[Review] Huawei P10 เมื่อการจับคู่กับ Leica สมบูรณ์แบบมากขึ้น

โดย Littlebear | 3 เมษายน 2560 เมื่อ 16:12 น. | อ่าน 88

DSC03269จุดที่ยากที่สุดในเวลานี้ของ Huawei ในเวลานี้คงไม่ใช่เรื่องของภาพลักษณ์แบรนด์ในตลาดประเทศไทยแล้ว เพราะจากผลตอบรับทั้ง P9/P9 Plus และ Mate 9 ในช่วงปีที่ผ่านมา ถือเป็นสิ่งที่พิสูจน์ถึงความแข็งแรงของแบรนด์ที่มีโอกาสขึ้นมาเบียดเบอร์ 1 ในตลาดแล้ว

แต่ที่ยากคืออย่างไรให้ลูกค้าที่กำลังตัดสินใจซื้อสมาร์ทโฟน หันมาเลือก P10/P10 Plus แทน เนื่องจากด้วยระดับราคาในปัจจุบันของ P9/P9 Plus ที่ทำราคาร่วมกับโอเปอเรเตอร์ปรับลดลงมาอยู่ในช่วงหมื่นต้นๆ พร้อมกับการทำโปรโมชันของ Mate 9 ที่ค้ำอยู่ในช่วงหมื่นปลายๆ บนพื้นของโปรติดสัญญา ทำให้ราคาของ P10 ที่ออกมาอยู่ในระดับที่น่าจับจองมากๆ

ที่จะเห็นได้ชัดๆเลยคือการอัดโปรโมท พร้อมทุ่มงบในการทำตลาดแบบไม่อั้น ในการโปรโมททั้ง Huawei P10 และ Huawei P10 Plus เพื่อชิงโอกาสในจังหวะที่แฟลกชิปของคู่แข่งยังไม่วางจำหน่าย และถือเป็นช่วงที่ไม่มีแบรนด์ใดมาแข่งในตลาดนี้ด้วย

แน่นอนว่า Huawei P10 ยังคงจุดเด่นหลักอยู่ที่กล้อง ที่นำเทคโนโลยีของ Leica มาร่วมพัฒนาออกมาเป็นเลนส์ Summarit ที่คงคอนเซปต์ของเลนส์คู่สีขาวดำความละเอียด 20 ล้านพิกเซล คู่กับเลนส์สีปกติที่ 12 ล้านพิกเซล พร้อมกับขนาดของเครื่องที่จับถือง่าย ซึ่งมีกลุ่มผู้ใช้ที่ไม่ต้องการเครื่องขนาดใหญ่อยู่

สเปคเครื่อง Huawei P10

หน้าจอ LCD IPS 5.1″ FullHD 431 ppi Gorilla Glass 5
ชิปเซ็ต HiSilicon Kirin 960 Octa-core 2 GHz 64bit
หน่วยความจำ RAM 4GB, ROM 64GB
กล้องหลัง RGB 12MP / Monochrome 20 ล้านพิกเซล ชุดเลนส์ Summarit F/2.2 OIS
กล้องหน้า 8MP F/1.9
เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบรวดเร็ว
แบตเตอรี่ 3,200 mAh Huawei SuperCharge
รองรับ 4G LTE, Wi-Fi 802.11ac  OTG, บลูทูธ 4.2 NFC และ GPS
– Hybrid Dual SIM เลือกใส่ซิมการ์ด 2 ช่องหรือใส่ซิม+ไมโครเอสดีการ์ด
ระบบปฏิบัติการ Android 7.0 Nougat / EMUI 5.1
– Huawei P10 (32GB)  สี Mystic Silver และ Prestige Gold ราคา 17,900 บาท
– Huawei P10 (64GB) สี Graphite Black, Dazzling Blue และ Prestige Gold ราคา 19,900 บาท

DSC04702

มุมมองในแง่ของดีไซน์ในรุ่น P10 จะกลับมาใช้รูปทรงตามมาตรฐานสมาร์ทโฟนทั่วไปตามสมัยนิยม ไม่ได้แตกต่างมากนัก แต่ P10 จะเน้นที่วัสดุและงานฝีมือ (Craftmanship) มาช่วย พร้อมกับการใช้ Hyper Diamond-Cut ในการเจียรขอบมุมของสมาร์ทโฟนให้มีความสวยงาม ส่วนด้านหลังก็จะมีทั้งฝามันเงา (high gloss) และด้าน (sandblast) ให้เลือก

ขณะเดียวกัน ก็จับมือกับทาง Pantone ในการนำสีตามยุคสมัยเข้ามาทำตลาด ส่งผลให้ P10 จะมีวางจำหน่ายทั้งหมด 8 สี ด้วยกันคือ Ceramic White, Graphite Black, Dazzling Gold, Prestige Gold, Mystic Silver รวมถึ 2 สีใหม่คือ Greenery และ Dazziling Blue

DSC04685

จุดที่แตกต่างกับในรุ่น P9 ที่มีการนำเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือไปไว้ด้านหลัง กลับมาอยู่ส่วนล่างหน้าจอแทน พร้อมกับการเพิ่มฟีเจอร์ในการสั่งงานผ่านปุ่มสัมผัสที่จะเป็นทั้งจุดเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ และปุ่มโฮมได้ (เลือกตั้ง)

DSC04681 DSC04682

สำหรับขนาดของ P10 จะอยู่ที่ 145.3 x 69.3 x 6.98 มิลลิเมตร น้ำหนัก 145 กรัม ซึ่งถือเป็นขนาดที่กำลังพอดีมือ ในการใช้งาน ไม่เล็กหรือใหญ่จนเกินไปกับหน้าจอที่ใข้เป็น Gorrilla Glass 5 ขนาด 5.1 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD 1920 x 1080 พิกเซล ความละเอียดเม็ดสี 431 ppi ที่มีขอบจอ (Bazel) แคบมากๆ

DSC04686

โดยจะมีช่องลำโพงสนทนา เซ็นเซอร์ และกล้องหน้าที่ใช้เลนส์ Leica 8 ล้านพิกเซล f/1.9 ที่จะเด่นในแง่ของการถ่ายภาพเซลฟี่ในที่แสงน้อยได้ดีขึ้น ส่วนล่างหน้าจอก็จะเป็น Smart Touch เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่มากับความสามารถเพิ่มเติมที่จะลงรายละเอียดต่อไป

DSC04690

กลับมาดูที่ด้านหลังในรุ่นที่ได้มาเป็นสี Mystic Silver ผิวหลังจะเป็นสีเงินแบบด้านๆ ตัดกับขอบสีขาวเงาส่วนบน ที่แยกมาเป็นที่อยู่ของกล้องจากเลนส์ที่พัฒนาร่วมกับทาง Leica ซึ่งจะเป็นกล้องคู่ระหว่างเลนส์ขาวดำ 20 ล้านพิกเซล กับเลนส์สี 13 ล้านพิกเซล ภายใต้ชื่อเลนส์ Summarit ที่ให้ f/2.2 ไฟแฟลชคู่ พร้อมเลเซอร์โฟกัส

DSC04696 DSC04695 DSC04676

รอบเครื่องจะมีปุ่มเปิดปิดเครื่อง และปรับระดับเสียงอยู่ทางด้านขวา ถาดใส่ซิมการ์ดแบบ Hybrid (2 นาโนซิมการ์ด หรือ 1 นาโนซิมการ์ด ร่วมกับไมโครเอสดีการ์ด) ทางด้านซ้าย ส่วนด้านล่างตัวเครื่องมีทั้งพอร์ต USB-C ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. ลำโพง ไมโครโฟน และรูน็อต ขนาบไปกับพอร์ตยูเอสบี

รวมๆแล้วในแง่ของการออกแบบตัวเครื่องถือว่า Huawei ทำการบ้านมาค่อนข้างดี จับแล้วให้ความรู้สึกที่เป็นพรีเมียมสมาร์ทโฟน ประกอบกับน้ำหนักกำลังพอดีมือ จะมีจุดที่ต้องระวังก็คือบริเวณแถบรับสัญญาณมือถือที่เป็นสีขาวคาดไปกับตัวเครื่องที่เปื้อนค่อนข้างง่าย แม้จะเพิ่งใช้งานมาสักพักก็ตาม

P10 จะมาพร้อมกับ Emotion UI (EMUI 5.1) ที่เป็นรุ่นใหม่ล่าสุดที่ปรับเพิ่มเติมมาจากบน EMUI 5.0 บน Mate 9 เพียงแต่ถือว่าไม่ได้มีการปรับแต่งเพิ่มเติมมากนัก จะมีก็เพียงการเพิ่มความสามารถของปุ่มควบคุม Smart Touch

ทำให้เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือของ P10 จะถูกย้ายมาไว้ล่างหน้าจอ เพียงแต่นอกจากความสามารถในการใช้สแกนลายนิ้วมือ ที่สามารถบันทึกได้ 5 ลายนิ้วมือ พร้อมระบบตรวจจำ ว่าลายนิ้วมือนิ้วชื่อเป็น ID เท่าไหร่

ขณะเดียวกันยังสามารถปรับใช้ Smart Touch เป็นปุ่มควบคุมทิศทางได้ (ต้องเข้าไปตั้งค่าก่อน ค่ามาตรฐานคือ แถบควบคุมล่างหน้าจอ) โดยเมื่อปิดแล้วผู้ใช้จะสามารถกดปุ่มตรงกลางเพื่อย้อนกลับ แตะค้างเพื่อกลับหน้าแรก (ปุ่มโฮม) ลากนิ้วจากขวาไปซ้ายเพื่อเรียกดู Recent Apps และปัดขึ้นเพื่อเปิด H Voice (Google Now)

ถัดมาคือการบริหารจัดการทรัพยากร ที่จะศึกษาพฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้ ในการจัดสรร RAM ให้แอปที่มีการใช้งานเป็นประจำมากขึ้น และจะช่วยให้ผู้ใช้รู้สึกว่าสามารถใช้งานเครื่องได้รวดเร็วขึ้นจากเดิม

ยังมีการเพิ่ม Highlight ที่เป็นการจัดเรียงรูปภาพที่บันทึกไว้ออกมาเป็นวิดีโอแนะนำ คล้ายๆกับการแสดงผลรูปภาพที่ถูกรวมบนเฟซบุ๊ก ตามสถานที่ต่างๆที่บันทึกไว้ นอกจากนี้ ก็จะมีธีมสีให้เลือกมากขึ้นตามสีของเครื่อง P10 ที่มีให้เลือกถึง 8 สี

ฟังก์ชันในการใช้งานอัจฉริยะอย่างการพลิกเครื่อง คว่ำเครื่อง นำเครื่องแนบหู จับภาพหน้าจอ แบ่งหน้าจอ การใช้งานมือเดียว การใช้คำสั่งเสียง ยังมีมาให้ใช้งานแบบครบเครื่อง เพียงแต่ต้องเข้าไปตั้งค่าเพื่อเปิดใช้งานก่อน

ส่วนการใช้งานโดยรวมด้วย EMUI ที่เน้นการใช้งานง่ายเป็นหลัก ผู้ใช้สามารถปรับแต่งวิตเจ็ต เลือกธีม เปลี่ยนวอลเปเปอร์ เลือกโมชันการสลับหน้า รวมถึงการแสดงผลแอปรวมที่หน้าแรกทั้งหมด ทำให้ไม่ต้องกดเพื่อเข้าไปดูแอปรวม

แถบการแจ้งเตือน และตั้งค่าด่วน ก็มีไอค่อนลัดมาให้เลือกใช้งานครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดปิดการเชื่อมต่อไวไฟ บลูทูธ ดาต้า เสียง การหมุนหน้าจอ เปิดฮ็อตสปอต ไฟฉาย GPS NFC บันทึกภาพหน้าจอ ปุ่มสั่งงานลัด แชร์หน้าจอ บันทึกวิดีโอหน้าจอ

รวมถึงการที่มีโหมดสบายตา ที่จะกรองแสงสีน้ำเงิน ช่วยให้สามารถใช้งานอ่านหนังสือได้นานขึ้น โดยสามารถเลือกอุณหภูมิสีได้ตั้งแต่เหลืองอ่อนๆ ไปจนถึงเหลืองเข้มๆ และสามารถตั้งเวลาเปิดปิดโหมดอัตโนมัติได้

s04

เรื่องของการเชื่อมต่อ กลายเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของ Huawei P10 ที่มาจากผลของการใช้ชิปเซ็ต Kirin 960 เพราะจากประสบการณ์ในการให้บริการด้านอุปกรณ์เครือข่าย การทำเครื่องลูกค่ายที่รองรับเทคโนโลยีการเชื่อมต่อใหม่ๆจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

ไม่ว่าจะเป็น 4G แบบ LTE-A (3CA) มี Dual SIM Standby รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi แบบ 2×2 MIMO ช่วยให้สามารถใช้งานได้รวดเร็วขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมกับความสเถียร ขณะเดียวกันก็มีการเปลี่ยนเมมโมรี่การ์ดมาใช้รุ่นที่ให้ความเร็วในการตอบสนองมากขึ้น

ขณะเดียวกันก็มีการพัฒนาในส่วนของระบบชาร์จ แม้จะให้แบตมา 3200 mAh แต่ตัวเครื่องก็มาพร้อมกับระบบ Super Charge ที่ Huawei ชูว่ามีการป้องกันถึง 5 ส่วน ช่วยให้ชาร์จแบตได้เร็วขึ้น และปลอดภัยมากขึ้นด้วย

โดยจากที่ระบุว่าชาร์จ 30 นาที สามารถใช้งานได้ 1 วัน เมื่อทดลองชาร์จพบว่า จากแบต 4% เมื่อชารจประมาณ 30 นาที แบตเตอรีจะขึ้นมาอยู่ราว 52% ก็ถือว่าค่อนข้างรวดเร็ว แต่จะใช้งานต่อได้ถึงวันไหม ก็ขึ้นกับการใช้ของแต่ละคนมากกว่า

ส่วนระบบการบริหารจัดการแบตเตอรีจะมีให้ทั้งโหมดประหยัดพลังงานปกติ และแบบ Ultra ลดความละเอียดจอเพื่อช่วยประหยัดพลังงาน ระบบเพิ่มประสิทธิภาพตัวเครื่องด้วยการปิดแอปเพื่อประหยัดพลังงานแบตเตอรี ปรับเวลาปิดหน้าจอ ตั้งว่าจะเลือกปิด Data GPS การซิงค์ข้อมูลอัตโนมัติ

กล้องถือเป็นสิ่งที่ Huawei ภูมิใจมากที่สุด จากการร่วมมือกับ Leica ในการพัฒนาออกมาเป็นเลนส์ที่ใช้ร่วมกัน ซึ่ง Huawei จัดเต็มเทคโนโลยีมาให้ไม่ว่าจะเป็นระบบกันสั่น OIS ระบบโฟกัสแบบ 4-1 (PDAF +CAF + Laser + Depth Auto Focus) มาช่วย นอกจากนี้ ก็มีระบบ Hybrid Zoom และการบันทึกวิดีโอระดับ 4K มาให้ใช้ได้

การรีดความสามารถของเลนส์ Leica ที่ให้มาทั้งขาวดำ 20 ล้านพิกเซล และ สี 12 ล้านพิกเซล ทำให้การถ่ายภาพออกมามีมิติมากขึ้น ความคมชัดสูงขึ้น ขณะเดียวกันก็มีลูกเล่นให้ผู้ใช้ปรับแต่งได้หลากหลาย แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้การใช้งานยากขึ้นด้วย

แต่ทั้งนี้ความสามารถของกล้อง P10 จะคล้ายคลึงกับใน Mate 9 แทบทั้งหมด ดังนั้น ถ้าจะหวังว่าจะต่างกันคงต้องเทียบกับรุ่น P10 Plus ที่เปลี่ยนไปใช้เลนส์ SUMMILUX ที่เป็น f/1.8 แทน ซึ่งจะช่วยให้ถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้ดียิ่งขึ้น

โดยเมื่อใช้งานกล้องหลังผู้ใช้สามารถเลือกโหมดถ่ายภาพด้วยการปาดขวา ถ้าถ่ายภาพสีจะได้ความละเอียดสูงสุด 20 ล้านพิกเซล แต่จะไม่สามารถซูมภาพได้ ถ้าต้องการเปิดให้ซูมภาพได้ต้องถ่ายที่ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล และภาพขาวดำที่ 20 ล้านพิกเซล

ถ้าต้องการเปิดใช้งานโหมดโปร ผู้ใช้ก็สามารถเลือกได้ทั้งจุดโฟกัส ปรับ ISO สปีดชัตเตอร์ ลดความสว่างภาพ รวมถึงเลือกปรับรูรับแสงได้ระหว่าง 0.95 – 16 ที่จะช่วยให้สามารถถ่ายภาพแบบชัดลึก ชัดตื้นได้ง่ายขึ้น ลองมาดูตัวอย่างภาพที่ถ่ายจาก P10 กันดีกว่า

P10 Pic

P10 Pic Black White

P10 Pic

P10 Pic

ส่วนกล้องหน้าผู้ใช้สามารถเลือกเปิดโหมดถ่ายภาพบุคคล ที่เมื่อเปิดใช้งานแล้วจะสามารถเลือกปรับระดับความสดของใบหน้า และเลือกใช้งานเอฟเฟกต์ที่จะช่วยเบลอหลัง ทำให้ใบหน้าดูเด่นออกมา หรือจะเลือกถ่ายภาพปกติก็ได้เช่นกัน

s07 s08

ที่เหลือคือการใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน ถือว่า Huawei ทำได้ดีมาตั้งแต่ P9 แล้ว ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการใช้งานเว็บเบราว์เซอร์ ระบบมัลติมีเดียต่างๆ ในการเล่นไฟล์ภาพยนตร์ทำได้ลื่นไหล การสตรีมเพลง สตรีมวิดีโอ เล่นเกมทำได้หมด จะติดก็ตรงขนาดหน้าจอที่เล็กไปสักหน่อย

antutuส่วนผลการทดสอบประสิทธิภาพเครื่องผ่านโปรแกรมอย่าง Antutu จะได้คะแนนอยู่ที่ประมาณ 1.2 แสนคะแนน กับเครื่องรุ่นรหัส VTR-L09 ส่วนในแฟนเพจ mxphone ก็มีเทสได้ขึ้นไปถึงราว 1.4 แสนคะแนน ในรุ่นรหัส VTR-L29 ช่วยแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของตัวเครื่องที่สูงของ P10 ไปในตัว

DSC03280รวมๆแล้ว P10 ถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่ครบเครื่องในตัว แต่ก็จะมีข้อจำกัดในแง่ของขนาดหน้าจอที่ 5.1 นิ้ว บางคนอาจจะมองว่าเล็กไป บางคนอาจจะมองว่ากำลังเป็นขนาดที่พอดีมือ ดังนั้นก็ขึ้นอยู่กับความชอบมากกว่า

ส่วนเรื่องของกล้องที่ทำงานต่อเนื่องกับ Leica ในรุ่น P10 ทำออกมาได้ดีตามมาตรฐาน มีลูกเล่นให้ใช้งานกันมากขึ้น ถ่ายภาพได้สนุกขึ้น โดยเฉพาะในที่แสงน้อยที่ยังทำให้ภาพคมชัดเช่นเดิม ดังนั้นก็ขึ้นอยู่กับผู้ใช้แล้วว่าจะเลือก P10 รุ่น 32 GB หรือ 64 GB หรือจะหันไปรอ P10 Plus ที่กล้องดีกว่า จอใหญ่กว่า

DSC03262สำหรับคนที่ซื้อหรือได้ครอบครอง Huawei P10 และ Huawei P10 Plus ไปแล้ว และกำลังหาฟิล์มกันรอยหน้าจอใหม่ ทีมงานขอแนะนำ Focus Curved Fit TPU Perfect Edge ฟิล์มลงโค้งแบบใสปกป้องหน้าจอมือถือ ครอบคลุมที่เต็มจอลงถึงขอบโค้ง มีความยืดหยุ่นเป็นพิเศษ สำหรับสมาร์ทโฟนที่มีหน้าจอโค้ง (Curved Screen) โดยเฉพาะ ช่วยให้ทัชลื่น ลดรอยนิ้วมือ คงความสดใสของหน้าจอ หาซื้อได้แล้วตามร้านมือถือชั้นนำครับ

About Author

Littlebear

Littlebear

Partners