
![]() หากมองย้อนถึงหัวใจหลักของโทรศัพท์มือถือทุกเครื่องในโลกนี้ กว่าจะออกมาเป็นโทรศัพท์สักเครื่องได้ ไม่แค่การออกแบบ ลูกเล่นการใช้งานต่างๆ แต่ระบบในเครื่อง ถือเป็นอีกสิ่งที่มีความสำคัญ เพราะเวลาเกือบทั้งหมดในการใช้โทรศัพท์มือถือ ความประทับใจของเครื่องจะดีหรือไม่ อยู่ที่ระบบของเครื่องเช่นกัน ![]() Samsung ถือเป็นผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือ และสมาร์ทโฟนที่มีระบบปฎิบัติการที่นำมาใช้งานอย่าง Android กับ Windows Phone ซึ่งในขณะเดียวกัน Samsung ได้พัฒนาระบบปฏิบัติการของตนเองที่มีชื่อว่า Bada ที่เป็นระบบปฎิบัติการที่มีจุดมุ่งหมายให้การใช้งานดีเท่า Smart Phone แต่ใช้ง่าย และไม่ต้องปรับตัวมากเท่ากับ Smart Phone ฉะนั้นแล้ว มาทำความรู้จักกับ Bada กันสักเล็กน้อยดีกว่า ย้อนอดีตสู่อนาคตของ Bada ![]() โครงสร้างของ Bada เป็นระบบที่ใช้ Linux มาดัดแปลง ทำให้การปรับแต่งต่างๆ รวมถึงการพัฒนา App ทำได้ไม่ยากเช่นกัน Bada เปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปี 2010 โดยมาพร้อมกับ Samsung Wave ที่ใช้ระบบ Bada 1.0 หลังจากนั้น Bada รุ่นต่างๆก็ตามออกมา ไม่ว่าจะ Wave 525 / 723 และ Wave II เหล่านี้ถือเป็นผลผลิตของ Bada รุ่นแรก ![]() ตลอดเวลาที่ผ่านมาของ Bada รุ่นแรก ตัวระบบยังไม่มีลูกเล่นอะไรมากนัก เรียกว่าแทบจะไม่ต่างกับ Feature Phone ทั่วไป ลูกเล่นยังไม่ค่อยครบเครื่อง การตอบสนองของเครื่องเมื่อเทียบกับสเปค ยังถือว่าน่าจะทำได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ แต่ ณ วันนี้ Samsung กลับมาอีกครั้ง พร้อมกับรุ่นใหม่ที่ได้รับการปรับปรุง เพิ่มเติมในสิ่งที่ทำให้น่าใช้งานขึ้น นั้นคือ Bada 2.0 ![]()
![]() ความลงตัวที่เพิ่มขึ้นใน Bada 2.0
![]() 1 หน้าตาเมนูใหม่ การทำไอคอนใหม่กับเมนูย่อยของ Bada 2.0 ช่วยทำให้การมองหาสิ่งที่ต้องใช้ทำได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ในหน้าจอโทรศัพท์ แป้นหน้าจอกับไอคอน มีขนาดที่มองได้ง่ายขึ้นกว่า Bada 1.0 เช่นกัน ในส่วนนี้ถือว่าเป็นการปรับแต่งให้เหมาะกับขนาดหน้าจอของโทรศัพท์ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ดังจะเห็นได้จากไลน์สินค้าที่ใช้ Bada 2.0 ที่กำลังจะวางขายในท้องตลาดว่าจะมีให้เลือกกันหลากหลายรุ่น ให้ผู้บริโภคได้เลือกกันตามกำลังซื้อ
![]() 2 ทำงานหลายอย่างพร้อมกัน โดยในการใช้งานแอปฯที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตก็สามารถเลือกรับรับข้อมูลได้ในขณะที่เปิดเครื่องไว้ หรือกำลังใช้งานในส่วนอื่นอยู่ App ที่กำลังมีการทำงานเบื้องหลัง จะมีจุดสีเขียวแสดงกำกับไว้ นอกจากนี้ การกดปุ่มวางสายออก เท่ากับปิดการทำงาน App โดยอัตโนมัติ และในจุดนี้ยังสามารถเลือกปิดเฉพาะแอปฯที่ไม่ต้องการใช้งานต่อเนื่องได้อีกด้วย
![]() 3 ระบบการแจ้งเตือน (Notifications) แต่ใน Bada 2.0 การแจ้งเตือนสามารถทำได้สมบูรณ์แบบ สามารถเข้าไปดูเหตุการณ์นั้นๆ พร้อมกับใช้งานต่อได้ทันที ในหน้าล็อคการใช้งานจอภาพ หากมีการแจ้งเดือน สามารถลากเข้าไปดูเหตุการณ์ได้ทันที และในส่วนไอคอนที่มีการแจ้งเตือน จะมีตัวเลขแสดงถึงจำนวนสิ่งที่แจ้งเตือน แน่นอนว่าระบบเหล่านี้อาจไม่ได้แปลกใหม่ในสมาร์ทโฟน แต่อย่างที่รู้กันว่าล่าสุดอย่างใน iOS 5 ก็มีการนำรูปแบบแจ้งเตือนลักษณะเดียวกันเข้ามาใช้งาน ซึ่งตรงนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานสมาร์ทโฟนให้ครอบคลุมทุกรูปแบบมากขึ้น ไม่เหมือนกันฟีเจอร์โฟนสมัยก่อนที่ การแจ้งเตือนจะขึ้นมาเต็มหน้าจอ เพราะในจุดนี้สามารถเลือกเข้าไปดูในแต่ละสถานะเพื่อทำงานต่อเนื่องได้ทันที
![]() 4 เว็บเบราว์เซอร์ คำสั่งการใช้งานใน Browser หาได้ง่ายขึ้น มีการรวมสิ่งที่ใช้บ่อยมาให้ทั้งหมดในเมนูย่อยที่หาได้ง่ายขึ้น และความเร็วในการตอบสนองของ Browser ทำได้ไวมากขึ้น ซึ่งในจุดนี้ ทางซัมซุงเคลมว่า การใช้งานบนเว็บเบราว์เซอร์ของ Bada 2.0 นั้น เร็วที่สุดในตลาด เมื่อนำมาเทียบกับเครื่องในประสิทธิภาพระดับเดียวกัน นั้นหมายความว่าผู้บริโภค จะไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินแพงๆ เพื่อเรียกหาสมาร์ทโฟนในระดับที่พอใช้ได้ เพื่อมาใช้งานท่องอินเทอร์เน็ต เพราะในราคาที่ถูกกว่า Bada 2.0 สามารถให้ประสบการณ์ในการใช้งานเว็บเบราว์เซอร์ไม่แตกต่างเครื่องรุ่นที่แพงกว่าเลย
![]() 5 กล้องถ่ายรูป หากตัวเครื่องรองรับ Auto Focus การแตะหน้าจอเพื่อเลือกจุด Focus ใน Bada 2.0 จะทำได้ไวมากขึ้น ในจุดนี้ ความคมชัดของกล้องคงเป็นตัวที่จะมาพิสูจน์ถึงความสามารถของกล้อง เพราะด้วยซอฟร์แวร์การถ่ายภาพที่เรียกได้ว่า แทบจะมีอินเตอร์เฟสใกล้เคียงกันหมดนั้น คงเน้นให้ผู้บริโภคเข้าถึงการใช้งานง่ายมากกว่า และแน่นอนว่าสามารถเลือกแชร์ ไปยังเครือข่ายสังคมได้ทันทีด้วย
![]() 6 การป้อนข้อมูล
![]() 7 เครื่องเล่นเพลง
![]() 8 Gallery
![]() 9 Social Hub
![]() Bada VS Symbian ความยากของ Symbian ทำให้การใช้งาน Bada มีความเป็นมิตรในการตอบสนองที่ดีกว่า ไม่ว่าจะหน้าตาเมนู / Keyboard / ลูกเล่นพื้นฐานต่างๆ เพราะ Bada อิงความง่ายในแบบ Feature Phone ทำให้การใช้งานในชีวิตประจำวัน Bada ให้ความเป็นมิตรในการทำงานที่ดีกว่า Symbian นอกจากเมนูพื้นฐานที่ให้ความง่ายและตอบสนองได้ดีแล้ว บรรดา App หลักๆ ที่ใช้งานกันในชีวิตประจำวัน ใน Bada เอง ก็มี App ที่มาทำนองเดียวกับ Symbian และมีให้ใช้งานในหลักที่ใกล้เคียงกันพอสมควร
![]() สรุป ![]() ความสามารถหลายๆ อย่างที่ทำได้เหมือน Android และไม่ว่าจะเรื่องความเป็นมิตรของหน้าตาเมนู การตอบสนองของระบบที่ทำออกมารองรับทัชสกรีนโดยเฉพาะ ไม่เหมือน Symbian ต่อยอดมาจากปุ่มกด และ Bada ยังมีการใช้งานที่ยืดหยุ่นมากกว่า ในขณะเดียวกัน Bada ก็มีแหล่งให้ผู้ใช้สามารถเข้าไปดาวน์โหดลแอปพลิเคชันเพิ่มเติมได้ นั้นคือค่อนข้างครบเครื่องกับการใช้งาน ดังนั้นแล้ว Bada 2.0 จึงเป็นการพัฒนาที่ทำให้ Bada ลงตัวในการใช้งานชีวิตประจำวันได้มากขึ้น ที่แฝงไปด้วยความง่ายไม่ซับซ้อน และในขณะเดียวกันก็ให้คววามรู้สึกที่เรียบหรูไปในตัว |


















ประสบการณ์bada เท่าที่เคยได้ยินได้ฟังมา
เอาแค่อย่างน้อยในไทย แทบจะไม่เคยได้ยินคำชื่นชมเลย(จะได้ยินก็มีติไม่ก็ถึงกับด่า)
ทำให้คนไม่เคยใช้ ไม่กล้าเสี่ยง และยิ่งทางค่ายซัมซุงเองปั้นมันมากะมือแต่ก็ดูไม่ค่อยจะดัน(ไปเอาดีกับหุ่นเขียว) งานนี้หากจะให้bada เกิดจริงๆคงต้องเหนื่อยหนัก เพราะนอกจากซัมซุงจะต้องแข่งกับเจ้าอื่น ก็ยังต้องแข่งกับของตัวเอง ที่มี OS อื่นทำขายอยู่ด้วย
จริงครับ ผม ใช้ เวฟ 1 วันๆแท้ไม่ได้แตะ เพราะมันไม่มีอะไรให้เล่น = =
จริงครับ ผม ใช้ เวฟ 1 วันๆแท้ไม่ได้แตะ เพราะมันไม่มีอะไรให้เล่น = =
เป็น OS ที่รวมการเลียนแบบทุก OS ขิงๆ