ JMART เปิดเผยว่า บริษัทได้ยื่นแบบขออนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 75 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) 1 บาท โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน


 


ทั้งนี้คาดว่าบริษัทจะสามารถระดมทุนและเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้ภายในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ โดยวัตถุประสงค์ในการเสนอขายหุ้นเพื่อจะนำเงินไปใช้ในการขยายกิจการในธุรกิจต่างๆ ของบริษัท รวมทั้งนำไปชำระหนี้ระยะสั้น


 


ปัจจุบันบริษัทมีทุนจดทะเบียน 300 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 300 ล้านหุ้น พาร์ 1 บาท มีทุนเรียกชำระแล้วจำนวน 225 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 225 ล้านหุ้น โดยสัดส่วนการเสนอขายหุ้น IPO จำนวน 75 ล้านหุ้น บริษัทจะทำการเสนอขายให้ประชาชนทั่วไป จำนวน 60 ล้านหุ้น เสนอขายกรรมการ ผู้บริหารและพนักงานของบริษัท จำนวน 7.5 ล้านหุ้น และเสนอขายผู้มีอุปการะคุณ จำนวน 7.5 ล้านหุ้น


 


นายอดิศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า นอกเหนือจากธุรกิจหลัก คือ จำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ อุปกรณ์เสริมและสินค้าเทคโนโลยีทั้งค้าปลีกและค้าส่งแล้ว บริษัทยังขยายธุรกิจไปสู่การบริหารพื้นที่ค้าปลีก และธุรกิจบริการติดตามเร่งรัดหนี้และบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ ซึ่งเป็นธุรกิจที่เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจหลัก ส่งผลให้ผลประกอบการของบริษัทมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง


 


ในปี 2550 บริษัทมีรายได้รวมที่เติบโตขึ้น โดยมีรายได้รวมเท่ากับ 5,897 ล้านบาท เทียบกับ 5,192 ล้านบาทในปี 2549 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.6 ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากการปรับขยายธุรกิจของบริษัทในปี 2549-2550 โดยธุรกิจจัดจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ บริษัทมีการเติบโตทั้งในด้านค้าปลีก และค้าส่ง


 


สำหรับร้านค้าของเจมาร์ทซึ่งมีกว่า 191 สาขาทั่วประเทศ ถือเป็นร้านค้าที่มีการวางขายสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ครบทุกรุ่น ทุกแบรนด์มากที่สุด อาทิ Nokia Sony Ericsson Motorola และ Samsung รวมทั้งแบรน์ด์อื่นๆ ในด้านธุรกิจค้าส่งบริษัทได้รับแต่งตั้งจาก Sony Ericsson และ Motorola ให้เป็นผู้แทนจำหน่ายนับตั้งแต่ปี 2549 ทำให้บริษัทถือเป็นผู้ค้าส่งรายสำคัญของ Sony Ericsson และ Motorola


 


ส่วนธุรกิจติดตามเร่งรัดหนี้ บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท ถือเป็นผู้ดำเนินการติดตามเร่งรัดหนี้สินอันดับต้นๆ ของประเทศ โดยบริษัทมีทีมงานติดตามหนี้สินกว่า 380 คน และมีหนี้ภายใต้การติดตามกว่า 10,000 ล้านบาท


 


“จากการเติบโตของธุรกิจต่างๆของบริษัท“ในช่วงที่ผ่านมาผลประกอบการของบริษัทมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เป็นผลมาจากความสามารถในการรักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจจัดจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่และติดตามเร่งรัดหนี้สิน ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิในช่วงครึ่งปีแรกเป็น 57 ล้านบาท ซึ่งเติบโตจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนถึงร้อยละ 27”นายอดิศักดิ์ กล่าวในตอนท้าย


 


นางพรพิมล ดำรงศิริ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า JMART ถือเป็นบริษัทที่มีความน่าสนใจ เนื่องจากฐานะการเงินและเครือข่ายธุรกิจของบริษัทมีความแข็งแกร่ง โดยมีร้านเจ มาร์ท ซึ่งเป็นช่องทางการขายที่ครอบคลุมทั่วประเทศรวม 191 สาขา มีกลยุทธ์ทางการตลาดเฉพาะตัวที่ทำให้บริษัทสามารถรักษาความเป็นผู้นำในตลาดได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งมีคณะผู้บริหารที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในธุรกิจมาอย่างยาวนาน


 


ทั้งนี้ JMART จะทำการเสนอขายหุ้น IPO จำนวน 75 ล้านหุ้น พาร์ 1 บาท ขณะที่ราคาเสนอขายยังอยู่ระหว่างการพิจารณา อย่างไรก็ตามเอเชียพลัสเชื่อว่า ราคาในการเสนอขาย IPO จะเป็นราคาที่สมเหตุสมผลและดึงดูดใจนักลงทุนอย่างแน่นอน โดยอ้างอิงกับสภาพของตลาดโดยรวม ซึ่งเงินที่ได้รับจากการ IPO บริษัทจะนำไปขยายธุรกิจและชำระหนี้ ซึ่งจะส่งผลให้เจมาร์ท มีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น เป็นฐานในการขยายธุรกิจต่อไป และน่าจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้ว่าหุ้นที่ลงทุนไปเป็นหุ้นที่มีความแข็งแกร่งและมีการเติบโตที่ดี


ข้อมูลสรุป


บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) (JMART)


 


บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ “JMART” ก่อตั้งเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2531 โดยกลุ่มคุณอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา และคุณยุวดี พงษ์อัชฌา โดยมีทุนจดทะเบียนเริ่มแรกจำนวน 2 ล้านบาท ต่อมาบริษัทมีการเพิ่มทุนจดทะเบียนเพื่อรองธุรกิจที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และบริษัทได้จดทะเบียนแปลงสภาพเป็นบริษัทมหาชนเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2545 โดยปัจจุบันบริษัทมีทุนจดทะเบียนทั้งสิ้น 300 ล้านบาท และมีทุนเรียกชำระแล้ว 225 ล้านบาท


 


ธุรกิจของบริษัท


 


บริษัทประกอบธุรกิจหลัก 3 ธุรกิจ ประกอบด้วย


 


1.       ธุรกิจจัดจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ อุปกรณ์เสริม และสินค้าเทคโนโลยี บริษัทเป็นผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ ทุกรุ่น ทุกระบบ สินค้าของบริษัท ได้แก่ เครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ ชุดซิมการ์ด บัตรเติมเงิน รวมทั้งอุปกรณ์เสริมต่างๆ ซึ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าตลาดในประเทศเป็นหลัก โดยการจัดจำหน่ายจะมีทั้งการค้าส่งและค้าปลีก 


 


นอกจากนี้บริษัทยังมีรายได้จากการขายสินค้าเทคโนโลยีและรายได้จากการให้บริการ Pay  Point  และ Drop Point เพื่อหาประโยชน์จากการใช้พื้นที่ร้านค้าให้มากที่สุด โดย ณ วันที่ 31 มิ.ย. 51 บริษัทมีสาขารวม 191 สาขา


 


2.       ธุรกิจบริหารพื้นที่ค้าปลีก บริษัทดำเนินธุรกิจการบริหารพื้นที่เช่าใน 2 รูปแบบหลัก คือ


·        พื้นที่ค้าปลีกในรูปแบบ IT Junction มีจำนวนทั้งสิ้น 7 สาขา ประกอบด้วย ราชดำริ ศาลาแดง ดอนเมือง บางนา และพื้นที่ต่างจังหวัด ได้แก่ พัทยา ระยอง นครปฐม ซึ่งบริษัททำสัญญาเช่าพื้นที่กับผู้บริหารพื้นที่หลักหรือห้างสรรพสินค้าหลายราย ได้แก่ บิ๊กซี เซ็นทรัล    โฮมโปร และบีทีเอส


 


·        พื้นที่บริหารในลักษณะ Stand Alone ที่เรียกว่า เจ-เวนิว บริษัทจะเช่าเหมาอาคารหรือพื้นที่ส่วนใหญ่จากเจ้าของพื้นที่ และพัฒนาเป็นพื้นที่ค้าปลีกในรูปแบบห้างสรรพสินค้าที่ทันสมัย เพื่อขายสินค้าและให้บริการที่ครบวงจร โดยมีสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่และสินค้าเทคโนโลยีเป็นแกนหลัก ปัจจุบันบริษัทได้มีการตกลงบริหารพื้นที่ค้าปลีกในรูปแบบ โครงการเจ-เวนิว


ช้อปปิ้งเซ็นเตอร์หนึ่งแห่งบริเวณหน้านิคมอุตสาหกรรมนวนคร และมีแผนจะขยายให้ได้ 3 สาขาภายใน 3 ปีข้างหน้า


 


3.       ธุรกิจบริการติดตามเร่งรัดหนี้และบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ เป็นธุรกิจที่ดำเนินการโดยบริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท โดยเป็นผู้ให้บริการติดตามเร่งรัดหนี้ในส่วนที่เป็นหนี้ด้อยคุณภาพที่เจ้าหนี้ไม่สามารถติดตามได้ อาทิ ธนาคารและสถาบันการเงิน บริษัทเช่าซื้อ และบริษัทโทรคมนาคม เป็นหลัก ซึ่งครอบคลุมหนี้ทุกประเภท ได้แก่ หนี้กลุ่มสินเชื่อส่วนบุคคล หนี้สินบัตรเครดิต หนี้สินค้าสาธารณูปโภค และหนี้สินค่าบริการ


 


นอกจากนี้บริษัทยังดำเนินธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ โดยทำการประมูลซื้อหนี้เสียในมูลค่าที่เป็นส่วนลดจากมูลหนี้เดิมจากสถาบันการเงินและบริษัทเช่าซื้อ มาบริหารจัดการและติดตามหนี้   


 


สัดส่วนรายได้และผลประกอบการ


 


            สัดส่วนรายได้ของบริษัทและบริษัทย่อยที่มาจาก 3 ธุรกิจหลัก แบ่งออกได้เป็น


 


·        รายได้จากธุรกิจจัดจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ อุปกรณ์เสริม และสินค้าเทคโนโลยี คิดเป็นร้อยละ 95.3 ของรายได้รวม


·        รายได้จากธุรกิจบริหารพื้นที่ค้าปลีก คิดเป็นร้อยละ 2.3 ของรายได้รวม


·        รายได้จากธุรกิจบริการติดตามเร่งรัดหนี้และบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ คิดเป็นร้อยละ 2.0 ของรายได้รวม


 


สำหรับผลประกอบการในช่วงตั้งแต่ปี 2548 ถึงครึ่งปีแรก 2551 มีดังต่อไปนี้


 


·        ปี 2548                           รายได้รวม 5,629 ล้านบาท                  กำไรสุทธิ 119.6 ล้านบาท


·        ปี 2549                           รายได้รวม 5,129 ล้านบาท                  กำไรสุทธิ 39.4 ล้านบาท


·        ปี 2550                           รายได้รวม 5,897 ล้านบาท                  กำไรสุทธิ 66.5 ล้านบาท


·        ครึ่งแรกปี 2551             รายได้รวม 2,825 ล้านบาท                  กำไรสุทธิ 57.4 ล้านบาท


 


บริษัทมีรายได้ที่ดีขึ้นในปี 2550 โดยมีรายได้รวมเท่ากับ 5,897 ล้านบาทเทียบกับ 5,192 ล้านบาทในปี 2549 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.6 ซึ่งเป็นผลจากการปรับตัวดีขึ้นในทุกกลุ่มธุรกิจดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น โดยมีปัจจัยหลักจากการฟื้นตัวในธุรกิจจัดจำหน่ายฯ หลังการปรับกลยุทธ์ และการกระจายแหล่งรายได้ไปสู่ธุรกิจบริหารพื้นที่ค้าปลีก และธุรกิจติดตามเร่งรัดหนี้


สำหรับในครึ่งปีแรกของ ปี 2551 บริษัทมีรายได้รวม 2,825 ล้านบาทลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนเล็กน้อย เนื่องจากบริษัทมีนโยบายที่เพิ่มอัตรากำไรให้สูงขึ้น จากการปรับสัดส่วนการขายสินค้า ซึ่งทำให้บริษัทมีกำไรสุทธิในช่วงครึ่งปีแรกเป็น 57.4 ล้านบาท เติบโตจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนถึงร้อยละ 27


ปัจจัยสนับสนุนธุรกิจในปี 2551-2552 ได้แก่ ความต้องการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เพิ่มขึ้นตามเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้น ทำให้อัตราการเติบโตของธุรกิจจัดจำหน่ายฯ ซึ่งเป็นธุรกิจหลักดีขึ้น รวมถึงการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีสู่โทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G จะทำให้บริษัทมียอดขายและรายได้เพิ่มขึ้น


 


ประกอบกับการดำเนินนโยบายการขยายธุรกิจไปในส่วนที่ก่อให้เกิด Synergy กับธุรกิจหลัก ไม่ว่าจะเป็น IT Junction และ เจ-เวนิว เริ่มส่งผลต่อรายได้ในปริมาณที่มากขึ้น นอกจากนี้ ธุรกิจติดตามเร่งรัดหนี้น่าจะเติบโตได้ดีในภาวะที่เศรษฐกิจผันผวน โดยในส่วนของการบริหารหนี้ด้อยคุณภาพที่มีโอกาสขยายตัวมากขึ้น จากแนวโน้มที่เจ้าหนี้หรือผู้ให้บริการจะขายหนี้ด้อยคุณภาพออกมามากขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยเสริมธุรกิจของบริษัทให้มีการเติบโตต่อไป


 


โครงสร้างผู้ถือหุ้น


 


ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2551 บริษัทมีทุนจดทะเบียน 300 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 300 ล้านหุ้นมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท และมีทุนเรียกชำระแล้ว 225 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 225 ล้านหุ้นมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ บริษัทจะมีทุนจดทะเบียนและเรียกชำระแล้วทั้งสิ้น 300 ล้านบาท


 


สำหรับรายชื่อผู้ถือหุ้นและสัดส่วนการถือหุ้นจากทุนจดทะเบียนและเรียกชำระแล้ว ตามที่ปรากฎ


ในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น สามารถสรุปได้ดังนี้


 


·        กลุ่มนายอดิศักดิ์และนางสาวยุวดี                     70.88%


·        นายอดิศักดิ์ นาคเนาวทิม                                   1.76%


·        นายบุญส่ง นิ่มศรีตระกูล                                    1.67%


·        กลุ่มโหมดประดิษฐ์                                              0.93%


·        นายทรงศักดิ์ จิตตรอง                                         0.08%


·        กลุ่มกรรมการและกรรมการเดิม                        0.88%


·        ผู้มีอุปการะคุณ                                                    2.50%


·        พนักงานและผู้บริหาร                                          1.31%


·        ประชาชนทั่วไป                                                     20%


                      รวม                                                        100%


 


 

About Author

shyboy

shyboy

Partners