ดีแทคขยายฐานลูกค้าไฮเอนด์ เปิดตัว “แมกซิไมซ์ ใหม่” นวัตกรรมใหม่คิดค่าโทรเป็นครั้ง

โดย mchaw | 2 กันยายน 2549 เมื่อ 07:41 น. | อ่าน 1

21 มีนาคม 2549 – ดีแทค เร่งเครื่องขยายฐานกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์ ตามแผนขึ้นครองแชร์ 50% ของตลาดโพสต์เพดรวมภายในปี 2552 ดันแพ็คเกจ “แม็กซิไมซ์ ใหม่” มุ่งครองใจลูกค้ากลุ่มโทรมากและโทรบ่อย เสนอนวัตกรรมราคาครั้งใหม่โดยคิดค่าโทรต่อครั้ง มั่นใจเพิ่มยอดผู้ใช้ระดับไฮเอนด์แตะ 500,000 รายจากปัจจุบัน 200,000 ราย

นายซิคเว่ เบรคเก้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) เปิดเผยว่า “ดังที่ดีแทคได้วางเป้าหมายที่จะขึ้นเป็นผู้นำตลาดโพสต์เพดโดยถือครองส่วนแบ่งการตลาดรวมไม่ต่ำกว่า 50% จากตลาดทั้งหมด 6 ล้านเลขหมายภายใน 3 ปีข้างหน้า การนำเสนอนวัตกรรมของบริการในรูปแบบต่าง ๆ สำหรับลูกค้าเฉพาะกลุ่มผ่านกลยุทธ์ Segmentation Strategy จึงเป็นแนวทางที่ดีแทคให้ความสำคัญเป็นพิเศษมาตั้งแต่กลางปีที่ 2548 ที่ผ่านมา โดยเราแบ่งลูกค้าโพสต์เพดออกเป็น 4 กลุ่ม นอกเหนือจากกลุ่มลูกค้าองค์กรที่มีบริการพิเศษแยกออกมาต่างหาก ได้แก่ กลุ่มวัยรุ่นและนักเรียน กลุ่มผู้ใช้งานน้อย กลุ่มพนักงานและ first jobbers และกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่สร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 40% ของรายได้จากกลุ่มโพสต์เพดทั้งหมดของดีแทค โดยแต่ละกลุ่มจะมีบริการหรือแพ็คเกจที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการในการใช้งานโดยเฉพาะ เรามั่นใจว่าแพ็คเกจ แม็กซิไมซ์ ใหม่ ที่เปิดตัวในครั้งนี้ จะช่วยให้เราขยับเข้าใกล้เป้าหมายในการขึ้นเป็นผู้นำตลาดโพสต์เพดตามเป้าหมายที่วางไว้”

นายสันติ เมธาวิกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวว่าปัจจุบันดีแทคมีลูกค้าในกลุ่มไฮเอนด์หรือผู้ที่มีค่าใช้บริการเฉลี่ย (ARPU) ต่อเดือนตั้งแต่ 2,000 บาทขึ้นไป อยู่ราว 200,000 ราย ซึ่งบริษัทฯ ตั้งเป้าหมายที่จะขยายฐานกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์นี้ให้เป็น 500,000 รายภายใน 3 ปี การที่จะขยายฐานลูกค้าในกลุ่มนี้ให้กว้างขึ้นจึงจำเป็นต้องศึกษาถึงความต้องการของลูกค้าในกลุ่มนี้ให้ลึกซึ้ง จนกระทั่งพบว่าในกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์นี้ยังสามารถแยกย่อยออกมาเป็นเซ็กเมนต์ใหม่ที่เป็นกลุ่มของผู้ที่ต้องการการดูแลด้านค่าบริการที่ต้องง่ายต่อความเข้าใจ รวมทั้งสิทธิพิเศษที่มีให้เลือกใช้ได้ในชีวิตจริง แต่ยังไม่สามารถค้นพบแพ็คเกจที่เหมาะกับตัวเอง เพราะแพ็คเกจสำหรับลูกค้าไฮเอนด์ที่มีอยู่ในตลาดปัจจุบันนี้ การเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ค่อนข้างเป็นเรื่องยุ่งยาก ทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้ไม่สามารถได้รับประโยชน์จากการใช้บริการอย่างเต็มที่

“ดังนั้นเราจึงเสนอแพ็คเกจ แมกซิไมซ์ ใหม่ ที่จะมาตอบสนองความต้องการทั้งด้านราคาและการดูแลด้านต่าง ๆ โดยเราได้นำโจทย์ด้านค่าบริการที่ไม่ยุ่งยากและสิทธิประโยชน์พร้อมการดูแลที่ได้รับอย่างเต็มที่มาผสมผสานเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ในด้านราคานั้นจะคิดค่าโทรเป็นครั้ง โดยมีให้เลือก 2 แพ็คเกจ คือ แพ็คเกจแม็กซิไมซ์ 999 คิดค่าโทรครั้งละ 2.50 บาท ในช่วงเวลาตั้งแต่เที่ยงคืนถึงหกโมงเย็น โดยไม่จำกัดระยะเวลาการโทร โทรนอกช่วงเวลาคิดค่าโทรนาทีละ 2.50 บาทต่อ หรือแพ็คเกจแม็กซิไมซ์ 1,499 คิดค่าโทรครั้งละ 2 บาท ระหว่างเที่ยงคืนถึงหกโมงเย็น นอกช่วงเวลาคิดค่าโทรนาทีละ 2 บาท ส่ง SMS, MMS ครั้ง 1 บาท ใช้บริการ GPRS นาทีละ 1 บาท รวมถึงรับสิทธิพิเศษอื่น ๆ อีกมากมาย และในด้านของการดูแลเรื่องสิทธิประโยชน์ ซึ่งประกอบด้วยบริการ *1899 เลขาส่วนตัวตลอด 24 ชั่วโมง (Secretarial Services) ซึ่งเป็นบริการเลขาส่วนตัวที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นที่ 1 จากบริการประเภทเดียวกันที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยจะเน้นให้เป็นบริการแบบ one-stop ที่จะมีความเป็นอินเตอร์แอ็คทีฟยิ่งขึ้น ด้านสิทธิประโยชน์จาก maximize card ก็ยังเหนือกว่าแพ็คเกจอื่น ๆ เช่นส่วนลดเพิ่มเติมอีก 5% (on-top discount) จากโปรโมชั่นในห้างสรรพสินค้าชั้นนำเมื่อแสดงบัตร maximize card บริการที่จอดรถในศูนย์การค้าและตาม event ตลอดทั้งปี ส่วนลดเมื่อซื้อสินค้าหรือบริการจากร้านค้าต่าง ๆ ฯลฯ” นายสันติกล่าว

การนำเสนอนวัตกรรมบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าตามกลยุทธ์ Segmentation ดังกล่าว สอดคล้องกับแผนการตลาดของดีแทคที่ต้องการเพิ่มยอดลูกค้าไฮเอนด์ให้ได้ 500,000 ราย และมีส่วนแบ่งในตลาดโพสต์เพดไม่ต่ำกว่า 50% จากตลาดรวม 6 ล้านเลขหมาย ภายในปี 2552.

About Author

mchaw

mchaw

Partners