9 บทสรุป! กับการก้าวครั้งใหม่ของ Samsung Galaxy S9 / S9+ ที่คุณควรรู้

โดย nineFangKhaoW | 26 กุมภาพันธ์ 2561 เมื่อ 01:06 น. | อ่าน 1,884

9 Reason for Samsung Galaxy S9_S9+_mxphoneเมื่อพูดถึงสมาร์ทโฟนรุ่นแฟลกชิปแบรนด์ดังแดนกิมจิอย่าง Samsung เชื่อว่าหลายคนก็ต่างเฝ้ารอคอยในการเปิดตัวตระกูล Galaxy S รุ่นใหม่เป็นประจำทุกปี ซึ่งล่าสุดก็ได้เผยโฉมอย่างเป็นทางการไปแล้วนั่นเองสำหรับ Galaxy S9 และ Galaxy S9+ สองดูโอ้ที่พร้อมแล้วสำหรับการก้าวเดินทางครั้งใหม่ในตลาดสมาร์ทโฟนระดับพรีเมี่ยม

Samsung Galaxy S อาจเป็นสมาร์ทโฟนที่สร้างปรากฏการณ์ความเป็นที่สุดและถูกยกให้เป็นผู้นำในตลาดมาแล้วในหลายรุ่น เช่น ดีไซน์หน้าจอแบบโค้งใน Galaxy S6 หรือดีไซน์หน้าจอแบบไร้กรอบใน Galaxy S8 / S8+ ตลอดจนฟีเจอร์ใหม่ๆ รวมทั้งกล้องถ่ายภาพที่มีความโดดเด่นมาโดยตลอด ซึ่งหลังจากที่การรอคอย Samsung Galaxy S9 / S9+ ได้สิ้นสุดลงไป เราจึงรวบรวมไฮไลท์และทุกความน่าสนใจ จนนำมาสู่บทสรุป 9 ข้อสำคัญที่คุณควรรู้ (ส่วนบทความ Preview ก็สามารถกดอ่านที่นี่ได้เลย)

hero1. Camera
ด้วยจุดแข็งที่เป็นข้อได้เปรียบมาโดยตลอดของ Samsung ในการนำเสนอนวัตกรรมของกล้องบนสมาร์ทโฟนจนเป็นที่ยอมรับ ประกอบกับยุคปัจจุบันที่หลายคนต่างให้ความสำคัญกับความสามารถของกล้องเป็นอันดับต้นๆ ในการตัดสินใจซื้อสมาร์ทโฟน วันนี้กล้องบนสมาร์ทโฟนจึงกลายเป็นตัวชูโรงที่จะช่วยสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งในตลาดได้ และสโลแกนที่บ่งบอกถึงตัวตนของ Galaxy S9 / S9+ ครั้งนี้ก็คือ “The Camera. Reimagined.”

galaxy-s9-l-s9-iris-scanner-close-up-purple_39769752764_oโดยทั้ง 2 รุ่น มาพร้อมกับกล้องหน้าสำหรับเซลฟี่เหมือนกันที่ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.7 ในขณะที่กล้องหลังจะต่างกันเพราะ Galaxy S9 มีกล้องหลังแบบเลนส์เดียว Super Speed Dual Pixel ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล แต่มีรูรับแสงคู่ f/1.5 และ f/2.4 ส่วน Galaxy S9+ มีกล้องหลังแบบเลนส์คู่ ตัวหลัก Super Speed Dual Pixel ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.5 และ f/2.4 + 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4

IMG_9424 IMG_9423

ความโดดเด่นที่เห็นได้ชัดของรูรับแสง f/1.5 ที่น่าจะต่ำที่สุดเท่าที่มีมา จึงสามารถถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้ดี หรือสภาพแสงแบบปกติทั่วไปก็ยิ่งสวยเป็นธรรมชาติ แถมรูรับแสงคู่ f/1.5 และ f/2.4 นั้นยังเป็นแบบออโต้ที่ผู้ใช้งานไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะถ้าถ่ายในที่แสงน้อยรูรับแสงก็จะปรับเป็น f/1.5 หรือถ้าถ่ายในที่ที่แสงเหมาะสมแล้วรูรับแสงก็จะปรับเป็น f/2.4 ให้แบบอัตโนมัตินั่นเอง

galaxy-s9-l-s9-low-light-camera-night_38669599240_o galaxy-s9-l-s9-low-light-camera-day_38669599550_o2. AR Emoji & Super Slow-mo
ฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดที่มีในกล้องถ่ายภาพของ Galaxy S9 / S9+ ซึ่งน่าจะโดนใจใครหลายคนทีเดียว เพราะสามารถสร้าง AR Emoji หรืออวตารที่เป็นหน้าตัวเอง แล้วยังนำไปใช้กับแอพพลิเคชั่น Third Party อื่นๆ ในรูปแบบของสติ๊กเกอร์ไฟล์ GIF ได้ถึง 18 แอคชั่น และจะเพิ่มเติมเป็น 54 แอคชั่นในอนาคต โดย AR Emoji ที่ผู้ใช้ทำการสร้างขึ้นมานั้น สามารถปรับแต่งได้ทั้งสีผิว ทรงผม สีผม หรือเสื้อผ้าได้หลากหลายรูปแบบ รวมทั้งสามารถสร้างได้มากถึง 100 คาแรคเตอร์ อีกทั้งทาง Samsung ยังได้จับมือกับ Disney ที่จะทำให้สามารถสร้าง AR Emoji เป็นตัวละครเช่น Mickey Mouse ได้

AR Emoji Untitledนอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งในฟีเจอร์ใหม่ของกล้องถ่ายภาพ เนื่องจากการที่กล้องของ Galaxy S9 / S9+ มี Super Speed Dual Pixel ที่ช่วยจับภาพได้เร็วยิ่งขึ้น จึงสามารถถ่ายภาพแบบ Super Slow Motion ได้ระดับ 960 fps ที่ค่อนข้างเด่นกว่ารุ่นอื่นในท้องตลาด เพราะมากับระบบตรวจจับวัตถุอัตโนมัติ โดยผู้ใช้เพียงแค่กำหนดกรอบตรงส่วนที่ต้องการไว้บนหน้าจอ และเมื่อวัตถุผ่านเข้ามาอยู่ในพื้นที่การตรวจจับดังกล่าว ก็จะทำการบันทึกวิดีโอ Slow Motion ให้โดยอัตโนมัติ แม้แต่การถ่ายนกที่บินผ่านยังเป็นเรื่องง่าย พร้อมกับเลือกรูปแบบการเล่นวิดีโอได้ 3 รูปแบบ คือ Loop, Reverse และ Swing

ขณะที่การบันทึกวิดีโอสามารถทำได้ในระดับ 4K UHD และมีการนำการเข้ารหัสแบบ HEVC มาใช้เพื่อช่วยให้ขนาดของไฟล์ลดลงประมาณ 30% โดยที่คุณภาพไม่เสียไป

Super Slow-mo

3. Design & Display
ด้านงานดีไซน์ตัวเครื่องของ Galaxy S9 / S9+ ถ้ามองดูผิวเผินก็อาจจะไม่ได้แตกต่างจาก Galaxy S8 / S8+ รุ่นก่อนหน้ามากนัก วัสดุที่ใช้บริเวณขอบด้านข้างเป็นอะลูมิเนียมเกรด 7000 Series ส่วนด้านหน้าและด้านหลังเป็นกระจก Corning Gorilla Glass 5 แข็งแกร่งทนทาน แต่ก็แอบมีความหนาของตัวเครื่องมากกว่า Galaxy S8 / S8+ เล็กน้อยคือ 8.5 มิลลิเมตร ส่วนที่เป็นขอบโค้งทั้งด้านหน้าและด้านหลังจะมีความสมมาตรกันแบบพอดี จึงถือจับถนัดและกระชับมือ อีกทั้งยังได้ปรับการจัดวางตำแหน่งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือใหม่ให้มาอยู่ใต้กล้องแทน ช่วยให้ใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น

IMG_9420 IMG_9418 galaxy-s9-l-s9-speaker_close-up_38669598650_oส่วนเรื่องหน้าจอทั้ง 2 รุ่น ก็เป็นแบบ Infinity Display ที่ไร้กรอบไร้ปุ่มโฮม โดยเป็นจอ Super AMOLED ความละเอียด Quad HD+ ซึ่ง Galaxy S9 มีขนาดหน้าจอที่ 5.8 นิ้ว และ Galaxy S9+ มีขนาดหน้าจอที่ 6.2 นิ้ว และด้วยความใหญ่ของหน้าจอระดับนี้ จึงช่วยตอบโจทย์ทั้งการใช้เพื่อความบันเทิง หรือเพื่อทำงานต่างๆ ก็สามารถทำได้อย่างเต็มที่ การใช้งาน 2 หน้าจอ หรือฟีเจอร์ที่เคยได้เห็นมาแล้วใน Galaxy Note 8 อย่าง App Pair ที่จะมีการการจับคู่แอพฯ ที่เปิดใช้งานคู่กันเป็นประจำก็มีมาให้ด้วยนั่นเอง

IMG_9406 App Pairing4. Giga LTE
ครั้งที่ Galaxy S8 / S8+ เปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้ว ได้พูดถึงความพร้อมในการรองรับสนับสนุนเทคโนโลยีล่าสุดของอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนและโทรคมนาคมได้อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีเครือข่ายที่รองรับความเร็วสูงสุด 1Gbps (Cat16) เช่นเดียวกับบริการอื่นๆ ที่ต้องทำร่วมกับบรรดาผู้ให้บริการเครือข่ายในประเทศ เช่น สนับสนุนการโทรศัพท์ Voice Over LTE ทุกอย่างจบบนคลื่น 4G แบบไม่ต้องสลับลงไปบนเครือข่าย 2G/3G อีกต่อไป และเมื่อมาถึง Galaxy S9 / S9+ คราวนี้ก็พัฒนาขึ้นไปอีกขั้นด้วยเทคโนโลยีเครือข่ายที่รองรับความเร็วสูงสุด 1.2Gbps (Cat18) จึงมั่นใจได้ว่าสามารถรองรับการใช้งานได้อีกยาวนาน

5. Performance
ในเรื่องของประสิทธิภาพภายใน ก็รับประกันได้เลยว่าสมาร์ทโฟนระดับท็อปอย่าง Galaxy S9 / S9+ จะจัดเต็มและไม่ทำให้ผิดหวัง ซึ่งก็มาพร้อมกับขุมพลังชิปประมวลผล Exynos 9810 Octa-core 64-bit (Quad-core 2.9 GHz + Quad-core 1.9 GHz) 10nm ด้วยกันทั้งคู่ ส่วนหน่วยความจำ Galaxy S9 มี RAM 4GB / ROM 64GB ขณะที่ Galaxy S9+ มี RAM 6GB / ROM ให้เลือกที่ 64GB, 128GB และ 256GB พร้อมทั้งรองรับ Micro SD Card สูงสุด 400GB ทั้ง 2 รุ่น

galaxys9-l-s9-spec_26609002668_oนอกจากนี้ ซิมการ์ดจะสามารถใส่ได้ 2 ซิมแบบ Hybrid Slot การเชื่อมต่อรองรับ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, Dual-Band 2.4GHz และ 5GHz, Bluetooth 5.0, ANT+ และ USB Type-C ขณะที่แบตเตอรี่ของ Galaxy S9 / S9+ ให้มาที่ความจุเท่ากันกับ Galaxy S8 / S8+ คือ 3000 mAh และ 3500 mAh ตามลำดับ พร้อมรองรับการชาร์จเร็วและชาร์จแบบไร้สาย รวมถึงการกันน้ำกันฝุ่นได้ตามมาตรฐาน IP68

6. Sound
ระบบเสียงก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ Galaxy S9 / S9+ ไม่ได้มองข้าม เพราะมีการใช้ลำโพงคู่ที่จูนโดย AKG โดยรองรับคุณภาพเสียงแบบ Dolby ATMOS ที่ให้ประสบการณ์ด้านเสียงได้ระดับเดียวกับในโรงภาพยนตร์แบบ Surround 360 องศา ซึ่งถึงแม้กระทั่งคอนเทนต์ที่เป็นแบบธรรมดา ก็จะมีตัวจำลองในการสร้าง Surround Effects ขึ้นมาช่วยให้ได้คุณภาพเสียงที่สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น และในส่วนของหูฟังที่ให้มานั้นก็จะเป็นหูฟังของ AKG ด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งก็ต้องบอกว่า AKG ถือเป็นหนึ่งในแบรนด์ผู้เชี่ยวชาญด้านเสียงระดับโลก ที่มีการทำงานร่วมกับ Samsung มาเป็นเวลาพอสมควร

Untitled2 Untitled37. Security
ด้านความปลอดภัยใน Galaxy S9 / S9+ ก็เป็นอีกฟังก์ชันหนึ่งที่มีการปรับปรุงเพิ่มขึ้น เพราะมีการใช้ระบบ Intelligent Scan โดยที่ตัวเครื่องจะเลือกเปิดใช้งาน 2 รูปแบบ คือ การปลดล็อกด้วยใบหน้า (Face Recognition) กับปลดล็อกด้วยม่านตา (Iris Scan) อย่างใดอย่างหนึ่งตามสภาวะของแสงที่เหมาะสมให้แบบอัตโนมัติ ซึ่งก็จะมีการวิเคราะห์ให้ว่าวิธีการใดสามารถทำได้รวดเร็วที่สุดและปลอดภัยที่สุด เช่น หากอยู่ในที่ที่มีแสงสว่างค่อนข้างน้อยก็จะปลดล็อกด้วยม่านตา หรือหากอยู่ในที่ที่มีแสงสว่างมากก็จะปลดล็อกด้วยใบหน้า ซึ่งการใช้ระบบ Intelligent Scan นี้มีความจำเป็นและตอบโจทย์อย่างมากสำหรับการใช้งาน Samsung Pay เป็นต้น

Untitled4 Untitled58. Samsung DeX Pad
สำหรับอุปกรณ์เสริมที่ทำให้สมาร์ทโฟนใช้งานได้เปรียบเสมือนกับเป็นคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปได้อย่าง Samsung DeX ก็มีการพัฒนามาใหม่เพื่อ Galaxy S9 / S9+ โดยเฉพาะ นั่นคือ Samsung DeX Pad ที่สามารถเปลี่ยนหน้าจอของมือถือให้กลายเป็นคีย์บอร์ดและเมาส์ได้เลย จึงช่วยใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้นและไม่ต้องพกพาอุปกรณ์อื่นๆ เพิ่มเติม ขณะที่ Samsung DeX ตัวเดิมนั้นอาจจะต้องต้องหาคีย์บอร์ดและเมาส์มาเพื่อเชื่อมต่อด้วยนั่นเอง

galaxy-s9-l-s9-samsung-dex_39769752414_o galaxy-s9-l-s9-samsung-dex_38669598460_o9. พร้อม Pre-Order ทันที และฟรีของแถมสุดคุ้ม
ทั้งนี้ Galaxy S9 / S9+ รุ่นที่นำมาจำหน่ายในประเทศไทย มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีดำ Midnight Black, สีฟ้า Coral Blue และเฉดสีใหม่ล่าสุด สีม่วง Lilac Purple โดย Galaxy S9 มาในความจุขนาด 64GB วางจำหน่ายที่ราคา 27,900 บาท ส่วน Galaxy S9+ สามารถเลือกความจุได้ทั้งขนาด 64GB ในราคา 31,900 บาท หรือ 128GB ในราคา 33,900 บาท และพิเศษ 256GB ในราคา 37,900 บาท เฉพาะช่องทางของพาร์ทเนอร์ผู้ให้บริการเครือข่าย (AIS, dtac, TrueMove H)

และจะทำการเปิดให้ผู้ที่สนใจสามารถ Pre-Order ได้ทันที โดยประเทศไทยถูกจัดเป็นกลุ่มประเทศของโลก ซึ่งเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถจองล่วงหน้าได้ตั้งแต่ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 8 มีนาคม 2561 นี้ และได้สิทธิ์รับเครื่องก่อนใครระหว่างวันที่ 9 – 11 มีนาคม 2561 พร้อมรับของสมนาคุณ ได้แก่ การรับประกันหน้าจอแตกนาน 1 ปี และแถมฟรีแท่นชาร์จไร้สายแบบ Fast Charge (Wireless Charger Convertible) มูลค่า 2,090 บาท

752นอกจากนี้ยังสามารถร่วมโปรโมชั่นเก่าแลกใหม่ โดยนำสมาร์ทโฟน Samsung เครื่องเก่าเฉพาะตระกูล Galaxy S หรือ Galaxy Note รุ่นที่ร่วมรายการ (ไม่รวม Tablet) มาแลกเป็นส่วนลดพิเศษมูลค่า 3,000 บาท เพิ่มเติมจากราคาประเมินเพื่อแลกซื้อ Galaxy S9 / S9+ (เงื่อนไขตามโปรโมชั่นเก่าแลกใหม่) โดยผู้ที่สนใจสามารถเข้าทำการจองก่อนใครได้ 4 ช่องทางหลัก ได้แก่ Samsung Brand Shop ทั่วประเทศ, ร้านค้าออนไลน์ของ Samsung ที่ www.s-estore.com รวมถึงสาขาที่ร่วมรายการของพาร์ทเนอร์ผู้ให้บริการเครือข่ายทั้ง AIS, dtac และ TrueMove H หรือผ่าน Lazada

Untitled9นับได้ว่าการเปิดตัวของ Galaxy S9 / S9+ ครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งก้าวครั้งใหญ่ครั้งสำคัญในตลาดพรีเมี่ยมสมาร์ทโฟนของ Samsung และก็ต้องยอมรับว่ายังคงสามารถรักษามาตรฐานของชื่อชั้นความเป็นผู้นำในด้านการนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ได้แบบถูกใจแฟนๆ อยู่พอสมควร

IMG_9527ที่น่าสนใจคือ ความเคลื่อนไหวของผู้จำหน่ายฟิลม์และกระจกกันรอยรายใหญ่ในบ้านเราอย่าง Focus ที่ล่าสุดให้ข้อมูลว่า เตรียมวางจำหน่ายฟิล์มกระจกกันรอย Focus 3D Full Stick สำหรับ Galaxy S9 และ Galaxy S9+ ในวันที่ตัวเครื่องวางจำหน่ายแน่นอน

โดยฟิล์มกระจกกันรอย Focus 3D Full Stick (Case Friendly) ถือเป็นกระจกกันรอยซิลิโคนเต็มจอลงโค้งรุ่นใหม่ ที่มาพร้อมการปกป้องเต็มจอถึงขอบโค้งที่ยังไม่มีผู้ผลิตรายอื่นทำได้ ช่วยให้ตัวเครื่องสวยงามและแนบสนิททั่วขอบจอ และด้วยการที่เป็นกระจกคุณภาพสูงทำให้ทัชได้ลื่นไหล ไม่สะดุด และไม่มีจุด (dot matrix) มารบกวนสายตา อีกทั้งยังรองรับการใส่เคสได้เป็นอย่างดี

About Author

nineFangKhaoW

nineFangKhaoW