WWDC 2014 ไม่มีฮาร์ดแวร์ใหม่ เปิดตัว OS X Yosemite และ iOS 8 พร้อมแนะนำฟีเจอร์ใหม่ๆ สำหรับนักพัฒนา

โดย hypertext78 | 2 มิถุนายน 2557 เมื่อ 23:36 น. | อ่าน 36

2014-06-03_122354ในเวลา 0.01 น. ของวันที่ 3 มิถุนายน 2557 ทาง Apple ได้จัดงาน WWDC 2014 ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเวลานี้ โดยตัวงานนั้นเป็นงานสำหรับนักพัฒนาโปรแกรมบน Mac OS X และ iOS นั่นเอง ซึ่งย่อมรวมไปถึงการเปิดตัว iOS เวอร์ชันใหม่ และบริการล่าสุดจาก Apple รวมไปถึงฮาร์ดแวร์ใหม่ๆ มาด้วย โดยสมัยก่อน Steve Jobs ใช้งานนี้เปิดตัว iPhone มาตลอดอีกด้วย พบกับบทสรุปของงานกันดีกว่าครับ

DSC_0744[1]

ในงาน Apple เปิดวิดิโอก่อนเริ่มงาน เกี่ยวกับการที่ผู้คนทั่วโลกใช้ App บนอุปกรณ์ iOS อย่าง iPhone, iPad และอื่นๆ อีกมากมาย ในการดำรงชีวิต ทำงาน และพบปะผู้คน

DSC_0759[1]

ทิม คุก ซีอีโอของบริษัทมาแล้ว กล่าวต้อนรับคนสู่งาน WWDC ครั้งที่ 25 ของบริษัท Apple

DSC_0768[1]

ยังคงมาแนวทิม คุก ครับประเดิมด้วยตัวเลขโม้ข่มคู่แข่งก่อน ว่างาน WWDC นี้มี Session, Labs มากมายแค่ไหน รวมถึงวิศวกรจาก Apple มารองรับคำตอบสำหรับนักพัฒนาอย่างมากมาย และคนอีกนับพัน โดยมีกว่า 2/3 ของคนที่มาร่วมงานมางานนี้เป็นครั้งแรก

DSC_0779[1]

สำหรับแก่นของงานพรีเซนท์คือนนี้คือ OS X, iOS และ Dev สำหรับทั้งสองระบบ โดยโม้ว่านักพัฒนาแอพบนทั้งสองระบบที่ลงทะเบียนกับ Apple นั้นมีจำนวนมากถึง 9 ล้านคน อายุน้อยสุดในงานนี้คืออายุ 13 ปี

DSC_0782[1]

เริ่มต้นจาก OS X ก่อน โดยระบบปฏิบัติการ OS X นั้นมาพร้อมกับ Mac ของ Apple ซึ่งยอดขายตลาดโลก PC นั้นตกลงไป 5% แต่ทว่า Mac ปีที่ผ่านมาโตสวนทาง โดยโต 12% รุ่นล่าสุดอย่าง Mavericks ถูกติดตั้งไปแล้วกว่า 40 ล้านชุด (ครึ่งหนึ่งของทั้งหมดนั่นเอง)

DSC_0788[1]

แน่นอนว่าเมื่อผู้ใช้งานอัพเกรดไปใช้เวอร์ชันล่าสุดมากถึง 50% ก็ไม่วายจิกกัดว่าผู้ใช้งาน Windows ย้ายไปใช้ Windows 8 น้อยกว่ากันเยอะ ทั้งที่วางขายมาก่อนตั้งปีกว่าๆ

apple-wwdc-_0169[1]DSC_0803[1]DSC_0814[1]

Craig Federighi ออกมาพูดถึงชื่อใหม่ ที่จะใช้ใน Mac OS X 10.10 ที่ยังคงแนวทางการตั้งชื่อด้วยสถานที่ท่องเที่ยว (เริ่มใช้ครั้งแรกบน 10.9 ที่เป็น Mavericks) หลังจากก่อนหน้านี้ใช้ชื่อพันธ์สัตว์ตระกูลแมวป่า โดยเลือกชื่ออยู่นาน ในที่สุดก็เปิดเผยว่าจะใช้ว่า Mac OS X 10.10 Yosemite

DSC_0824[1]DSC_0841[1]

OS X ตัวใหม่นี้จะเริ่มมีหน้าตาคล้าย iOS มากขึ้น แผนการเชื่อมระบบปฏิบัติการทั้งสองเริ่มแล้ว หน้าตา icon ไม่แบนมากเหมือน iOS แต่ด้วยความที่หน้าจอใหญ่ แบบ Retina ทำให้ Apple ใส่มิติลงไปใน Icon แทน

DSC_0832[1]

ปุ่มต่างๆ โดนเปลี่ยนไปหลายๆ จุด ไม่เว้นแม้กระทั่งปุ่มบน toolbars และ windows ที่คุ้นเคยกันดี ลาก่อน skeptmophic ของ Steve Jobs

DSC_0848[1]

UI เลิกใช้สีขาวเมทัลลิกเหมือนตลอดช่วงสิบปีที่ผ่านมา กลายเป็นกระจกขุ่นๆ มองทะลุได้แทน รวมทั้งสามารถปรับแต่งได้หลายๆ อย่างจาก Mac App Store อีกด้วย

DSC_0906[1]DSC_0907[1]

มาต่อฟากบริการกันบ้าง กับ iCloud Drive งานนี้ยังคงลอก Google Drive เหมือนเดิม เห็นไฟล์ที่เก็บบน Cloud ในเครื่องตัวเอง พร้อมกับ Auto Sync อัตโนมัติ งานนี้ไม่แปลกใหม่อะไรเลย นอกจากใช้งานบน Windows ได้ด้วย

DSC_0934[1]

ต่อกันด้วย MailDrop โดยบอกว่าหลายครั้งเราจะส่งอีเมล์ แต่ภาพไฟล์ใหญ่เกินไม่สามารถส่งให้คนอื่นได้ใช่ไหม งั้นแนบไฟล์ทิ้งไว้บน iCloud สิ แล้วส่งไปเป็นลิ้งค์แทน อันนี้ก็ยังคงเหมือนกับ Google Drive เช่นกัน ฟากไฟล์ไว้บน Drive แล้วส่งอีเมล์ที่เปิดกลับมาที่ลิ้งได้ ไม่ใหม่อีกนั่นแหละ

DSC_0988[1]

ฟีเจอร์ใหม่ใน Mail คือ Markup ให้ลากเส้น ใส่เครื่องหมาย บอลลูนคำพูด และอื่นๆ ลงในภาพได้ทันที

DSC_0936[1] DSC_0938[1]

Safari ตัวใหม่ หน้าตาคล้าย Google Chrome เปี๊ยบ รวมถึงฟีเจอร์อย่าง Private Windows (Incognito บน chrome นั่นเอง) งานนี้ยังไม่มีอะไรใหม่ สิ่งที่ Apple เพิ่งเปิดตัวล้วนมีบน Windows มานานแล้ว ต่างกันตรงที่อันนี้เป็นบริการตรงจาก Apple ไม่ต้องอาศัยผู้บริการรายอื่นที่ไม่ใช่เจ้าของระบบปฏิบัติการ

DSC_0954[1]

ในเมื่อฟีเจอร์ก็ไม่ใหม่ Craig ก็เอาข้อมูลด้านพลังงานมาข่มรายอื่น ว่าถ้าใช้ Safari จะทำให้ใช้ Netflix ชมวิดิโอออนไลน์ได้นานกว่าเดิมถึง 2 ชั่วโมงเลยทีเดียว เนื่องจากควบคุมการใช้พลังงานในการประมวลผล Web Standard ได้ดีกว่า

DSC_0996[1] DSC_0999[1] DSC_1000[1]

อีกฟีเจอร์ที่จะเชื่อมโยงสมาร์ทโฟน แทบเล็ต และเครื่องพีซีเข้าด้วยกัน Handoff นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน หรือใช้งานทั่วไป สามารถปิดจอไอแพด แล้วไปทำต่อบนเครืองแมคได้เลย ทุกอย่างพร้อมเชื่อมโยงถึงกัน

DSC_1008[1] DSC_1009[1]

แค่วางด้วยกันก็ใช้งานได้ คราวนี้เราสามารถสั่งให้เปิด Instant Hotspot บน iPhone จากเครื่องแมคได้เลย โดย OS X จะรับรู้ว่ามีเครื่อง iPhone วางอยู่ใกล้ๆ

DSC_1013[1]DSC_1017[1] DSC_1019[1]

จะรับสายโทรศัพท์ หรือส่ง SMS บน Mac OS X ก็ได้ ทุกอย่างเชื่อมกันเป็นหนึ่งเดียว

DSC_1058[1] DSC_1060[1]

สำหรับ OS X Yosemite นี้จะปล่อยให้ดาวน์โหลดตัวเต็มได้ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ฟรีเหมือนเดิม ส่วนนักพัฒนาโหลดได้แล้ววันนี้ เรื่องที่แปลกไปก็คือปีนี้ Apple จะเปิดให้คนทั่วไปดาวน์โหลด Beta ไปลองได้ด้วย เป็น Public Beta เพียงแค่ลงทะเบียนก็ใช้ได้หน้าร้อนนี้แล้ว

จบ OS X 10.10 Yosemite แต่เพียงเท่านี้ เข้าเรื่อง iOS ต่อโดยทิม คุก

DSC_1070[1]DSC_1076[1]

ไม่พ้นเรื่องข่ม อวดว่าขาย iPod Touch ได้แล้วกว่า 100 ล้านเครื่อง ตั้งแต่เปิดตัว iPad นั้นอยู่ที่ 200 ล้าน และ iPhone ที่ 500 ล้านเครือง และไม่วายแซะว่าปีที่ผ่านมามีลูกค้าใหม่กว่า 130 ล้านคน ที่ตัดสินใจซื้อ iPhone มาใช้เป็นครั้งแรก โดยเหตุผลคือย้ายมาจาก Android เพราะซื้อไปด้วยความไม่ได้ตั้งใจ พลาดไป แต่ไม่เป็นไร มาหาชีวิตใหม่อันแสนสุขได้บน iOS และสำทับอีกว่ากว่าครึ่งใน 130 ล้านที่ว่าย้ายมาจาก Android อยู่ในประเทศจีน

DSC_1080[1]DSC_1089[1]

ผลวิจัยการตลาดพบว่า iOS 7 ได้รับความพึงพอใจมากถึง 97% อุปกรณ์ 90% ใช้ iOS เวอร์ชันล่าสุด (มากกว่า OS X ขาดลอย) แน่นอน ยังคงไม่วายแซะ Android ว่ามี Kit Kat ใช้ไม่ถึง 10% ด้วยซ้ำ

DSC_1093[1]

และยังคงแซะต่อว่าในเมื่อผู้ใช้งานอยู่กับระบบปฏิบิติการเวอร์ชันเก่า ก็ต้องรับความเยี่งเรื่องความปลอดภัยไปโดยปริยาย

apple-wwdc-_0318[1]

ในงานนี้เลยทำการเปิดตัว…. iOS 8DSC_1567[1]

DSC_1107[1]apple-wwdc-_0362[1]

อย่างแรกที่อวด Interactive Notification Center … เหมือนบน Android ที่สามารถตอบสนองบางอย่าง เช่น twitter จากหน้าจอ Notification ได้เลยโดยไม่ต้องเข้าแอพ

DSC_1116[1]

Safari ที่มีหน้าตา และรองรับการทำงานกับ OS X Yosemite เรียบร้อย พร้อมทำงานเชื่อมต่อหากันได้

DSC_1151[1]

Spotlight คราวนี้หาข้อมูลทุกอย่าง ตั้งแต่ App, สถานที่รอบตัว, ข่าว เพลง ไม่ว่าเพลงนั้นจะอยู่ในเครื่อง หรือบน iTunes คราวนี้ทำงานเท่ากับ Siri แล้ว

DSC_1156[1]DSC_1165[1]

คีย์บอร์ดใหม่ ทาง Apple เรียกว่า QuickType ในที่สุดก็มีระบบเดาคำเหมือนกับชาวบ้านซะที แหม แซะ Android ซะเยอะ แต่เอาเข้าจริงก็ลอกมาเยอะไม่น้อยเหมือนกันนะเนี่ย แต่ยังไม่มี Swipe หรือการลากเพื่อเดาคำ พิมพ์อย่างเดียวต่อไป

DSC_1187[1]

ระบบใหม่ของ Apple คือ Tap To Talk กดค้างแล้วอัดเสียง ส่งไปทาง iMessage ได้นั่นเอง

DSC_1227[1]

iCloud Drive จะตามมาอยู่บน iOS ด้วยเช่นกัน เป็น Intense สำหรับ App ทุกตัว

DSC_1234[1] DSC_1239[1]

Craig บอกว่าในบริษัท Fortune 500 (ท็อป 500 ของสหรัฐอเมริกา) ใช้ iOS กันแล้ว 98% เหลือหน้าที่ตีตลาด 2% ที่เหลือให้แตก คราวนี้รองรับการใช้งานใน Enterprise มากกว่าเดิม

DSC_1254[1]DSC_1258[1]DSC_1273[1]

เรื่องต่อมา สุขภาพ! ทาง Apple บอกว่ามีแอพด้านนี้จำนวนมากบน Apple แต่ไม่มีศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลไว้ โดยตอนนี้ทำงานร่วมกับเมโยคลีนิคอยู่ ในการนำข้อมูลไปใช้

DSC_1295[1]

เรื่องต่อมา Family Sharing เพราะว่าในยุคที่ผ่านมา การแบ่งปันของในครอบครัวอย่าง CD, DVD เป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว ทาง Apple จึงทำ Family Sharing ขึ้นมา สำหรับลูกๆ ที่จะซื้อก็ต้องขออนุญาตพ่อแม่เสียก่อน เมื่อพ่อแม่กดอนุมัติ ก็จะซื้อได้ รองรับสมาชิกในบ้านได้ 6 คนต่อหนึ่งระบบ

DSC_1305[1]

เรื่องต่อมา Smart Editing แก้ไขภาพบน iCloud ได้ โดยการแก้ไขจะเก็บทั้งภาพที่แก้ไขแล้ว และภาพก่อนกาารแก้ไข สำหรับฟาก Mac จะได้รับการยกเครื่องเรื่องภาพแบบนี้ด้วย ปีหน้า… ส่วนปีนี้ได้ไปแต่การแก้ภาพอย่างเดียว

DSC_1352[1]

Siri อัพเดทใหม่ คุยได้เลย ไม่ต้องกดปุ่มไมค์ เหมือน Google Now ที่พูดคำว่า “Okay Google” ก็ใช้ได้

และนั่นคือทั้งหมดของ iOS 8 ฟากผู้ใช้งานโยนเวทีกลับไปให้ Tim Cook อีกครั้ง คราวนี้จะเป็นเรื่องของนักพัฒนากับ iOS 8 กันบ้าง

DSC_1569[1]

DSC_1366[1] DSC_1368[1]

แน่นอนว่ายังคงข่มด้วยตัวเลข โดยบอกว่าตอนนี้ iOS มีแอพแล้วกว่า 1,200,000 ตัว คนเห็นกว่า 300,000,000 ครั้งต่อสัปดาห์ มีการดาวน์โหลดแล้วกว่า 75,000,000,000 ครั้ง วันนี้จะเปิดฟีเจอร์ใหม่ให้กับ App Store ได้แก่

DSC_1370[1]

แท็บ Expore และ Top Trending Search สำหรับการค้นหาแอพใหม่ๆ ที่ได้รับความนิยม

DSC_1379[1]

App Bundles สำหรับขายแอพทีเดียวหลายๆ ตัวพร้อมๆ กัน

DSC_1382[1]

App Previews สามารถใส่วิดิโอจากแอพจริงๆ ได้แล้ว

DSC_1384[1]

เปิดโหมดให้นักพัฒนาเรียกคนทั่วไปมาลอง Beta Apps ได้ เรียกว่า TestFlight

ฟีเจอร์ทั้งหมดนี้จะเริ่มให้บริการในฤดูใบไม้ร่วง ราวๆ เดือนตุลาคมนี้

DSC_1397[1]DSC_1401[1]

สำหรับงานนี้ Apple บอกว่ามี API ใหม่ๆ ให้นักพัฒนากว่า 4,000 ตัวเลยทีเดียว เริ่มจาก Extensibility ที่จะเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างแอพกันได้ ทำให้แชร์ข้อมูลผ่านแอพได้ทันที

DSC_1409[1]

มี Widgets เหมือน Android แล้ว อยู่ในหน้า Notification

DSC_1438[1]DSC_1441[1]

คุณพระ รองรับ 3rd party keyboard แล้ว ยื้อมานาน ในที่สุด Apple ก็ยอมให้ติดตั้งคีย์บอร์ดจากผู้พัฒนารายอื่นได้แล้วในที่สุด

DSC_1444[1] DSC_1449[1]

หลังจากนี้ Apple จะเปิด API ของ Touch ID ให้นักพัฒนาภายนอกดึงไปใช้งานได้ด้วย โดยยกตัวอย่างแอพ Mint สำหรับการติดตามการใช้เงิน

DSC_1454[1]

สำหรับกล้องก็จะเป็นเรื่องของการแก้ไขภาพ ที่อยู่บน iCloud นั่นเอง
DSC_1457[1]DSC_1458[1]DSC_1462[1]

HomeKit ทำให้เห็นว่าข่าวลือเรื่องแพลตฟอร์ม Smart Home นั้นเป็นความจริง มาพร้อมพันธมิตรจำนวนมาก โดยทาง Applee จะทำหน้าที่ออก Certify ให้บริษัทอื่นๆ ไปผลิต ข่าวตรงตามที่ว่ามาหมด ไม่ว่าจะเป็นล็อกบ้าน เปิด ปิดไฟ กล้อง ประตู เทอร์โมสแตต ระบบความปลอดภัย สั่งงานด้วยเสียง สามารถคุยกับ Siri ได้ว่า “get ready for bed” แล้วระบบจะล็อกบ้าน ปิดไฟในห้องนอน ได้ด้วย

DSC_1468[1] DSC_1469[1]DSC_1475[1]

CloudKit จะเข้ามาเชื่อมโยงนักพัฒนากับผู้ใช้งานได้ โดยบอกว่า Free with limits คือฟรีระดับหนึ่ง แต่เมื่อเกินยอดที่กำหนดก็จะเริ่มเก็บเงิน

DSC_1476[1] DSC_1479[1] DSC_1480[1]

API ใหม่สำหรับการทำงานกราฟฟิก (โดยเฉพาะเกม) ชื่อว่า Metal โดยจะเข้ามาลดงานของ OpenGL ลง ออกแบบมาเพื่อ Apple A7 หรือ iPad Air, iPad Mini with Retina Display และ iPhone 5s เท่านั้น

DSC_1490[1]

Metal ทำให้สามารถแสดงผลระดับ Console บนเครื่องเล่นอย่าง iPad ได้สบายๆ มีนักพัฒนาเอนจิ้นระดับพรีเมียมอย่าง EA, Epic Games, Unity และอื่นๆ อีกมากนำไปใช้แล้ว

DSC_1520[1] DSC_1521[1]

SpriteKit SceneKit ญาติสนิทสำหรับนักพัฒนาเกมเช่นกัน ใช้งานร่วมกันสำหรับการพัฒนาแอพที่ใช้กราฟฟิค

DSC_1522[1] DSC_1528[1]DSC_1532[1]

ประกาศภาษาโปรแกรมมิ่งใหม่ หลังจากใช้ X-Code ในการพัฒนา Objective C เกือบ 20 ปี วันนี้ Apple เปิดตัว Swift ภาษาใหม่ที่แก้ไขปัญหาเรื่อง Baggage ไปเรียบร้อย โดยใช้สี่คำในการนิยาม คือ Fast, Modern, Safe, Interactive นั่นเอง ทำงานร่วมกับ Objective C และ C ในแอพตัวเดียวกันได้

DSC_1572[1]

สำหรับนักพัฒนา เริ่มใช้ iOS 8 Beta กันได้แล้ววันนี้ คนทั่วไปรอฤดูใบไม้ร่วงกันอีกตามเคย

DSC_1583[1]

ทิม คุก มาขึ้นเวทีอีกครั้งกล่าวสรุปงานถึง Mac OS X 10.10, iOS 8 กล่าวขอบคุณทั้งพนักงาน และผู้เข้าร่วมงาน WWDC ครั้งนี้ และปิดงาน

สำหรับงานนี้กูรูหน้าแหกไปหลายราย ไม่มีการเปิดตัวนาฬิกาอัจฉริยะ โทรศัพท์ หรือ MacBook Air ที่มี Retina Display แต่ประการใดครับ

ที่มา: The Verge

About Author

hypertext78

hypertext78

Partners