เอสเอพี เอเชีย แปซิฟิก และญี่ปุ่นฉลองเติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขยายการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง พร้อมเพิ่มพนักงานอีกกว่า 3,300 คน

โดย shyboy | 24 กุมภาพันธ์ 2551 เมื่อ 17:27 น. | อ่าน 8
เอสเอพี เอเชีย แปซิฟิก และญี่ปุ่น (หรือ “เอพีเจ”) มีการเติบโต
อย่างโดดเด่นและต่อเนื่อง สูงกว่าการเติบโตโดยรวมของตลาดซอฟท์แวร์เพื่อธุรกิจในภูมิภาค
เอเชีย แปซิฟิกในปี 2550

กรุงเทพฯ  22 กุมภาพันธ์ 2551 – เอสเอพี เอเชีย แปซิฟิก และญี่ปุ่น (หรือ “เอพีเจ”) มีการเติบโตอย่างโดดเด่นและต่อเนื่อง สูงกว่าการเติบโตโดยรวมของตลาดซอฟท์แวร์เพื่อธุรกิจในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิกในปี 2550 โดยมียอดขายซอฟท์แวร์ประจำไตรมาสที่ 4 คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 180 ล้านยูโร เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 3 44% และยังคงเป็นองค์กรที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วที่สุดของเอสเอพี เอจีตลอดปี 2550 ด้วยรายได้จากการจำหน่ายซอฟท์แวร์คิดเป็นมูลค่า 482 ล้านยูโร เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 32% ในปี 2550 เอสเอพี เอเชีย แปซิฟิก และญี่ปุ่นมีรายได้รวมทั้งสิ้น 1,275 ล้านยูโร เพิ่มขึ้นจากปี 2549 ถึง 20%


 


มร. เจรัลดีน แมคไบรด์ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสเอพี เอเชีย แปซิฟิก และญี่ปุ่น กล่าวว่า “ปี 2550 นับเป็นปีแห่งความสำเร็จสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของเอสเอพี เอเชีย แปซิฟิก และญี่ปุ่น โดยบริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นในประเทศอินเดีย จีน ญี่ปุ่น และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอสเอพีมุ่งเดินหน้าขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคแห่งนี้ ในปี 2550 บริษัทได้ว่าจ้างพนักงานใหม่จำนวนมากกว่า 3,300 คนเพื่อช่วยขยายผลิตภัณฑ์และบริการของเราออกสู่ตลาดได้อย่างหลากหลายและกว้างขวางมากขึ้น”


 


“ลูกค้าของเราในภูมิภาคแห่งนี้มีเป้าหมายมุ่งเสริมสร้างการเติบโตให้แก่ธุรกิจของตน และต้องการเพิ่มความคุ้มค่าให้แก่ระบบที่นำมาใช้งาน ดังนั้น เอสเอพีจึงตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าว ด้วยการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีความคุ้มค่าสูงสุดและได้รับการออกแบบและพัฒนาอย่างพิถีพิถันโดยทีมงานที่เชี่ยวชาญของเราทั่วโลก” มร. แมคไบรด์ กล่าว และเสริมว่า “ในปี 2550 เอสเอพีได้ขยายการดำเนินงานสู่ตลาดใหม่ๆ หลายแห่งในภูมิภาคแห่งนี้ และตั้งเป้าหมายที่จะขยายธุรกิจของบริษัทให้เติบโตอย่างต่อเนื่องในอีก 2 ปีข้างหน้า”


 


เอสเอพี เอเชีย แปซิฟิก และญี่ปุ่นมีรายได้จากธุรกิจซอฟท์แวร์และบริการที่เกี่ยวข้องกับซอฟท์แวร์ เพิ่มขึ้น 24%  โดยมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 959 ล้านยูโรในปี 2550 และเพิ่มขึ้น 32% มีมูลค่าทั้งสิ้น 304 ล้านยูโรในไตรมาสที่ 4 ของปี 2550


 


นายภัทร ยงวณิชย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอพี ประเทศไทย และฟิลิปปินส์ กล่าวว่า “ปี 2550 นับเป็นปีแห่งความสำเร็จอย่างแท้จริงของเอสเอพี โดยมีรายได้ด้านซอฟท์แวร์เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึง 85% สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ในทุกกลุ่มธุรกิจของเอสเอพี ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการมีทีมงานที่เปี่ยมประสิทธิภาพ และมีพันธมิตรที่แข็งแกร่ง ส่วนงานต่างๆ ทั้งหมดของเอสเอพี ซึ่งได้แก่ บริการให้คำปรึกษา การฝึกอบรมให้ความรู้ การสนับสนุน การตลาด และพันธมิตรได้ทุ่มเททำงานกันอย่างหนักและเต็มกำลัง เพื่อสร้างความสำเร็จให้แก่ลูกค้า เอสเอพีมีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและซอฟท์แวร์ โดยมีความโดดเด่นเหนือกว่าผู้ให้บริการรายอื่นๆ ทั้งทางด้านแอพพลิเคชั่นและเทคโนโลยี และการสร้างสรรค์นวัตกรรมล้ำสมัย  ทั้งยังมุ่งให้ความสำคัญกับการสร้างความคุ้มค่าให้แก่ลูกค้า และด้วยปัจจัยทั้งหมดดังกล่าว ทำให้เราเชื่อมั่นว่า เอสเอพีจะยังคงครองความเป็นผู้นำในตลาดไทยได้อย่างเหนียวแน่นต่อไป”


 


นอกจากนี้ เอสเอพียังมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ 4 ของปี 2550 และนับเป็นไตรมาสที่ 8 ติดต่อกัน ทั้งยังมีส่วนแบ่งในตลาดแอพพลิเคชั่นระดับองค์กร (Core Enterprise Applications) ทั่วโลก เพิ่มขึ้นเป็น 28.5% ตลอด 4 ไตรมาสสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2550 เทียบกับ 27.0% ตลอด 4 ไตรมาสสิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2550 และเพิ่มขึ้น 4% จาก 24.5% ตลอด 4 ไตรมาส สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2549 ทั้งนี้ ผลการศึกษาและวิจัยของนักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมซอฟท์แวร์ใน 4 ไตรมาสสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2550 ระบุว่า ตลาดแอพพลิเคชั่นระดับองค์กรมีรายได้ด้านซอฟท์แวร์และบริการเกี่ยวกับซอฟท์แวร์ทั้งหมดคิดเป็นมูลค่าประมาณ 36,700 ล้านยูโร


 


เอสเอพีเดินหน้าขยายการลงทุนเพื่อเสริมสร้างการเติบโตของฐานลูกค้าในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก และญี่ปุ่น


เอสเอพีมุ่งเดินหน้าขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในตลาดเอเชีย แปซิฟิก และญี่ปุ่นที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วไว้อย่างเหนียวแน่น  โดยในปี 2250 บริษัทมีพนักงานใหม่จำนวน 3,384 คน ทำให้เอสเอพี เอเชีย แปซิฟิก และญี่ปุ่นมีพนักงานที่ปฏิบัติงานประจำในภูมิภาคแห่งนี้มีจำนวนรวมทั้งสิ้นมากกว่า 9,500 คน และส่งผลให้บริษัทได้รับยกย่องให้เป็นนายจ้างดีเด่นประจำภูมิภาคแห่งนี้


 


ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2550 เอสเอพีจับมือกับพันธมิตรระบบเอสเอพี บิสิเนส ออล-อิน-วัน (SAP Business All-in-One) ในกรุงพนมเปญ เปิดสำนักงานขายแห่งแรกในประเทศกัมพูชา โดยก่อนหน้านี้ บริษัทได้ขยายการดำเนินงานสู่ประเทศเวียดนาม โดยเปิดสำหนักงานขายในกรุงฮานอยและโฮจิมินห์ เมื่อต้นปี 2550


 


สำหรับในประเทศอินเดีย เอสเอพี อินเดีย เป็นองค์กรธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วที่สุดของเอสเอพีทั่วโลก โดยในปี 2550 มีการขยายการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการเข้าซื้อกิจการของบริษัท ยาซู เทคโนโลยีส์ (YASU Technologies)  นอกจากนี้ คณะกรรมการบริหารของเอสเอพี ยังมีมติขยายการลงทุนในประเทศอินเดียคิดเป็นมูลค่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2553


 


มีฐานลูกค้าระดับเอสเอ็มอีที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง


มร. แมคไบรด์ กล่าวว่า “เอสเอพี เอเชีย แปซิฟิก และญี่ปุ่นยังคงครองความเป็นผู้นำในตลาดโซลูชั่นระดับเอสเอ็มอีที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วที่สุดของเอสเอพี โดยกลุ่มโซลูชั่นระดับเอสเอ็มอีมีผลการดำเนินงานที่ดีเยี่ยมในทุกไตรมาสตลอดปี 2550 โดยมีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นมากกว่า 10 รายในแต่ละวันทำการ ส่งผลให้เรามีลูกค้าเอสเอ็มคิดเป็นร้อยละ 70 ของฐานลูกค้าทั้งหมดในภูมิภาคแห่งนี้”


 


ความสำเร็จอย่างงดงามของกลุ่มโซลูชั่นเอสเอ็มอีในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก และญี่ปุ่น เป็นผลจากการมีระบบพันธมิตรที่ดีเยี่ยม เสริมทัพด้วยการมีโซลูชั่นอันล้ำสมัยและเปี่ยมประสิทธิภาพ  ในปี 2551 เอสเอพีจะเปิดตัวโซลูชั่น SAP® Business ByDesign™ นวัตกรรมเทคโนโลยีซอฟท์แวร์สำหรับงานบริการรุ่นใหม่ล่าสุดที่จัดทำขึ้นเพื่อรองรับธุรกิจเอสเอ็มอีโดยเฉพาะ เจาะตลาดธุรกิจระดับกลางถึงล่างในประเทศออสเตรเลียและอินเดีย หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการแนะนำโซลูชั่นใหม่ดังกล่าวลงสู่ตลาดประเทศจีนในปี 2550 และสิงคโปร์เมื่อเร็วๆ นี้


 


เอสเอพีมุ่งตอบสนองความต้องการการใช้งานเชิงธุรกิจ


กลุ่มโซลูชั่น SAP NetWeaver® และ Business User มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก และญี่ปุ่น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการจัดทำโซลูชั่นใหม่ๆ ของเอสเอพีในปี 2550 ซึ่งได้แก่ โซลูชั่นด้านการกำกับดูแลกิจการ การบริหารความเสี่ยง และการปฏิบัติตามนโยบายและระเบียบข้อบังคับต่างๆ (governance, risk and compliance : GSC) จำนวน 171 ชุด  โซลูชั่นด้านการบริหารจัดการกิจการของบริษัท (corporate performance management :CPM) จำนวน 20 ชุด และโซลูชั่นการบริหารจัดการข้อมูล SAP NetWeaver® Master Data Management : SAP MDM)   จำนวน 30 ชุด ปัจจุบัน มีลูกค้าหลายรายที่ได้ปรับเปลี่ยนไปใช้โซลูชั่น SAR ERP 6.0 บนระบบปฏิบัติการ SAP NetWeaver กันมากขึ้น โดยมีผู้ใช้รวมทั้งหมดประมาณ 1,300 รายในภูมิภาคดังกล่าว 



ด้วยความสำเร็จจากการเข้าซื้อกิจการของบิสิเนส อ็อบเจ็คส์  (Business Objects) เมื่อต้นปี 2551 ทำให้เอสเอพีเปิดตัวซอฟท์แวร์แพคเกจใหม่ที่เป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างเทคโนโลยีเอสเอพีและบิสิเนส อ็อบเจ็คส์ รวมทั้งสิ้น 9 โซลูชั่น ซึ่งมีวางจำหน่ายในตลาดในขณะนี้โดยทีมงานด้านการขายของทั้งเอสเอพีและบิสิเนส อ็อบเจ็คส์ การเปิดตัว 9 โซลูชั่นใหม่ดังกล่าวจะช่วยขยายฐานความเป็นผู้นำของเอสเอพีในตลาดซอฟท์แวร์เพื่อการใช้งานเชิงธุรกิจ และยกระดับเอสเอพีขึ้นแท่นผู้นำในตลาดเกิดใหม่ที่มีผลประกอบการทางธุรกิจสูงสุด นอกจากนี้ ซอฟท์แวร์แพคเกจใหม่ดังกล่าวยังได้รับการออกแบบให้ตอบสนองสิ่งท้าทายต่างๆ ที่พบมากที่สุดในการประกอบธุรกิจ ซึ่งได้แก่ การมีความรู้ความเข้าใจทางด้านธุรกิจที่ดีขึ้น การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของบริษัท และการปฏิบัติตามนโยบายการกำกับดูแลกิจการและระเบียบข้อบังคับต่างๆ  ทั้งยังช่วยให้บริษัทธุรกิจต่างๆ สามารถขอรับใบอนุญาต ติดตั้ง และใช้โซลูชั่นของเอสเอพีและบิสิเนส อ็อบเจคส์พร้อมๆ กันอย่างครบวงจร โดยใช้งบลงทุนด้านไอทีเพียงครั้งเดียว


 


เกี่ยวกับบริษัท เอสเอพี (ไทยแลนด์) จำกัด


บริษัท เอสเอพี (ไทยแลนด์) จำกัด ได้ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1995 ในปัจจุบัน SAP Thailand มีลูกค้าในประเทศไทย มากกว่า 250 ราย หรือมากกว่า 750 installations ซึ่งเป็นลูกค้าทั้งในหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ เอกชน องค์กรต่างประเทศ ระบบงานของเอสเอพี นั้นได้ถูกจัดทำขึ้น ให้สามารถรองรับกฎหมายของประเทศไทยและนอกจากนี้ยังสนับสนุน
การทำงานเป็นภาษาไทยด้วย เช่นเดียวกัน โดยที่ระบบงานของ SAP นั้นยังสามารถรองรับการทำงานขององค์กรได้ทั้งขนาดใหญ่ กลางและย่อม หากท่าน ต้องการติดต่อสอบถามหรือต้องการ ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชั่นของทาง SAP ท่านสามารถติดต่อได้ที่ SAP Thailand Ltd. ชั้น 9 อาคารลิเบอร์ตี้-สแควร์ ถนนสีลม บางรัก กทม. Tel: (662) 631 1800; Fax: (662) 631 1818; email: info.thailand@sap.com

About Author

shyboy

shyboy

Partners