ดีแทค ผนึก ทรูมูฟ ชน เอไอเอส ย้ำหมดยุคเลือกปฏิบัติ ต้องเท่าเทียมเป็นธรรม ยันสู้ถึงที่สุด

โดย shyboy | 9 พฤศจิกายน 2549 เมื่อ 21:41 น. | อ่าน 3
สองผู้ประกอบการสื่อสารโทรคมนาคม ดีแทค และ ทรูมูฟ จับมือประกาศขอความเป็นธรรม เพื่อให้เอไอเอส ซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่มีอำนาจเหนือตลาดต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ กทช

 

กรุงเทพฯ วันที่ 9 พฤศจิกายน 2549 :  สองผู้ประกอบการสื่อสารโทรคมนาคม  ดีแทค และ ทรูมูฟ  จับมือประกาศขอความเป็นธรรม เพื่อให้เอไอเอส ซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่มีอำนาจเหนือตลาดต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ กทช. โดยเคร่งครัด และเลิกเอาเปรียบผู้ประกอบการรายอื่น เรื่องการได้สิทธิพิเศษเพียงรายเดียวที่ได้ลดส่วนแบ่งรายได้ และเรื่องการได้รับสิทธิที่ไม่ต้องจ่ายค่าเชื่อมโยงโครงข่าย  โดยขอให้ กทช. กำกับดูแลให้ เอไอเอส ต้องแข่งขันโดยมีต้นทุนเท่าเทียมกับผู้ประกอบการรายอื่น  พร้อมทำหนังสือร้องเรียน กทช.  ให้ตรวจสอบพฤติกรรม เอไอเอส ที่มีความได้เปรียบจากการลดส่วนแบ่งรายได้หลายหมื่นล้าน   ขอความชัดเจนในประเด็นสำคัญ 4 ข้อ  ไม่ว่าจะเป็นการเลือกปฏิบัติ  การกำหนดอัตราเงินผลประโยชน์ตอบแทน การจัดเก็บค่าเชื่อมโยงโครงข่าย  การกำหนดอัตราค่าบริการที่ไม่เป็นธรรม และการไม่มีหลักเกณฑ์เรื่องคงเลขหมายโทรคมนาคม (Number Portability)    ย้ำหมดยุคเลือกปฏิบัติ  เน้นทุกรายต้องเท่าเทียมและเป็นธรรม   ยันสู้ถึงที่สุด  พร้อมส่งสำเนารัฐมนตรี ไอซีที ให้รับรู้ปัญหา


 


ตามที่วันนี้ บมจ. โทเทิ่ล  แอ็คเซ็ส  คอมมูนิเคชั่น  และ บริษัท ทรู มูฟ จำกัด  ได้มีหนังสือร้องเรียนเรื่องความไม่เป็นธรรมไปยัง คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) พร้อมสำเนาเรียนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที)  ถึงความไม่เป็นธรรมในการประกอบกิจการโทรคมนาคมของ บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส)  ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่สุด ก่อให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขัน อีกทั้งยังมีพฤติกรรมฝ่าฝืนกฎหมายเป็นการจำกัด และกีดกันการแข่งขันการให้บริการสื่อสารโทรคมนาคม ซึ่งจะส่งผลเสียหายต่ออุตสาหกรรมและผู้ประกอบการรายอื่น และในระยะยาวจะ สร้างความเสียหายต่อผู้บริโภคและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ  อันเนื่องมาจากการแข่งขันที่ขาดความเป็นธรรมและโปร่งใส  โดยระบุประเด็นสำคัญ 4 ข้อ  คือ  


เอไอเอส ได้รับการเอื้อประโยชน์ในการปรับส่วนแบ่งรายได้ Prepaid ซึ่งเป็นตลาดใหญ่มาก ลงเหลือเพียงร้อยละ 20  ตลอดอายุสัญญา  ในขณะที่ผู้ประกอบการรายอื่นยังต้องจ่ายในอัตราร้อยละ 25   และขึ้นไปถึงอัตราร้อยละ 30 ในที่สุด  ซึ่งทำให้ต้นทุนของ เอไอเอส ต่ำกว่าผู้ประกอบการเอกชนอื่นๆ และได้เปรียบทางการค้า  ตลอดอายุสัญญาอนุญาตเป็นเงินประมาณ 8.5 หมื่นล้านบาท ถึง หนึ่งแสนล้านบาท


ประเด็นต่อไปก็คือ นอกจาก เอไอเอส จะจ่ายอัตราค่าตอบแทนส่วนแบ่งรายได้ในอัตราที่ต่ำกว่าผู้ประกอบการรายอื่นแล้ว  เอไอเอส ยังได้ยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าเชื่อมโยงโครงข่ายโทรคมนาคม ในขณะที่ผู้ประกอบการรายอื่นต้องจ่าย ส่งผลให้ต้นทุนของผู้ประกอบการรายอื่นสูงกว่า เอไอเอส อย่างมาก (เกือบเท่าตัว)  กรณีความได้เปรียบของ เอไอเอส จะเป็นอุปสรรค  มิให้เกิดการแข่งขันเสรีและเป็นธรรม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ


ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้นทำให้ต้นทุนของ  เอไอเอส  ต่ำกว่าผู้ประกอบการรายอื่น  เอไอเอส สามารถใช้อำนาจครอบงำตลาด  ด้วยการลดอัตราค่าบริการที่ต่ำกว่าต้นทุนที่เป็นจริง ทั้งๆ ที่ขัดต่อประกาศของ กทช. ที่ห้ามการกำหนดอัตราที่ก่อให้เกิดการผูกขาด  การลดหรือจำกัดการแข่งขันในการให้บริการ   หรือกดดันให้ผู้ประกอบการรายอื่น  ไม่สามารถแข่งกับเอไอเอสได้   แม้ในช่วงแรกอาจจะทำให้ผู้บริโภคได้ใช้บริการในราคาถูก  แต่ในระยะยาวผู้ประกอบการรายเล็กรายอื่นๆ จะไม่สามารถแข่งขันได้ และท้ายที่สุดจะเหลือเพียงผู้ประกอบการรายใหญ่รายเดียวคือ เอไอเอส ที่เป็นผู้ควบคุมกลไกของตลาดมือถือ  ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคขาดทางเลือก  และขาดการแข่งขันที่จะเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาและตอบสนองบริการที่ดีแก่ผู้บริโภค


ประเด็นสุดท้าย  คือ  กรณีการไม่ออกกฎเกณฑ์เรื่องการคงเลขหมายโทรคมนาคม หรือ Number Portability  ซึ่งแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2548 – 2550 กทช. กำหนดเป้าหมายที่จะวางหลักเกณฑ์สิทธิการคงเลขหมายให้เสร็จสิ้นภายในปีนี้ เพื่อให้ประชาชนผู้ใช้บริการสามารถนำเลขหมายที่ตนใช้อยู่ไปใช้บริการโครงข่ายใดก็ได้ เป็นทางเลือกให้ประชาชน ประกอบกับเลขหมายถือเป็นทรัพยากรของชาติ  ไม่ควรจำกัดผูกติดกับผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง  แต่ควรทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน  แต่จนถึงปัจจุบันซึ่งเหลือระยะเวลาอีกเพียง 7 สัปดาห์ก็จะพ้นกำหนดเป้าหมายตามประกาศของ กทช. ดังกล่าว หากไม่สามารถทำได้ตามกำหนด ก็จะทำให้ เอไอเอส ได้เปรียบเนื่องจากเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่และมีฐานลูกค้ามากที่สุด  สามารถหวงกันลูกค้าของตน เพราะลูกค้าไม่สามารถนำเลขหมายที่จดทะเบียนไว้ไปใช้กับผู้ให้บริการรายอื่น  ซึ่งความล่าช้าในการออกหลักเกณฑ์กำกับดูแลดังกล่าว ส่งผลให้ เอไอเอส คงความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม และยังจำกัดทางเลือกของประชาชนผู้ใช้บริการ อีกด้วย


 


นายซิคเว่   เบรคเก้  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล  แอ็คเซ็ส  คอมมูนิเคชั่น  จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค  กล่าวว่า  “การแข่งขันที่มีลักษณะขัดแย้งต่อนโยบายการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม  ทำให้เกิดความสูญเสียอย่างมหาศาลต่อ ทีโอที  และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อผู้บริโภค ซึ่งเป็นผู้ที่ควรได้รับประโยชน์จากการแข่งขันเสรี  ดังนั้น  เราคาดหวังว่า  กทช. และ กระทรวงไอซีที จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อหยุดยั้งความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน  และเราพร้อมที่จะร่วมมือและให้ข้อมูลรายละเอียดอย่างเต็มที่”


 


นายศุภชัย  เจียรวนนท์  กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู มูฟ จำกัด   กล่าวว่า  กรณีที่ เอไอเอส  ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่สุด  ยังคงความได้เปรียบผู้ประกอบการรายอื่นๆ เพราะมีต้นทุนที่ต่ำกว่าความเป็นจริง จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อการเปิดเสรีและเป็นธรรม  ทำให้ผู้ประกอบการรายอื่นๆ  ไม่สามารถแข่งขันได้  ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคมต้องกลับไปสู่ระบบผูกขาด  และผู้บริโภคขาดทางเลือก  ยิ่งไปกว่านั้น  ยังจะทำให้อุตสาหกรรมทั้งระบบขาดความโปร่งใส  ตรวจสอบไม่ได้  ผู้ประกอบการมุ่งเน้นในการแสวงหาความได้เปรียบจากเงื่อนไขทางสัญญาและข้อบังคับที่ไม่เป็นธรรม  แทนที่จะมุ่งเน้นการให้บริการและการสร้างนวัตกรรมบริการใหม่ๆ  รวมทั้งการสร้างมูลค่าที่แท้จริงในการตอบสนองความต้องการและเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภค เพื่อประโยชน์สูงสุดทั้งต่อผู้บริโภคและต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ   ที่สำคัญที่สุดก็คือ   ผู้ประกอบการธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมทุกราย  จะต้องอยู่บนพื้นฐานและภายใต้กติกาเดียวกัน  เพื่อสร้างบรรยากาศการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรม  โปร่งใส  ตรวจสอบได้  มั่นใจว่าขณะนี้หมดยุคสมัยการเลือกปฏิบัติ   การที่ทรูมูฟ และ ดีแทค ร่วมกันยื่นหนังสือถึง กทช. และสำเนาถึงท่านรัฐมนตรีไอซีที  ก็เพื่อให้มีผู้เข้ามาดูแลและดำเนินการขจัดความเสียเปรียบได้เปรียบ  ความเหลื่อมล้ำ  รวมทั้งสร้างความเท่าเทียมในการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการ ตลอดจนความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายการเปิดเสรีสื่อสารโทรคมนาคมที่เป็นธรรม  ก่อนที่จะเกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคม  ซึ่งจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศในระยะยาว 


“ความร่วมมือระหว่างดีแทคและทรูมูฟในครั้งนี้  เป็นการผนึกกำลังบนเป้าหมายและวัตถุประสงค์เดียวกัน  ที่ต้องการจะเรียกร้องให้อุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคมไทย  มีการแข่งขันอย่างเท่าเทียม  เสรีและเป็นธรรม  ซึ่งผู้ประกอบการทุกราย  จะต้องดำเนินธุรกิจภายใต้กฎระเบียบเดียวกัน  โดยไม่มีข้อยกเว้น หรืออภิสิทธิ์เหนือกว่า  ทั้งนี้  เพื่อให้อุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคมสามารถพัฒนาและเติบโตก้าวทันตลาดโลก   รวมทั้งเป็นทางเลือกแก่ประชาชนในอันที่จะได้รับการบริการตรงใจและได้ประโยชน์สูงสุด ซึ่งดีแทคและทรูมูฟ  จะต่อสู้จนถึงที่สุด  เพื่อยุติความได้เปรียบเสียเปรียบที่ผ่านมาในอดีต  ให้เกิดความโปร่งใสตรวจสอบได้ตลอดเวลา” นายซิคเว่ และนายศุภชัย กล่าวในที่สุด


About Author

shyboy

shyboy

Partners