DTAC เสนอประเด็นสำคัญเพื่อยื่นเสนอประชาพิจารณ์เรื่อง แผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม

โดย terng ^_^ | 2 กันยายน 2549 เมื่อ 07:41 น. | อ่าน 8

บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)
รายงานสรุปประเด็นสำคัญเพื่อยื่นเสนอประชาพิจารณ์
เรื่อง แผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม
จัดทำเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2548

ประเด็นพิจารณ์ที่ 1: การแข่งขันประกอบกิจการโทรคมนาคม (ข้อ 3.1.2) และการกำหนดโครงสร้างอัตราค่าธรรมเนียมและค่าบริการในกิจการโทรคมนาคม (ข้อ 3.1.3)

1. การออกใบอนุญาตให้แก่ บมจ. ทศท. และ บมจ. กสท.

แผนแม่บทกิจการโทรคมนาคมในส่วนที่เกี่ยวกับการแข่งขันควรมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนในการแก้ไขแนวปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมและมีลักษณะเป็นการผูกขาดทางการค้า นอกจากนี้ แผนแม่บทควรระบุด้วยว่าคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ("กทช") จะดำเนินการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ในกรณีที่มีการออกใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมให้แก่ บริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ("บมจ. ทศท.") และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ("บมจ. กสท.")

เนื่องจาก กทช. เป็นองค์กรที่อำนาจหน้าที่ตามมาตรา 79 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ในการออกใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมให้แก่ บมจ. ทศท. และ บมจ. กสท. นั้น กทช. จะต้องดำเนินการออกใบอนุญาตให้แก่ บมจ. ทศท. และ บมจ. กสท. ให้แล้วเสร็จภายในกำหนด 180 วันนับจากวันที่ กทช. กำหนดหลักเกณฑ์ในการออกใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแก่ผู้ประกอบการทั่วไป ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 นอกจากนี้ มาตรา 79 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวยังได้กำหนดไว้ว่า การออกใบอนุญาตให้แก่ บมจ. ทศท. และบมจ. กสท. ให้ กทช กำหนดเงื่อนไขที่เหมาะสม กล่าวคือ เงื่อนไขดังกล่าวจะต้อง "คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน" และ "เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์" ของพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544

บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ("บริษัทฯ") ในฐานะผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ประสงค์จะแสดงความเห็นต่อ กทช. เกี่ยวกับเงื่อนไขในใบอนุญาตที่ กทช. จะออกให้แก่ บมจ. ทศท. และ บมจ. กสท. ว่า เงื่อนไขดังกล่าวควรจะต้องกำหนดให้ บมจ. ทศท. และ บมจ. กสท.ดำเนินกิจการโทรคมนาคมบนพื้นฐานของหลักการการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม เนื่องด้วยหลักการการแข่งขันโดยเสรีและอย่างเป็นธรรมนี้ถือเป็นรากฐานสำคัญยิ่งในการเปิดตลาดการค้าเสรีธุรกิจโทรคมนาคม และได้รับการบรรจุไว้เป็นแนวทางหลักในแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2543 พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540

เนื่องด้วย กทช. มีหน้าที่ตามมาตรา 79 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ในการออกใบอนุญาตให้แก่ บมจ. ทศท. และ บมจ. กสท. โดยจะต้องกำหนดเงื่อนไขให้ผู้รับใบอนุญาตทั้งสองประกอบกิจการโทรคมนาคมอย่างเหมาะสม และ "เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์" ของพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 เช่น การสนับสนุนการแข่งขันโดยเสรีและเป็นธรรม เป็นต้น และเพื่อให้ กทช. ปฏิบัติหน้าที่บรรลุตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว บริษัทฯ พิจารณาเห็นว่า ใบอนุญาตที่ กทช. จะออกให้แก่ บมจ. ทศท. และ บมจ. กสท. นั้นควรมีเงื่อนไขที่กำหนดมิให้ข้อสัญญาในสัญญาสัมปทานบางข้อที่มีลักษณะอันอาจก่อให้เกิดการกีดกันหรือผูกขาดทางการค้าด้วยมีผลใช้บังคับ ในการนี้ บริษัทฯ จะได้จัดเตรียมรายงานเพื่อหยิบยกตัวอย่างของข้อสัญญาสัมปทานที่มีลักษณะขัดต่อหลักการการแข่งขันโดยเสรีและเป็นธรรมเสนอให้ กทช. พิจารณาในโอกาสต่อไป ในขณะเดียวกัน บริษัทฯ ใคร่ขอเสนอให้ กทช. รับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพื่อพิจารณาข้อสัญญาสัมปทานที่มีลักษณะกีดกันทางการค้าอย่างละเอียดเพื่อที่ กทช. จะสามารถกำหนดเงื่อนไขที่เหมาะสมในการออกใบอนุญาตแก่ บมจ. ทศท.และ บมจ. กสท. ได้ต่อไป
ประเด็นข้อกฎหมายอีกประการหนึ่งที่ กทช. ควรตระหนักถึง คือ มาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ได้กำหนดสงวนสิทธิแก่ผู้ประกอบการที่ได้รับสัมปทานเดิมให้ได้รับอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมต่อไป และแม้ว่าผู้ประกอบการเหล่านี้มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับและประกาศทั้งปวงที่ออกตามพระราชบัญญัติประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 โดยคำนึงถึง "หลักการการแข่งขันโดยเสรีและอย่างเป็นธรรม" เป็นสำคัญก็ตาม บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าเป็นการยากที่ผู้ประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในปัจจุบันจะปฏิบัติตามหลักการดังกล่าว เว้นเสียแต่ กทช. จะระบุเงื่อนไขในใบอนุญาตที่จะออกให้แก่ บมจ. ทศท.และ บมจ. กสท. อย่างชัดเจน โดยให้เงื่อนไขดังกล่าวมีผลเป็นการระงับการใช้ข้อสัญญาในสัญญาสัมปทานบางข้อที่มีลักษณะอันอาจก่อให้เกิดการกีดกันหรือผูกขาดทางการค้าตามที่กล่าวมาแล้วเท่านั้น

2.บทบาทของ กทช. ในฐานะหน่วยงานที่มีอำนาจกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมแต่เพียงผู้เดียว
แผนแม่บทกิจการโทรคมนาคมในส่วนที่เกี่ยวกับการแข่งขันควรกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่และการใช้อำนาจของ กทช. ในฐานะหน่วยงานที่มีอำนาจกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมแต่เพียงผู้เดียว และควรมีมาตรการป้องกันมิให้ บมจ. ทศท. และ บมจ. กสท. ใช้อำนาจกับผู้รับสัมปทานในเรื่องใด ๆ ที่อยู่ภายในขอบเขตอำนาจของ กทช. นอกจากนี้ ข้อสัญญาสัมปทานข้อใดที่ให้อำนาจแก่ บมจ. ทศท. และ บมจ. กสท. ในการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมไม่ควรมีผลใช้บังคับ หรือมีผลผูกพันคู่สัญญาต่อไปเช่นกัน และเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดในประเด็นเกี่ยวกับอำนาจของ กทช. โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระหว่างที่การแปรสัญญาสัมปทานยังไม่แล้วเสร็จ กทช. ควรกำหนดแนวทางที่ชัดเจนว่าสิทธิและอำนาจของ บมจ. ทศท. และ บมจ. กสท. ตามสัญญาสัมปทานในส่วนใดบ้างที่ยังคงมีผลสมบูรณ์และผูกพันคู่สัญญาอยู่ต่อไป การกำหนดแนวทางดังกล่าวมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการกำกับดูแลให้ผู้ประกอบการทุกรายประกอบกิจการบนพื้นฐานแห่งหลักการการแข่งขันโดยเสรีและอย่างเป็นธรรม

3. ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างผู้ประกอบการ

แผนแม่บทกิจการโทรคมนาคมในส่วนที่เกี่ยวกับการแข่งขันควรระบุอย่างชัดเจนว่า กทช. มีเป้าหมายในการแก้ไขความไม่เป็นธรรมที่มีอยู่ในระเบียบ กฎเกณฑ์และเงื่อนไขในการประกอบกิจการซึ่งบรรดาผู้ประกอบการที่ดำเนินกิจการประเภทเดียวกันจะต้องปฏิบัติตาม ตัวอย่างเช่น ผู้ประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีลักษณะตามประเภทของใบอนุญาตแบบที่ 3 ซึ่งประกอบกิจการภายใต้สัญญาสัมปทาน หรือได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมทุกรายจะต้องปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ หลักเกณฑ์ รวมถึงภาระในเรื่องค่าธรรมเนียมและค่าบริการทั้งปวงโดยเสมอภาคกันทุกราย แต่ในปัจจุบันกลับพบปัญหาความไม่เท่าเทียมกันอย่างรุนแรงในระหว่างผู้ประกอบการ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ กฎระเบียบ หลักเกณฑ์และวิธีการที่ใช้ในปัจจุบัน ในการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมและค่าบริการ ด้วยเหตุนี้ แผนแม่บทกิจการโทรคมนาคมจึงควรระบุวัตถุประสงค์ในการแก้ไขปัญหาความไม่ยุติธรรมด้านต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่แล้วในเวลานี้อย่างชัดเจนด้วย

4. การควบคุมอัตราค่าธรรมเนียมและค่าบริการในกิจการโทรคมนาคม

ข้อ 3.1.3 ของแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคมได้แสดงให้เห็นถึงวัตถุประสงค์ของ กทช. ในการกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อควบคุมอัตราค่าธรรมเนียมและค่าบริการในกิจการโทรคมนาคม ซึ่งสอดคล้องกับบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของ กทช. ตามหมวด 7 ของพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้เป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นปัญหาเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจของ กทช. ตามแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคมซึ่งมีลักษณะเหลื่อมล้ำและไม่สอดคล้องกับข้อสัญญาสัมปทานที่ให้สิทธิแก่ บมจ. ทศท. และ บมจ. กสท. ในการกำหนดควบคุมอัตราค่าค่าธรรมเนียมและค่าบริการ ตามที่ได้กล่าวไว้ในข้อ 2 ข้างต้น แผนแม่บทกิจการโทรคมนาคมควรกำหนดให้ชัดเจนว่า กทช. เป็นหน่วยงานที่มีอำนาจกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมแต่เพียงผู้เดียว และข้อสัญญาสัมปทานข้อใดที่ให้อำนาจแก่ บมจ. ทศท.และ บมจ. กสท. ในการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมก็ควรสิ้นผลใช้บังคับเพื่อไม่ให้มีผลผูกพันคู่สัญญาต่อไป

ประเด็นพิจารณ์ที่ 2: การอนุญาตการประกอบกิจการโทรคมนาคม (ข้อ 3.1.1) และการส่งเสริมกิจการโทรคมนาคมเฉพาะกิจ (ข้อ 3.6)

1. การออกใบอนุญาตให้แก่ บมจ. ทศท. และ บมจ. กสท.

แผนแม่บทกิจการโทรคมนาคมในส่วนที่เกี่ยวกับการออกใบอนุญาต (ข้อ 3.1.1) ควรระบุวัตถุประสงค์อย่างชัดเจนเพื่อแก้ไขแนวปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมและมีลักษณะเป็นการผูกขาดทางการค้า ในกรณีที่จะมีการออกใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมให้แก่ บริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ("บมจ. ทศท.") และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ("บมจ. กสท.")

เนื่องจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ("กทช.") เป็นองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 79 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ในการออกใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมให้แก่ บมจ. ทศท. และ บมจ. กสท. นั้น กทช. จะต้องดำเนินการออกใบอนุญาตให้แก่ บมจ. ทศท. และ บมจ. กสท. ให้แล้วเสร็จภายในกำหนด 180 วันนับจากวันที่ กทช. กำหนดหลักเกณฑ์ในการออกใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแก่ผู้ประกอบการทั่วไปตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 นอกจากนี้ มาตรา 79 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวยังได้กำหนดไว้ว่า การออกใบอนุญาตให้แก่ บมจ. ทศท. และ บมจ. กสท. ให้ กทช กำหนดเงื่อนไขที่เหมาะสม กล่าวคือ เงื่อนไขดังกล่าวจะต้อง "คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน" และ "เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์" ของพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544

บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ("บริษัทฯ") ในฐานะผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ประสงค์จะแสดงความเห็นต่อ กทช. เกี่ยวกับเงื่อนไขในใบอนุญาตที่ กทช. จะออกให้แก่ บมจ. ทศท. และ บมจ. กสท. ว่า เงื่อนไขดังกล่าวควรจะต้องกำหนดให้ บมจ. ทศท. และ บมจ. กสท. ดำเนินกิจการโทรคมนาคมบนพื้นฐานของหลักการการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม เนื่องด้วยหลักการการแข่งขันโดยเสรีและอย่างเป็นธรรมนี้ถือเป็นรากฐานสำคัญยิ่งในการเปิดตลาดการค้าเสรีธุรกิจโทรคมนาคม และได้รับการบรรจุไว้เป็นแนวทางหลักในแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2543 พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540
เนื่องด้วย กทช. มีหน้าที่ตามมาตรา 79 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ในการออกใบอนุญาตให้แก่ บมจ. ทศท. และ บมจ. กสท. โดยจะต้องกำหนดเงื่อนไขให้ผู้รับใบอนุญาตทั้งสองประกอบกิจการโทรคมนาคมอย่างเหมาะสม และ "เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์" ของพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 เช่น การสนับสนุนการแข่งขันโดยเสรีและเป็นธรรม เป็นต้น และเพื่อให้ กทช. ปฏิบัติหน้าที่บรรลุตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว บริษัทฯ พิจารณาเห็นว่า ใบอนุญาตที่ กทช. จะออกให้แก่ บมจ. ทศท. และ บมจ. กสท. นั้นควรมีเงื่อนไขที่กำหนดมิให้ข้อสัญญาในสัญญาสัมปทานบางข้อที่มีลักษณะอันอาจก่อให้เกิดการกีดกันหรือผูกขาดทางการค้าด้วยมีผลใช้บังคับ ในการนี้ บริษัทฯ จะได้จัดเตรียมรายงานเพื่อหยิบยกตัวอย่างของข้อสัญญาสัมปทานที่มีลักษณะขัดต่อหลักการการแข่งขันโดยเสรีและเป็นธรรมเสนอให้ กทช. พิจารณาในโอกาสต่อไป ในขณะเดียวกัน บริษัทฯ ใคร่ขอเสนอให้ กทช. รับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อพิจารณาข้อสัญญาสัมปทานที่มีลักษณะกีดกันทางการค้าอย่างละเอียดเพื่อที่ กทช. จะสามารถกำหนดเงื่อนไขที่เหมาะสมในการออกใบอนุญาตแก่ บมจ. ทศท.และ บมจ. กสท. ได้ต่อไป
ประเด็นข้อกฎหมายอีกประการหนึ่งที่ กทช. ควรตระหนักถึง คือ มาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ได้กำหนดสงวนสิทธิแก่ผู้ประกอบการที่ได้รับสัมปทานเดิมให้ได้รับอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมต่อไป และแม้ว่าผู้ประกอบการเหล่านี้มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับและประกาศทั้งปวงที่ออกตามพระราชบัญญัติประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 โดยคำนึงถึง "หลักการการแข่งขันโดยเสรีและอย่างเป็นธรรม" เป็นสำคัญก็ตาม บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าเป็นการยากที่ผู้ประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในปัจจุบันจะปฏิบัติตามหลักการดังกล่าว เว้นเสียแต่ กทช. จะระบุเงื่อนไขในใบอนุญาตที่จะออกให้แก่ บมจ. ทศท.และ บมจ. กสท. อย่างชัดเจน โดยให้เงื่อนไขดังกล่าวมีผลเป็นการระงับการใช้ข้อสัญญาในสัญญาสัมปทานบางข้อที่มีลักษณะอันอาจก่อให้เกิดการกีดกันหรือผูกขาดทางการค้าตามที่กล่าวมาแล้วเท่านั้น

2. ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตและนโยบายการแบ่งรายได้

กทช. คงตระหนักว่า ผู้ประกอบการปัจจุบันล้วนตกอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์และเงื่อนไขของสัญญาสัมปทานที่กำหนดให้ผู้ประกอบการเอกชนต้องแบ่งรายได้ของตนส่วนหนึ่งให้แก่ บมจ. ทศท. และ บมจ. กสท. ตามอัตราที่กำหนด นอกจากปัญหาความไม่เท่าเทียมด้านการจัดแบ่งรายได้ระหว่างผู้ประกอบการภาคเอกชนด้วยกันเองแล้ว ยังมีประเด็นปัญหาการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกันเกิดจากกรณีที่ บมจ. ทศท. และ บมจ. กสท. สามารถประกอบกิจการได้โดยไม่ต้องแบ่งปันรายได้ของตนแต่อย่างใด ประเด็นนี้มิได้ถูกหยิบยกกล่าวถึงในแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคมแม้แต่น้อย บริษัทฯ เห็นว่า แผนแม่บทกิจการโทรคมนาคมควรกำหนดแนวทางและเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อมอบอำนาจหน้าที่ให้แก่ กทช. ในการกำหนดโครงสร้างอัตราค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันในระหว่างผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมทั้งหลาย และช่วยกำกับดูแลให้ผู้ประกอบการทุกราย ได้แก่ บมจ. ทศท. และ บมจ. กสท. ผู้รับสัมปทานปัจจุบัน และผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการปัจจุบัน ปฏิบัติตามกรอบแนวทางในการกำหนดโครงสร้างต้นทุนการประกอบกิจการอย่างเท่าเทียมกันด้วย

3. การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน

ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในข้อที่ผ่านมา บริษัทฯ เห็นสมควรอย่างยิ่งที่ กทช. จะสร้าง "พื้นฐานของการประกอบกิจการโทรคมนาคมระหว่างผู้ประกอบการที่เท่าเทียมกัน" โดยการกำหนดเงื่อนไขในใบอนุญาตที่ กทช. จะออกให้แก่ บมจ. ทศท. และ บมจ. กสท. ทั้งนี้เพื่อประโยชน์แก่กิจการโทรคมนาคมโดยส่วนรวม บริษัทฯ ตระหนักเป็นอย่างดีว่า ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 79 ของพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 กทช. มีเวลาเพียง 180 วันนับจากวันที่ กทช. กำหนดหลักเกณฑ์ในการออกใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแก่ผู้ประกอบการทั่วไปตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน โดยกทช. จะต้องกำหนดเงื่อนไขในใบอนุญาตที่จะออกให้แก่ บมจ. ทศท. และ บมจ. กสท. ให้แล้วเสร็จภายในกำหนด 180 วันดังกล่าว ในการนี้ บริษัทฯ พิจารณาเห็นว่า กทช. ควรให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและบุคคลที่เกี่ยวข้องในกิจการโทรคมนาคมอย่างกว้างขวางเพื่อที่ กทช. จะสามารถเตรียมกำหนดเงื่อนไขในการออกใบอนุญาตแก่ บมจ. ทศท. และ บมจ. กสท. ให้แล้วเสร็จก่อนที่จะกำหนดหลักเกณฑ์ในการออกใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 บริษัทฯ เชื่อว่าการเตรียมการในลักษณะดังกล่าวจะช่วยลดสภาวะกดดันเรื่องเงื่อนเวลา 180 วันดังกล่าวลงได้ในระดับหนึ่ง

4. การระงับข้อพิพาทระหว่างผู้ประกอบการ

กทช. ควรจะต้องกำหนดหลักเกณฑ์และกระบวนการระงับข้อพิพาทอย่างละเอียดโดยเร็วที่สุดเพื่อระงับปัญหาข้อพิพาทใด ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม ประเด็นนี้นับว่ามีความจำเป็นรีบด่วนเช่นกัน เนื่องจากระเบียบ กฎเกณฑ์ และข้อบังคับต่าง ๆ คงไม่สามารถแก้ไขหรือช่วยคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งทั้งปวงระหว่างผู้ประกอบการได้อย่างมีประสิทธิผล กระบวนการระงับข้อพิพาทนี้จะต้องมีผลบังคับใช้กับผู้ได้รับสัมปทานและผู้ได้รับใบอนุญาตอย่างเสมอภาค โดยกทช. จะต้องกำหนดหลักเกณฑ์และกระบวนการดังกล่าวให้เสร็จสิ้นก่อนที่จะออกใบอนุญาตให้แก่ บมจ. ทศท. และ บมจ. กสท.

5. การให้บริการระหว่างประเทศ

รายงานการแสดงความเห็นเกี่ยวกับการอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม (Licensing Consultation Paper) เสนอให้จำกัดจำนวนผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมตามประเภทของใบอนุญาต แบบที่ 3 ซึ่งมีสิทธิให้บริการโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศอยู่เพียง บมจ. กสท. บมจ. ทศท. ทีทีแอนด์ที และทรูเท่านั้น ในกรณีนี้ บริษัทฯ มีความเห็นว่าการกำหนดหลักเกณฑ์เช่นนั้นเป็นการกระทำที่ไม่มีเหตุผลอันควร บริษัทเอกชนที่ประกอบกิจการโทรศัพท์พื้นฐานและโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะได้รับใบอนุญาตแบบที่ 3 ทุกรายควรได้รับสิทธิดังกล่าวโดยเท่าเทียมกัน หรืออย่างน้อย ผู้ประกอบกิจการตามใบอนุญาตประเภท 3 ทุกราย ทั้งที่ประกอบกิจการโทรศัพท์พื้นฐานและโทรศัพท์เคลื่อนที่ ก็ควรมีสิทธิให้บริการโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศแก่ลูกค้าผู้ใช้บริการในเครือข่ายของตน ประโยชน์จากการดำเนินการดังกล่าวย่อมตกเป็นของผู้บริโภค ผู้ใช้บริการและเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม การให้บริการโทรคมนาคมโดยระบบสัญญาณเสียงและข้อมูลระหว่างประเทศไม่ควรจำกัดสิทธิอยู่แต่เพียงเฉพาะผู้ให้บริการเครือข่ายพื้นฐานเท่านั้น เพราะการกระทำเช่นนั้นขัดต่อหลักการการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรมอย่างชัดเจน

ประเด็นพิจารณ์ที่ 3: การใช้และเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม (ข้อ 3.1.4) และการบริหารทรัพยากรโทรคมนาคม (ข้อ 3.2)

1. แนวทางและวัตถุประสงค์ของการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม

ประเด็นเกี่ยวกับการเชื่อมต่อโครงข่ายและอัตราค่าใช้โครงข่ายนับเป็นประเด็นที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ถกเถียงกันมาอย่างยืดเยื้อยาวนาน และอาจถือได้ว่าเป็นตัวอย่างของปัญหาความไม่เท่าเทียมกันที่สำคัญอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในเวลานี้ บริษัทฯ ขอเสนอให้ กทช. ระบุคำว่า "การใช้โครงข่าย" และ "อัตราค่าใช้โครงข่าย" ไว้ในข้อ 3.1.4 ของแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคมในลักษณะเดียวกับที่ กทช. ได้กล่าวถึง "การเชื่อมต่อโครงข่าย" และ "อัตราค่าเชื่อมต่อโครงข่าย" ไว้ในข้อ 3.1.4 นั้นด้วย ทั้งนี้ บริษัทฯ พิจารณาเห็นว่า กทช. มีอำนาจในการกำกับดูแลข้อกำหนดในสัญญาที่เกี่ยวกับการใช้โครงข่ายและอัตราค่าใช้โครงข่ายเช่นเดียวกับที่ กทช. มีอำนาจในการกำกับดูแลการเชื่อมต่อโครงข่ายระหว่างผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาต

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังขอเสนอให้ กทช. กำหนดกรอบการใช้และเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม ในข้อ 3.1.4(1) ของแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคมด้วย เพราะการใช้และเชื่อมต่อโครงข่ายจำเป็นต้องมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ใช้บริการ และจากปัญหาที่ผู้ประกอบการในต่างประเทศเคยประสบมาก่อนจากการที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีอำนาจคุมตลาดได้สร้างความปั่นป่วนและล่าช้าในการกำหนดกรอบการเชื่อมต่อโครงข่ายระหว่างผู้ให้บริการโครงข่ายต่าง ๆ อยู่เป็นระยะเวลานาน กทช. ก็ควรกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันมิให้ผู้ประกอบการในไทยต้องประสบปัญหาเช่นดังกล่าวด้วย ในส่วนของอัตราค่าเชื่อมต่อโครงข่ายในข้อ 3.1.4(1) ของแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคมนั้น บริษัทฯ ขอเสนอให้ กทช. ระบุว่าอัตราค่าเชื่อมต่อโครงข่าย "ที่สะท้อนต้นทุน" ให้ชัดเจน ทั้งนี้เพื่อให้สอดรับกับแนวทางปฏิบัติที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปในระดับสากลซึ่งกำหนดให้อัตราค่าเชื่อมต่อโครงข่ายจะต้องสะท้อนต้นทุนและเป็นธรรม และหากฐานของต้นทุนเกิดความไม่แน่นอนในสภาวการณ์ใดๆ กทช. ก็ควรมีสิทธิกำหนดอัตราค่าเชื่อมต่อโครงข่ายเอง (โดยวิธีการ Bench marking หรือวิธีการอื่นใด) หรือโดยการใช้กลไกอื่นที่ กทช. เห็นว่าเหมาะสม การกำหนดหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เหล่านี้ย่อมจะช่วยป้องกันมิให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีอำนาจคุมตลาดกระทำการใด ๆ อันอาจก่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือความล่าช้าในกระบวนการเชื่อมต่อโครงข่ายระหว่างผู้ประกอบการด้วยกันเอง

2. อัตราค่าเชื่อมต่อโครงข่ายและค่าใช้โครงข่าย

ระบบการกำหนดอัตราค่าใช้โครงข่ายเองก็สร้างปัญหาการเลือกปฏิบัติและกีดกันทางการค้าเช่นกัน ซึ่งถือเป็นการกระทำอันขัดต่อหลักการการแข่งขันโดยเสรีและเป็นธรรม หาก กทช. มีเจตจำนงที่จะสนับสนุนให้การประกอบกิจการโทรคมนาคมดำเนินไปบนพื้นฐานของหลักการการแข่งขันโดยเสรีและเป็นธรรมแล้ว จำเป็นที่ กทช. จะต้องออกมาตรการแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมในการกำหนดอัตราค่าใช้โครงข่ายในปัจจุบันด้วย

ด้วยเหตุนี้ กทช. จึงควรกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมและการเลือกปฏิบัติที่เกิดขึ้นจากการการกำหนดอัตราค่าใช้โครงข่ายที่ผู้รับสัมปทานแต่ละรายมีหน้าที่ต้องชำระภายใต้สัญญาปัจจุบัน โดยที่ค่าธรรมเนียมดังกล่าวมีหลายอัตราและไม่มีหลักเกณฑ์ในการกำหนดอัตราที่แน่นอนชัดเจน ในหัวข้อที่ 1 และ 2 ของเอกสารประกอบการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะฉบับนี้(การแข่งขันประกอบกิจการโทรคมนาคมและการอนุญาตการประกอบกิจการโทรคมนาคม) นั้น บริษัทฯ ได้เสนอให้ กทช. กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมในการออกใบอนุญาตให้แก่ บมจ. ทศท. และ บมจ. กสท. เพื่อให้เงื่อนไขดังกล่าวมีผลเป็นการระงับการใช้ข้อสัญญาสัมปทานบางข้อที่มีลักษณะขัดต่อหลักการการแข่งขันโดยเสรีและเป็นธรรม และในทำนองเดียวกัน บริษัทฯ ใคร่ขอเสนอให้ กทช. ใช้กลไกในการออกใบอนุญาตดังกล่าวเพื่อเยียวยาปัญหาความไม่เป็นธรรมและเลือกปฏิบัติในประเด็นการกำหนดอัตราค่าใช้โครงข่ายด้วยเช่นกัน

3. การกำหนดกรอบการใช้และเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมก่อนออกใบอนุญาตแก่ บมจ. ทศท. และ บมจ. กสท.

กทช. ควรกำหนดกรอบการใช้และเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมให้เสร็จสิ้นก่อนออกใบอนุญาตแก่ บมจ. ทศท. และ บมจ. กสท. ทั้งนี้ แนวทางและเป้าหมายของกรอบดังกล่าวควรจะต้องสอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ด้วย นอกจากนี้ กทช. ควรกำหนด บังคับใช้ และกำกับดูแลการกำหนดกรอบการใช้และเชื่อมต่อโครงข่ายโดยเร็วที่สุด เพราะหากการประกอบกิจการโทรคมนาคมของผู้ประกอบการทั้งหลายดำเนินไปโดยปราศจากหลักเกณฑ์และกรอบปฏิบัติเกี่ยวกับการเชื่อมต่อโครงข่ายที่เป็นมาตรฐาน กทช. ก็จะไม่สามารถดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมตามที่มุ่งหวังไว้ แท้ที่จริงแล้ว กทช. มีอำนาจประกาศใช้หลักเกณฑ์และกรอบปฏิบัติเกี่ยวกับการเชื่อมต่อโครงข่ายและการกำหนดอัตราค่าเชื่อมต่อโครงข่ายเป็นการชั่วคราวอยู่แล้ว หาก กทช. สามารถกำหนดกรอบปฏิบัติดังกล่าวได้อย่างรวดเร็วเท่าใด ก็จะช่วยคลี่คลายปัญหาเกี่ยวกับอัตราค่าเชื่อมต่อโครงข่ายที่มีลักษณะไม่เป็นธรรมและเป็นการขัดต่อหลักการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม ดังนั้น กทช. จึงไม่ควรละเลยการจัดทำแผนงาน เพื่อกำหนดอัตราค่าเชื่อมต่อโครงข่ายและขั้นตอนกระบวนการระงับข้อพิพาทที่เกี่ยวข้อง ซึ่งไม่ควรล่าช้าจนถึงปี 2549 การกำหนดหลักเกณฑ์และแผนงานดังกล่าวถือเป็นภารกิจสำคัญเร่งด่วนที่ กทช. ควรรีบเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนออกใบอนุญาตแก่บมจ. ทศท. และ บมจ. กสท.

บริษัทฯ มีความเห็นว่า หาก กทช. ออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายใดก่อนที่จะกำหนดกรอบการใช้และเชื่อมต่อโครงข่ายให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน การปฏิบัติเช่นนี้ย่อมถือว่าขัดต่อบทบัญญัติมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 และวัตถุประสงค์โดยรวมของแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม บริษัทฯ เชื่อมั่นว่า กรอบการใช้และเชื่อมต่อโครงข่ายที่เป็นมาตรฐานจะเป็นกลไกสำคัญที่ กทช. สามารถนำมาใช้กำกับดูแลการประกอบกิจการโทรคมนาคมให้อยู่บนพื้นฐานของหลักการการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม โดยปราศจากการกีดกันหรือผูกขาดทางการค้าระหว่างผู้ประกอบการได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นอย่างยิ่ง

4. การจัดสรรคลื่นความถี่แก่ผู้ประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยตรง

ตามข้อ 3.2 ของแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม มีข้อความที่กล่าวถึงการใช้คลื่นความถี่โดยทั่วไป แต่มิได้เจาะจงประเด็นเกี่ยวกับการใช้คลื่นความถี่ของผู้ประกอบการในปัจจุบัน คลื่นความถี่วิทยุที่ผู้ประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้เดิมทีเป็นคลื่นที่ บมจ. ทศท. และ บมจ. กสท. ได้รับการจัดสรรมาตั้งแต่ต้น จากนั้น บมจ. ทศท. และ บมจ. กสท. จึงได้นำคลื่นวิทยุดังกล่าวมาจัดสรรและให้สิทธิใช้แก่ผู้ประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่อีกทอดหนึ่งผ่านทางสัญญาสัมปทานเดิม

ในประเด็นนี้ บริษัทฯ เห็นสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องมีการประกาศยกเลิกคลื่นความถี่วิทยุที่เคยมีการจัดสรรให้แก่ บมจ. ทศท. และ บมจ. กสท. เพื่อให้ผู้ประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่แต่ละรายได้รับอนุญาตโดยตรงจาก กทช. สำหรับการใช้คลื่นความถี่เดิมซึ่งเคยได้รับการจัดตามสัญญาสัมปทาน การดำเนินการเช่นนี้นับว่าสอดคล้องกับบทบัญญัติมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ซึ่งกำหนดว่าผู้ยื่นขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม แบบที่ 3 ที่มีคุณสมบัติถูกต้องเหมาะสมจะได้รับอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ที่จัดสรรให้ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2543 ด้วย บริษัทฯ ขอเสนอให้ กทช. นำหลักการดังกล่าวมาใช้กับผู้ประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ปัจจุบันที่ได้รับสัมปทาน กล่าวคือ ผู้ได้รับสัมปทานควรได้รับอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เดิมโดยตรงจาก กทช.
บริษัทฯ มีความเห็นว่า หากปล่อยให้มีการจัดสรรคลื่นความถี่ให้แก่ผู้ประกอบการซึ่งมิได้ใช้คลื่นความถี่ในการประกอบกิจการของตน กทช. จะต้องประสบปัญหาที่ยากจะแก้ไขในการใช้นโยบายบริหารคลื่นความถี่ในอนาคตอย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้ บริษัทฯ จึงขอเสนอให้มีการจัดสรรคลื่นความถี่ให้เฉพาะแก่ผู้ประกอบการที่มีวัตถุประสงค์ในการใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการของตนอย่างแท้จริงในขณะนี้ เพื่อวางรากฐานที่สำคัญแก่ กทช. และ กสช. ในการบริหารและควบคุมการใช้คลื่นความถี่อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

ในกรณีที่ผู้ประกอบการไม่ได้รับการจัดสรรคลื่นความถี่จาก กทช. โดยตรง บริษัทฯ เห็นว่า แผนแม่บทกิจการโทรคมนาคมควรระบุแนวทางอย่างชัดเจนว่า ผู้ประกอบการเดิมจะยังคงมีสิทธิใช้คลื่นความถี่ที่ได้รับการจัดสรรอยู่แล้วดังกล่าวอยู่ต่อไป ไม่ว่าสัญญาสัมปทานของผู้ประกอบการจะยังคงมีผลบังคับต่อไป หรือมีการเปลี่ยนเป็นใบอนุญาตแล้วก็ตาม

5. การจัดสรรเลขหมายโทรคมนาคม

บริษัทฯ ขอเสนอให้ กทช. กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรเลขหมายโทรคมนาคมโดยเร่งด่วน และกำหนดหลักเกณฑ์ว่าด้วยสิทธิการคงเลขหมาย (Number Portability) ให้แล้วเสร็จและประกาศใช้ภายในปี 2549 เป็นอย่างช้า

ประเด็นพิจารณ์ที่ 4: การกระจายบริการด้านโทรคมนาคมให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วประเทศและการคุ้มครองผู้ใช้บริการ (ข้อ 3.3)

1.การลดขอบเขตความรับผิดชอบของ กทช. (ข้อ 3.3)

บริษัทฯ พิจารณาเห็นว่าหลักเกณฑ์และวัตถุประสงค์ที่กำหนดในข้อนี้นั้นกว้างและคลุมเครือเกินไป ตัวอย่างเช่น การให้บริการอินเตอร์เน็ตและการให้คำปรึกษาทางไกล (telemedicine service) ต่อสถานพยาบาลไม่ควรกำหนดให้เป็นหน้าที่ของ กทช.

บริษัทฯ เห็นเพิ่มเติมว่าแผนการดำเนินการ 3 ปี นั้นอาจจะไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ ดังนั้น กทช. ควรมุ่งเน้นที่จะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม มากกว่าพยายามที่จะบรรลุเป้าหมายซึ่งโอกาสที่จะสำเร็จในระยะเวลาอันสั้นค่อนข้างเป็นไปได้ยากลำบาก บริษัทฯ มีความเห็นว่าการทำให้อุตสาหกรรมการบริการโทรคมนาคมมีการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม น่าจะเป็นสิ่งที่ กทช. ควรให้ความสำคัญก่อนสิ่งอื่น รวมถึงการออกกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการออกใบอนุญาต การเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม การอนุญาตให้ใช้คลื่นวิทยุ และการจัดสรรหมายเลขเพื่อก่อให้การแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้

บริษัทฯ จึงใคร่ขอเสนอให้ลดขอบเขตของข้อ 3.3 โดย กทช. ควรมุ่งที่จะให้บริการโทรคมนาคมพื้นฐานต่อประชาชนส่วน ดังนั้น บริษัทข้อเสนอให้มีการนำเป้าหมายอื่น ๆ ที่สำคัญลำดับรองไปไว้ในแผนแม่บทฉบับต่อไป

2. ความเป็นกลางของเทคโนโลยี (Technology Neutral) (ข้อ 3.3)

บริษัทฯ ใคร่ขอเสนอว่าข้อ 3.3 ของแผนแม่บทควรมีความเป็นกลางทางเทคโนโลยีและควรกำหนดให้ กทช. ใช้วิธีการที่มีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถปฏิบัติได้โดยค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายต่าง ๆ และเพื่อให้อำนาจแก่กทช. ในการจัดให้มีบริการทั้งโทรศัพท์พื้นฐานและโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อที่จะบรรลุวัตถุประสงค์การให้บริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึง

3. กองทุนพัฒนากิจการโทรคมนาคม (ข้อ 3.3)

ข้อ 3.3.1.2 ของแผนแม่บทกำหนดว่า กทช. มีวัตถุประสงค์ในการจัดทำอัตราต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับกองทุนพัฒนากิจการโทรคมนาคม ข้อ 3.3.1.2 นี้ควรมีเป้าหมายในการจัดการกองทุนพัฒนากิจการโทรคมนาคมให้เป็นไปอย่างยุติธรรมและโปร่งใส ซึ่งในการนี้ กทช. ควรต้องจัดให้มีการประกวดราคาเพื่อสรรหาผู้เหมาะสมในการทำงานให้แก่ กทช

4. การออกใบอนุญาตแก่บมจ. ทศท และบมจ. กสท (ข้อ 3.3)

บริษัทฯ มีความเห็นว่าการที่ กทช. จะบรรลุเป้าหมายในการเสริมสร้างการบริการโทรคมนาคมโดยทั่วถึงอาจจะเป็นไปได้ยาก หากยังไม่มีการแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันและยังไม่มีการแก้ไขให้มีการแข่งขันโดยเสรีและเป็นธรรม ซึ่งควรจะมีการกำหนดให้เป็นเงื่อนไขในใบอนุญาตที่จะออกให้แก่บมจ. ทศท และบมจ. กสท (ตามมาตรา 79 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544) ในการให้ความเห็นต่อประเด็นพิจารณ์ที่ 1 และ 2 ของการยื่นเสนอประชาพิจารณ์ (การออกใบอนุญาตและหลักการการแข่งขันโดยเสรีตามลำดับ) บริษัทฯ ได้เสนอว่าควรกำหนดเงื่อนไขในใบอนุญาตใหม่ที่จะออกให้ผู้รับใบอนุญาตทั้งสองให้มีการระงับการใช้ข้อสัญญาในสัญญาสัมปทานบางข้อที่มีลักษณะขัดต่อหลักการการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม เพราะหลักเกณฑ์ที่จะมีการบังคับใช้ควรมีความเท่าเทียมกันระหว่างผู้ประกอบการทุกราย ปัญหาที่เห็นได้ชัด คือ ความไม่เท่าเทียมกันในการชำระค่าใช้โครงข่าย การนำระบบการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม (interconnection regime) มาใช้เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและเป็นธรรมต่อผู้ประกอบกิจการทุกรายแทนที่ระบบอัตราค่าใช้โครงข่าย (access charge system) ที่ใช้ในปัจจุบันจะเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาโดยตรง ซึ่ง กทช. ต้องดำเนินการแก้ไขความไม่เท่าเทียมกัน การผูกขาดทางการค้าก่อนที่จะดำเนินการให้เกิดการกระจายบริการโทรคมนาคมโดยทั่วถึง

ประเด็นพิจารณ์ที่ 5: การส่งเสริมพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคม การส่งเสริมการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม (ข้อ 3.5) และการเตรียมพร้อมด้านโทรคมนาคมยามเกิดเหตุฉุกเฉินหรือภัยพิบัติ (ข้อ 3.7)

1. การลดขอบเขตความรับผิดชอบของ กทช. (ข้อ 3.5)

บริษัทฯ มีความเห็นว่าแนวทางและเป้าหมายในข้อนี้ไม่ควรเป็นเป้าหมายหลักของ กทช. ภายในระยะเวลา 3 ปีนี้ (ปี พ.ศ. 2548 ถึง พ.ศ. 2551) กทช. ควรให้ความสำคัญกับการออกกฎข้อบังคับเกี่ยวกับการออกใบอนุญาต การเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม การจัดสรรคลื่นวิทยุและการจัดสรรหมายเลขเพื่อก่อให้เกิดการแข่งขันโดยเสรีและเป็นธรรม บริษัทฯ เห็นว่า หาก กทช. เน้นที่จะปรับเปลี่ยนระบบ โดยการยกระดับการบริการด้านโทรคมนาคมในประเทศไทยจะก่อให้เกิดประโยชน์ทางสังคมที่เกี่ยวข้องอย่างมาก
นอกจากนี้บริษัทฯ เห็นว่าแนวทางและเป้าหมายบางประการในข้อนี้ ไม่สมควรที่จะอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบโดยตรงของ กทช. การดำเนินการบางส่วนเป็นการซ้ำซ้อนกับงานที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของกระทรวงอุตสาหกรรมหรือหน่วยงานราชการอื่น บทบาทของ กทช. ไม่ควรทับซ้อนกับบทบาทของหน่วยงานราชการอื่น

2. การเลื่อนการวางระบบเตือนภัยยามเกิดเหตุฉุกเฉิน (ข้อ 3.7)

บริษัทฯ มีความเห็นว่า การติดตั้งระบบเตือนภัยยามเกิดเหตุฉุกเฉินหรือภัยพิบัติเป็นประเด็นที่มีความซับซ้อนมาก ซึ่ง กทช. ไม่สามารถที่จะรับผิดชอบเพียงองค์กรเดียวได้ จากประสบการณ์ของประเทศต่าง ๆ หลายประเทศได้แสดงให้เห็นว่าการวางแผน การปฏิบัติการ และการดำเนินการของเครือข่ายที่ซับซ้อนนั้น มีค่าใช้จ่ายสูงมาก ต้องใช้แหล่งความรู้มากมายและต้องใช้เวลาดำเนินการมาก บริษัทฯ จึงใคร่ขอเสนอให้เลื่อนการวางระบบเตือนภัยนี้ออกไป และเห็นว่าไม่ควรนำการวางระบบเตือนภัยเป็นส่วนหนึ่งของแผนแม่บทเนื่องจากเป็นเป้าหมายที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ภายในเวลาที่มีอยู่ ในขณะนี้ ผู้ประกอบการควรมีหน้าที่เสริมสร้างการกระจายบริการด้านโทรคมนาคมให้ทั่วถึง โดยเฉพาะการดำเนินการให้มีหมายเลขเฉพาะเจาะจง ที่สามารถติดต่อได้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินหรือภัยพิบัติ

About Author

terng ^_^

terng ^_^

Partners